บท
ตั้งค่า

บทที่ 1.8

“นั่นสินะเมื่อวานแม่นั่งรถม้าผ่าน มองเห็นหน้าร้านเต็มไปด้วยบัณฑิตจากสถานศึกษาที่ไปรอซื้อหนังสือของท่านปราชญ์ไป๋หู่กับศิษย์เอกของเขา ลืมไปสนิทว่าเจ้าก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สะสมตำราเช่นกัน แม่เคยอ่านตำราท่องเที่ยวแคว้นเยียนของเฮยหลาง คนผู้นี้เล่าเรื่องราวพร้อมกับให้แง่คิดในมุมมองที่ผู้คนไม่ใคร่จะให้ความสนใจนัก หากเจ้าได้พบและคบเป็นสหายคงประเสริฐ”

“ท่านแม่ ไม่เคยมีผู้ใดเคยพบเขาหรอกขอรับ แม้จะมีคนเคยเดินทางไปขอพบท่านปราชญ์ไป๋หู่ที่หุบเขาไร้ตัวตน แต่ช่วงสิบปีมานี้ได้ยินมาว่าเขาทำตัวราวกับสามารถล่องหนหายตัว ยิ่งเป็นศิษย์เอกของเขาเฮยหลางผู้นี้ ยิ่งทำตัวราวกับไร้ตัวตนบนโลก ขนาดคนเดินหนังสือให้ร้านหงเติงหลงยังไม่เคยมีใครพบเขาเลย นับประสาอะไรกับ...”

“แต่เจ้าก็เคยเขียนจดหมายตอบโต้กับเขามาแล้ว คิดว่า...”

“ท่านแม่” เฉินเซี่ยเฟิงถอนหายใจ เขาเองก็เคยหวังจะได้พบกับเฮยหลาง แต่จากวันที่เขาได้รับจดหมายตอบข้อสงสัยในตำรากระทั่งวันนี้เขาเพิ่งจะรู้ว่าหากใครมีข้อสงสัยและไม่เข้าใจเนื้อหาในตำรา ก็สามารถฝากจดหมายไว้ที่ร้าน จากนั้นเฮยหลางจะตอบผ่านคนของร้านหงเติงหลงเช่นกัน

“เฮยหลางเขียนจดหมายตอบโต้กับผู้ที่สนใจผลงานของเขาทุกคน หาใช่ตอบเพียงแค่กับลูกคนเดียวนะขอรับ”

“นั่นสินะ” ฮูหยินเฉินเอ่ยด้วยความเสียดาย “เจ้าไปเถิดเสี่ยวเย่คงรอแย่แล้ว”

“ท่านไม่ถามหรือขอรับว่าเหตุใดอาเย่จึงสามารถออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย ทั้งที่สถานการณ์ภายในตระกูลเยี่ยตอนนี้...”

“เสี่ยวเย่เป็นคนฉลาด เขาไม่ทำอะไรโง่ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เยี่ยตงเจียงและฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยขับไล่เขาออกไปจากคฤหาสน์ตอนนี้หรอก ยิ่งตอนนี้เหยาเอ๋อร์กำลังป่วยหนักยิ่งไม่มีทาง อีกอย่างเจ้าก็รู้ว่าเยี่ยตงเจียงไม่มีบุตรสาว อย่างน้อยๆ เหยาเอ๋อร์ก็คือความหวังเล็กๆ ของเขาที่จะ...” ฮูหยินเฉินจบประโยคลงเพียงเท่านั้นเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมลงของบุตรชาย นางได้แต่ถอนหายใจออกมาแล้วบอกบุตรชาย “ไปเถิดอย่าให้เสี่ยวเย่จะรอนาน”

“ขอรับท่านแม่ เช่นนั้นหลังจากกลับจากร้านหงเติงหลง ลูกจะไปที่โรงทอเพื่อรอกลับพร้อมท่านพ่อ”

“แล้วแต่เจ้าเถิด”

มองดูบุตรชายเดินตรงไปยังห้องโถงของคฤหาสน์ เฉินฮูหยินได้แต่ครุ่นคิด นางรู้ว่าบุตรชายต้องการยื่นมือเข้าช่วยเหลือเยี่ยเผิงเย่และเยี่ยซูเหยา สองพี่น้องที่เป็นบุตรบุญธรรมของเยี่ยตงเจียง เนื่องจากทั้งสองเป็นสหายที่ไปมาหาสู่กันมานาน ทว่านั่นกลับเปิดโอกาสให้เยี่ยตงเจียงคิดจะสานสัมพันธ์สองตระกูลด้วยการแต่งงาน

