บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 เกิดมาไม่เคย

“ฉึก” ลูกธนูเจาะกะโหลกโจรป่าทะลุอีกด้าน ดาบหลุดจากมือเฉียดร่างของหว่างฉิวไปนิดเดียว โจรป่าตาเหลือกล้มกองกับพื้นสิ้นใจทันที

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนแทบลืมหายใจ เห็นความตายอยู่ตรงหน้า เพียงเสี้ยววินาที เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ‘โอ้ย…หัวใจจะวาย’ หว่างฉิวหันไปมองเจ้าของลูกธนูสวรรค์ดอกนั้น

ผู้ชายคนหนึ่งในมือถือคันธนูแต่งกายรัดกุมสีดำร่างสูงใหญ่สมส่วนริมฝีปากสีเนื้อได้รูป จมูกโด่ง ดวงตาเรียวคมดำสนิท คิ้วเข้มรูปดาบชี้ขึ้น คนผู้นั้นกำลังมองเขานิ่ง ‘ช่างเป็นดวงตาที่สวยงามแต่มีความดุดันอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน’ ‘โคตรเท่เลย’

“อาฉิว” เสียงปู่เรียกอย่างห่วงใย ทำให้เด็กหนุ่มละสายตาหันไปมองปู่ เขารีบคลานเข้าไปหาอย่างรีบร้อน

“อ่ะ” หว่างฉิวสำรวจร่างกายปู่อย่างห่วงใยไม่แพ้กัน “อ่ะ” เขาตกใจมองเห็นแผลถลอกที่แขนของปู่มีเลือดซึมออกมาน่าจะเกิดตอนล้มกระแทกพื้น “อ่ะ” อยากจะถามปู่เจ็บไหม เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อซึ่งเป็นผ้าเช็ดหน้าของซางเหรินที่ติดมือมาด้วยตอนช่วยเขา เขายังเก็บไว้อย่างดี เมื่อไหร่ที่เจอเจ้าของเขาก็จะคืนให้ แต่ตอนนี้ขอยืมพันแผลให้ปู่ก่อน

หยางไผฉิวมองเด็กหนุ่มคลานเข้าไปหาชายชราด้วยท่าทางห่วงใย แต่ที่ทำให้เขาชะงักเมื่อได้ยินเสียง “อ่ะ” ที่พยายามเปล่งออกมาจากปากของเด็กหนุ่ม ‘เขาเป็นใบ้?’

“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขอรับ” ทหารชุดดำคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน

“อื่อ” ไผฉิวขานรับในลำคอก่อนกล่าว “พาเข้าเมือง”

ทหารผู้นั้นรับคำสั่งรีบแจ้งเพื่อนทหารให้ช่วยผู้อพยพแบกสัมภาระและประคองคนเจ็บ ทหารอีกกลุ่มคุมตัวโจรป่าที่ยังรอดชีวิตมัดมือไขว้หลัง ทหารพาทั้งสองกลุ่มเดินมุ่งหน้าตรงไปที่ประตูเมืองโดยมีทหารคุ้มกันหน้าหลังอย่างระมัดระวัง

หว่างฉิวสะพายกล่องไม้และประคองปู่ลุกขึ้นยืน  เขาหันไปมองรอบๆ ศพของโจรป่ามีบาดแผลโดนฟันนอนตายจมกองเลือดไม่ต่างกับศพของผู้อพยพที่ถูกโจรป่าฆ่าตาย ‘ทำสิ่งใดได้สิ่งนั้นจริงสินะ’ คิดแล้วก็น่าเศร้าใจ

“ขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิต” ปู่ประสานมือทำความเคารพพร้อมกล่าวอย่างนอบน้อมกับบุรุษตรงหน้าที่ช่วยชีวิต

“ไม่ต้องเกรงใจ ท่านผู้เฒ่าเดินไหวหรือไม่” เขาถามเมื่อเห็นท่าทางอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงของชายชรา

“อ่ะ” หว่างฉิวได้ยินบุรุษตรงหน้าถามปู่ จึงเดินมาเบื้องหน้าจับแขนปู่พาดบ่าของเขา

“ปู่เดินได้ เจ้ายังเจ็บอยู่” ปู่กล่าวเสียงอ่อนโยน

หยางไผฉิวมองเห็นเด็กหนุ่มชัดเจนเมื่ออยู่ใกล้ ใบหน้าและลำตัวของเขาเขียวช้ำไปทั่ว “เขาเป็นอะไร?” อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม

“มีเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย เลยถูกชาวบ้านรุมทำร้าย” ชายชรายิ้มบาง ลูบหัวหลานชายอย่างอ่อนโยน

“อื่อ” ไผฉิวทำเสียงรับรู้ในลำคอ มองเด็กหนุ่มอย่างพิจารณาอีกครั้ง

หว่างฉิวเห็นดวงตาเรียวคมกำลังมองตนอย่างพิจารณาถี่ถ้วน ‘มองอะไรนักหนา’ หว่างฉิวเบี่ยงกายหลบไปด้านหลังปู่ หันหน้าไปมองทางอื่น

หยางไผฉิวเกิดมาไม่เคยโดนเมิน อะไรกันทั้งที่เป็นคนช่วยชีวิตไว้แท้ๆ ยังจะทำกิริยาแบบนี้ใส่เขาอีก ทำให้รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก

หลินเฉินกงมองเห็นบุรุษตรงหน้ามองหลานชายอย่างพิจารณา ทำให้หว่างฉิวเบี่ยงกายหลบอยู่ด้านหลังตน มองเห็นสีหน้าไม่ค่อยพอใจของบุรุษตรงหน้า จึงเอ่ย “ขออภัยท่าน อาฉิวเป็นเด็กปัญญาอ่อนไม่รู้อะไรควรไม่ควร”

"ปัญญาอ่อนรึ?” สร้างความประหลาดใจและคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าทั้งปัญญาอ่อนและเป็นใบ้ ความไม่พอใจเปลี่ยนเป็นความเห็นใจ นึกสงสารและเวทนาไม่น้อย

“ทหาร” ไผ่ฉิวเรียก

ทำให้ทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามา “ขอรับ”

“เอาม้ามาให้ข้า” สั่งการเพียงไม่นานทหารคนนั้นจูงม้ามาให้ “ท่านผู้เฒ่าขี่ม้าไปกับทหารของข้าเถอะจะได้ไม่ต้องเดิน” คำกล่าวของบุรุษตรงหน้าทำให้ชายชราหันไปมองหลานชายด้วยความเป็นห่วง เขาทิ้งหลานชายให้เดินคนเดียวไม่ได้หรอก

ไผฉิวเห็นสายตาของผู้เฒ่าที่มองหลานชายด้วยความเป็นห่วง “ท่านไม่ต้องห่วงให้เขาขี่ม้าไปกับข้า”

หว่างฉิวได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำเขาแอบสบตากับปู่ ชายชรายิ้มให้เขา ก่อนหันไปกล่าว “งั้นข้ารบกวนฝากท่านดูแลเขาด้วย” หยางไผฉิวพยักหน้าเบาๆ เป็นการตอบรับ

ทหารนายหนึ่งขี่ม้ามาตรงหน้าจับมือชายชราดึงเขาขึ้นหลังม้าซ้อนอยู่ด้านหลัง พอเห็นว่าชายชรานั่งเรียบร้อยแล้วจึงพาม้าออกเดินล่วงหน้าไปก่อน

หว่างฉิวสะพายกล่องไม้ของปู่ยืนมองบุรุษที่นั่งอยู่บนหลังม้าท่าทางองอาดสง่างาม ใจหนึ่งก็นึกชื่นชมความเท่ของเขา แต่ใจหนึ่งกำลังคิดว่า ‘เกิดมาไม่เคยขี่ม้า’ จะก้าวขึ้นหลังม้ายังไงยังทำไม่ถูกเลย ท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเด็กหนุ่มทำให้บุรุษบนหลังม้านึกขันปรากฎรอยยิ้มบนใบหน้า เขายื่นมือลงมาตรงหน้าเด็กหนุ่ม หว่างฉิวเงยหน้ามองใบหน้าอมยิ้มของคนบนหลังม้า รู้สึกเขินอายกับความเปิ่นของตนเองจนต้องเบื้อนหน้าหนีไปทางอื่นก่อนหันมาจับมือของเขา ไผฉิวออกแรงดึงเพียงเล็กน้อยร่างผอมบางของเด็กหนุ่มก็ลอยขึ้นมานั่งบนหลังม้าซ้อนอยู่ข้างหลังเขาอย่างง่ายดาย

เวลายืนอยู่ที่พื้นด้านล่างมองเห็นม้าตัวสูงไม่เกิน 2.5 เมตร แต่พอขึ้นมานั่งอยู่บนหลังของมันทำไมรู้สึกว่าสูงมาก สูงจนคิดว่าถ้าตกลงไปอาจตายหรือพิการได้เลย หว่างฉิวมองพื้นเบื้องล่างอย่างหวาดเสียว เขาจับชายเสื้อคนข้างหน้าอย่างลืมตัว

หยางไผฉิวรู้สึกว่าเด็กหนุ่มนั่งเรียบร้อยดีแล้วจึงเริ่มบังคับม้าออกเดิน “อ่ะ” ทันทีที่ม้าก้าวเดินเสียงเด็กหนุ่มอุทานอย่างตื่นตระหนกพร้อมกับใช้สองแขนกอดเอวเขาแน่น ไผฉิวอดนึกขันไม่ได้รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง ‘แค่ม้าก้าวเดินยังกอดแน่นขนาดนี้ ถ้าม้าวิ่งจะแน่นขนาดไหน’ ไผฉิวคิดอยากจะแกล้งแต่ก็นึกสงสาร บาดแผลเต็มตัวถ้าวิ่งคงเจ็บและระบมน่าดู

ทหารพาผู้อพยพที่รอดชีวิตจากโจรป่าเข้าไปในเมือง เนื่องจากเป็นเวลาตะวันตกดินแล้ว ทหารจึงพาทุกคนไปที่เรือนพักผู้อพยพชั่วคราวที่มีพื้นที่กว้างขวางจุคนได้ไม่ต่ำกว่าสองถึงสามพันคน มีข้าวต้มหลายหม้อใหญ่เลี้ยงรับรอง ผู้อพยพเก่าที่เดินทางมาถึงก่อนและผู้อพยพใหม่ที่เพิ่งมาถึง รวมกันทำให้มีจำนวนผู้อพยพมากกว่าสองพันคน

หยางไผฉิวขี่ม้าผ่านไปตรงไหนทหารทุกคนต่างทำความเคารพอย่างนอบน้อม แต่อดสงสัยฐานะของเด็กหนุ่มที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังเขาไม่ได้ ต่างคิดว่าต้องเป็นคนสำคัญแน่ถึงได้นั่งอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกับเขาได้

หยางไผฉิวพาหว่างฉิวมาถึงเรือนพักผู้อพยพชั่วคราว หว่างฉิวมองเห็นปู่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว “อ่ะ” เขาโบกมือให้ปู่อีกมือกอดเอวคนข้างหน้าแน่น ปู่ยิ้มอ่อนโยนให้เขา ม้าหยุดตรงชายชราพอดี ไผฉิวลงจากหลังม้าก่อนหันมามองเด็กหนุ่มที่ทำท่าจะลงจากหลังม้าด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เหมือนตอนขึ้นหลังม้าไม่ผิด นึกขันรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ทำให้เหล่าทหารที่ยืนโดยรอบเห็นแล้วนึกประหลาดใจ

ไผฉิวเอื้อมมือประคองเอวบางของเด็กหนุ่ม หว่างฉิวใช้สองมือจับหัวไหล่ของเขา ไผฉิวออกแรงเพียงเล็กน้อยยกร่างของเด็กหนุ่มลงมาจากหลังม้าได้อย่างง่ายดาย สองคนยืนหันหน้าเข้าหากันคนหนึ่งสูงเพรียวองอาดสง่างาม คนหนึ่งผอมบางสูงเพียงปลายคางของอีกคนสายตาประสานกันโดยบังเอิญ

“โอ้ย...โอ้ย...โอ้ย...” เสียงร้องโหยหวนเจ็บปวดทรมานดังออกมาจากเรือนพักชั่วคราวผู้อพยพ ทำให้หว่างฉิวหันหน้าไปทางเสียงที่ได้ยิน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel