บทนำ (๑)
บทนำ
กล่อมลูกน้อยนอนหลับแล้วก็เก็บของเล่นให้เข้าที่เข้าทาง ปกติเธอมักจะให้ลูกเก็บเองแต่วันนี้เหมือนเด็กชายจะงอแงกว่าปกติ กว่าจะกล่อมนอนได้ใช้เวลาเกือบชั่วโมง คนเป็นแม่เหนื่อยสายตัวแทบขาดเพราะนอกจากเลี้ยงลูกก็ต้องทำงานบ้านหมดทุกอย่าง
ลูบศีรษะมนด้วยความเอ็นดูก่อนก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของลูก เอื้อมไปปิดไฟข้างหัวเตียงขณะมองเวลาพบว่าเกือบเที่ยงคืนแล้ว ผ่อนลมหายใจเสียงเบาเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ของสามีเพิ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับเราสองคน
ความห่างเหินนับวันยิ่งมากกว่าเดิม...
พวกเราแต่งงานมีลูกกันเร็วเกินไป สำหรับเธอเกิดขึ้นเพราะความรัก ต่างจากเขาที่แค่สนุกชั่วครั้งคราวเท่านั้น แล้วเมื่อหล่อนท้องจึงต้องทวงถามความรับผิดชอบจากอีกฝ่าย
โดยชายหนุ่มไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเลย ยกความผิดทั้งหมดมาให้หล่อนว่าไม่กินยาคุม ทั้งที่เขาก็ไม่สวมถุงยางอนามัยเช่นเดียวกัน
ครั้งแรกและครั้งเดียว...กลับท้องทั้งที่เพิ่งอายุสิบเก้าปี
ยังเรียนไม่จบปวส.ด้วยซ้ำก็ต้องออกมาเลี้ยงลูกแล้ว
จากเด็กบ้านนอกมุ่งเข้าสู่เมืองหลวง แน่นอนว่าพ่อแม่เขาไม่ยอมรับเธอเป็นสะใภ้ แต่ด้วยความที่รักลูกจึงปลูกบ้านให้อยู่ใกล้กัน พวกเราจึงแยกตัวออกมาอยู่บ้านหลังนี้ตามลำพัง ไม่มีแม่บ้านมาช่วยดูแลเพราะยกหน้าที่นั้นให้เธอเรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวต้องเลี้ยงลูกแล้วทำงานบ้านหมดทุกอย่าง โดยสามีไม่ช่วยอะไรเลย เขาทำเพียงแค่ติเธอไปเสียทุกเรื่อง ทำอะไรไม่เคยได้ดั่งใจ แทบไม่แตะต้องตัวกันหลังหล่อนคลอดลูก ผ่านมาสี่ปีแล้วเรายิ่งห่างเหินมากกว่าเดิม
ไม่มีคำว่าครอบครัวด้วยซ้ำ
“ออกไป เกะกะ” ลงมาข้างล่างเพื่อรอรับสามีลงจากรถ กลับต้องชะงักเมื่อพบเพื่อนของเขาที่ยกมือทักทายกัน ก่อนร่างหนาจะเดินออกมาจากบนบ้านพร้อมกับผลักภรรยาออกห่างจนหล่อนเซเกือบล้ม ยังดีที่ยั้งตัวไว้ได้ทัน
มองเขาด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะไปเที่ยวแล้วกลับมาบ้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนออกไปอีกรอบสินะ
ช่างเป็นบุคคลที่เที่ยวเก่งเสียเหลือเกิน มีครอบครัวแล้วก็ยังเที่ยวเตร่เหมือนเดิม แทบไม่หันมาสนใจหรือดูดำดูดีหล่อนกับลูกเลย ยังดีที่อย่างน้อยก็ให้เงินค่าใช้จ่ายและซื้อของต่างๆ ให้ลูก เพราะเธอไม่ได้ทำงานเป็นหลักแหล่ง เป็นเพียงแม่บ้านไม่มีรายได้เอาแต่เลี้ยงลูกอย่างเดียว
จนตอนนี้เริ่มคิดแล้วว่าตัวเองเลือกเส้นทางชีวิตผิด
ถ้าวันนั้นไม่หลงรักเขา หากเราไม่ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยกัน ป่านนี้ชีวิตของหล่อนจะดีขึ้นหรือเปล่า
แต่พอคิดดูอีกที...ถ้าไม่ได้รู้จักกับสามี
ก็คงไม่มีลูกชายแสนน่ารักอย่างเด็กชายฐาภูรี เทพปรีดาน่ะสิ หากให้เลือกอีกครั้งเธอก็คงตัดสินใจเหมือนเดิม เพราะลูกเปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่าในชีวิต
“พี่จะออกไปข้างนอกอีกแล้วเหรอ สัปดาห์นี้ออกไปทุกวันกลับมาก็ดึกแทบไม่ได้บอกฝันดีลูกเลยนะ” คว้าแขนเขาไว้พร้อมถามอย่างเอาเรื่อง ไม่สนสายตาของเพื่อนอีกฝ่ายซึ่งมองเหมือนลุ้นว่าจะเกิดสงครามระหว่างสามีภรรยาขึ้นหรือเปล่า
“แล้วมันธุระกงการอะไรของเธอ ฉันจะไปไหนก็เรื่องของฉัน อย่ามายุ่ง!” ตะคอกใส่หน้าหล่อนเสียงดังเพื่อทำตามใจตัวเอง เขาทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดที่ใช้เส้นสายจนครองตำแหน่ง ความสามารถไม่มีจนลูกน้องต้องรับหน้าแทนหลายเรื่อง ส่วนใหญ่มักเที่ยวสนุกแม้ว่าจะมีครอบครัวแล้วก็ตาม
เขาไม่สนใจว่าเธอกับลูกจะคอยอยู่ที่บ้าน
“ถ้าพี่ออกไป...เราหย่ากัน” ความอดทนของหญิงสาวใกล้หมดลงทุกที เธออยู่กับเขามาเกือบห้าปีแต่ไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย นับวันความสัมพันธ์ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ จนวันนี้ที่ไม่อยากเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว ความรักที่เคยมีก็ลดน้อยลงเช่นเดียวกัน
เขาเคยเป็นรักแรกของหล่อน ผู้ชายที่เข้ามาเป็นแสงสว่างในดวงใจ แล้วทำไมถึงเปลี่ยนไปได้ไม่เข้าใจเหมือนกัน
หรือเขาเป็นแบบนี้แต่แรกเพียงแค่เธอไม่รู้เท่านั้นเอง...
“เออ หย่าก็ดี หย่าไปเลย!” ไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนี้
กว่าจะกล้าพูดคำว่าหย่าออกมาย่อมคิดแล้วคิดอีกอยู่นานหลายเดือน ต่างจากเขาที่ไม่ได้คิดอะไรเลยแล้วพูดมันราวไม่สำคัญกับชีวิตสักนิด มือบางกำกระโปรงแน่นพร้อมมองตามร่างสูงของคู่ชีวิตที่ออกไปร่าเริงข้างนอกกับบรรดาเพื่อนสนิท
เขาไม่สนใจครอบครัว แล้วก็คงไม่คิดว่าเธอเป็นภรรยาด้วยซ้ำ ในสายตาของอีกฝ่ายตนคงเป็นแค่แม่บ้านเท่านั้นสินะ
“ฮือ” ร้องไห้จนเหนื่อยด้วยความอดสูกับชีวิตของตนเอง
เคยเสียใจแล้วคิดว่าสามีจะปรับปรุงตัวเป็นคนที่ดีขึ้นมาบ้าง แต่เธอคงหวังมากเกินไปเพราะเขาไม่มีทางกลับมาเป็นหัวหน้าครอบครัวได้ ยังคงสนุกกับการเที่ยวเตร่และไม่เคยมองเห็นเธอกับลูกเลยสักครั้ง คนเป็นพ่อกอดลูกนับครั้งได้ ไม่เคยบอกรักภรรยานับตั้งแต่แต่งงานกันมา
เราเหมือนคนแปลกหน้าที่ร่วมชายคาเดียวกันมากกว่า
หรือเพราะหล่อนเป็นเพียงเด็กกำพร้าไม่มีครอบครัวคอยหนุนหลัง ไม่สามารถเป็นแหล่งพักพิงให้เขาได้จึงปฏิบัติต่อกันเช่นนี้ เมื่อคิดดังนั้นก็ปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ไม่ต้องการที่จะร้องไห้อีกต่อไปเพราะรู้ว่ามันไม่มีความหมาย
ร้องไปเขาก็ไม่กลับคืนมาเหมือนเดิม...
ตระหนักได้แล้วว่าอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงเจ็บปวดอีกยาวนาน ชายหนุ่มไม่มีวันคิดได้หรอก เขายังคงสนุกกับช่วงชีวิตอันรุ่งโรจน์ของตัวเอง หล่อนควรเลือกเดินออกไปมากกว่า
“แม่คับ...พ่อล่ะ...พ่อไปไหน” เปิดประตูเข้ามาในห้องของลูกชายเพื่อนอนพักผ่อน ก็พบคนที่ควรหลับกำลังนั่งบนเตียงพร้อมถามเธอเสียงอ่อน ถึงคนเป็นพ่อจะไม่ดูดำดูดีแต่ก็ยังโหยหาอ้อมกอดจากอีกฝ่ายเหมือนเดิม คิดแล้วก็นึกสงสารเด็กน้อยจนต้องรีบกลบความเศร้าด้วยรอยยิ้ม
“พ่อไปทำงานน่ะลูก” ไม่คิดจะนำความทุกข์มาใส่ใจของเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ เลือกโกหกแล้วนั่งลงบนเตียงพร้อมโอบกอดลูกชายเอาไว้ เปิดโคมไฟสีนวลข้างเตียงพอให้สว่างไม่ได้ส่องแสงจ้าจนเกินไป สามารถปิดบังดวงตาแดงก่ำของผู้เป็นแม่ไว้ได้
เธอไม่อยากให้ลูกชายเห็นว่าตนเองร้องไห้ จึงปิดบังความเศร้าของตนเอาไว้ แล้วแสดงออกเพียงด้านสดใส
“ตอนดึกก็ทำเหรอ”
“ครับ ทำงานหาเงินเยอะๆ มาให้ลูกซื้อขนมไง” อ้างถึงสิ่งที่ลูกชายของตนชอบก็คือขนม เจ้าตัวจึงยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ รีบกอดแม่กลับพร้อมเอ่ยถึงขนมที่ชอบนักหนา กลายเป็นความสุขและความอบอุ่นเดียวของแม่ในตอนนี้
“ผมอยากกินหนมเยอะๆ”
“ครับ แต่ตอนนี้นอนก่อนนะ เดี๋ยวแม่เล่านิทานให้ฟัง” ต้องเล่านิทานซ้ำอีกครั้งเพื่อกล่อมลูกน้อย แต่เด็กชายก็ดูชอบเสียเหลือเกิน เพราะคิดถึงขนมที่ตัวเองจะได้กินถึงยอมนอนแล้วฟังนิทานจากมารดา ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
“โอเคคับ”
ทิ้งไว้เพียงสายตาอบอุ่นของแม่ที่มองลูกอย่างรักใคร่ เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอสามารถมีชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ แต่ต่อจากนี้จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว ขอสู้เพื่อตัวเองบ้าง...
เช้าวันต่อมาที่พาลูกชายไปส่งถึงโรงเรียนเตรียมอนุบาลก่อนกลับมาที่บ้าน เธอทำอาหารและทำความสะอาดบ้านไว้รอสามีที่หลับไม่ยอมตื่น ยังนึกสงสัยว่าบริษัทที่เขาทำงานอยู่ไม่ว่าหรืออย่างไรที่พนักงานไปสาย แถมยังขาดงานบ่อยอีกต่างหาก