ความจริงแล้วนางหาได้รังเกียจเยี่ยซูเหยา นางออกจะรักใคร่และเอ็นดูเด็กสาวที่มีท่าทีเรียบร้อยอ่อนหวานแต่ป่วยกระเสาะกระแสะผู้นั้นด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นนางกลับอดสะอิดสะเอียนและรังเกียจที่เยี่ยตงเจียงไม่เคยเหลียวแลสองพี่น้อง จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเขามองเห็นผลประโยชน์ระหว่างตระกูลเยี่ยและตระกูลเฉิน จึงกล้าเกริ่นเรื่องการแต่งงานของบุตรชายตนกับเยี่ยซูเหยา

ที่น่าหนักใจไปกว่านั้นคือ บุตรชายของนางอาจแต่งเยี่ยซูเหยาเป็นฮูหยินจริงๆ หากว่านั่นจะเป็นการช่วยเหลือเยี่ยเผิงเย่ ขอเพียงหลังแต่งงานแล้วสองพี่น้องเป็นอิสระจากตระกูลเยี่ยโดยสิ้นเชิง

“ชะตาชีวิตเล่นตลกโดยแท้” เฉินฮูหยินถอนใจแล้วเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ ในใจได้แต่ปล่อยวางให้เป็นไปตามที่สวรรค์ลิขิต...

หน้าร้านหงเติงหลงยังคงมีผู้คนเข้าออกไม่ขาด หลังจากที่ผู้ดูแลร้านติดประกาศว่ามีตำราเล่มใหม่ของเฮยหลางเข้ามาใหม่ตั้งแต่เมื่อวาน ทั้งนี้ตำราที่ถูกส่งมาจะมีกำหนดระยะเวลาที่ไม่แน่นอน บางครั้งสองสามเดือนจะออกมาหนึ่งเล่มบางครั้งก็นานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความหนาและเนื้อเรื่องที่ต้องคัดลอก รวมไปถึงความยากง่ายในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความที่คัดลอก

เหล่าคุณชายและปราชญ์จากสำนักศึกษาต่างๆ ที่ยังคงเดินดูชมตำรับตำรา ยังคงพยายามที่จะสอบถามกับผู้ดูแลในร้าน เพียงเพื่อให้ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของเฮยหลาง เนื่องจากหลังๆ มานี้ปราชญ์ไป๋หู่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีตำราใหม่ออกมาบ่อยเท่าใดนัก มีเพียงเฮยหลางเท่านั้นที่มีความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ

“ดูเหมือนเราจะไม่ใช่กลุ่มแรกที่อยากรู้ข่าวคราวของเฮยหลาง” เยี่ยเผิงเย่ถอนใจออกมาเสียงเบา เมื่อหูแว่วเสียงสนทนาที่ดังขึ้น ระหว่างผู้ดูแลร้านหงเติงหลงและเหล่าบัณฑิต ทั้งสองเดินเข้าไปด้านในช้าๆ ปล่อยให้ลี่จวินเดินตามหลังมาเงียบๆ เพราะชินกับความเงียบขรึมของอีกฝ่ายเสียแล้ว

“อ้อคุณชายเฉินท่านมาพอดี ได้ยินมาว่าท่านกำลังจะมีเพื่อนบ้านใหม่ย้ายเข้าวันนี้ ท่านพบนางแล้วหรือยัง” คุณชายทายาทตระกูลจางเอ่ยถามขึ้น เขาคือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลจางที่มีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ในเมืองกุ้ยโจว ด้านข้างของเขาอีกสองสามคนเป็นสหาย และผู้ติดตามราวกับคนคุ้มกันเนื่องจากความมือเติบในการใช้จ่ายของอีกฝ่าย

“ได้ยินมาว่าวันนี้นางไปที่ตลาดค้าทาสเพราะคฤหาสน์ใหญ่โตยังไม่มีสาวใช้และบ่าวไพร่”

“จริงหรือ นาง...ไปด้วยตัวเองเลยหรือ”

“เห็นว่านางตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีตระกูลใดไปมาหาสู่”

“แต่นางดูร่ำรวยถึงขนาดซื้อคฤหาสน์ใหญ่โตในย่านขุนนาง”

“ข้าเห็นข้างกายนางมีบุรุษผู้หนึ่ง”

“นั่นเป็นเพียงคนคุ้มกันความปลอดภัยของนางเท่านั้น”

“แต่...ไม่สมเหตุสมผลเลย นางไม่ได้เกล้าผม แสดงว่ายังไม่ออกเรือนแล้วเหตุใด...”

“หรือนางจะลอบหนีตามบุรุษผู้นั้นมา แต่เกรงคำครหา”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel