บทที่ 6 โอ๋...พระเจ้า
“อย่าทำเขา อย่าทำเขาเลย อาฉิว...” ชายชราพยายามเข้าไปช่วยหลานชาย แต่จนปัญญาเพียงแทรกตัวเข้าไปเขาก็ถูกผลักกระเด็นออกไปกองอยู่บนพื้น เรี่ยวแรงของเขาหรือจะสู้ชายร่างสูงใหญ่สิบกว่าคนได้ “อาฉิว...” ทำได้เพียงร้องเรียกหลานชาย ดวงใจเหี่ยวๆ ของเขาแทบขาดใจเมื่อนึกถึงหลานชายถูกกระทำอย่างรุนแรงจะเป็นอย่างไรบ้าง
“อ่ะ...อ่ะ...ฮื่อ...อ่ะ...” เสียงเด็กหญิงสำลักน้ำพร้อมกับร้องไห้เพราะความกลัว นางพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งมองหาผู้เป็นมารดา “แม่...ฮื่อ...อ่ะ...” หญิงผู้เป็นมารดารีบเข้าไปประคองเด็กหญิงด้วยความดีใจ นางตะโกนลั่นบอกทุกคน “ฟื้นแล้ว ลูกข้าฟื้นแล้ว ลูกข้ายังไม่ตาย อาจูยังไม่ตาย” น้ำตาแห่งความดีใจไหลอาบแก้ม
ชาวบ้านที่กำลังประเคนมือเท้าใส่เด็กหนุ่มปัญญาอ่อน หยุดชะงักมือเท้าแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเสียงนางตะโกน ทุกสายตาหันไปมองเด็กหญิงที่นั่งอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ ดวงตาของนางแดงก่ำเพราะสำลักน้ำและกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น นางยังไม่ตายจริงๆ ทุกคนหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนหันไปมองเด็กหนุ่มปัญญาอ่อน
ร่างของหว่างฉิวนอนกองอยู่กับพื้นเนื้อตัวส่วนไหนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าจะเห็นรอยแตกเขียวแดงช้ำเลือดไหล ส่วนที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าเห็นเลือดซึมออกมาแดงเป็นจุดๆ รอบดวงตาทั้งสองข้างแดงช้ำ ริมฝีปากแตกเลือดกลบปาก คิ้วแตกเลือดไหลเป็นทาง แก้มแตกเป็นริ้วยาวเลือดไหลซิบ มองแล้วทั้งหน้าตาร่างกายมีเลือดมีรอยเขียวช้ำเกือบทุกจุด จนแทบจำหน้าตาดั้งเดิมของเขาไม่ได้
ทุกคนมองเห็นสภาพของเด็กหนุ่มปัญญาอ่อนได้รับบาดเจ็บไม่น้อยด้วยฝีมือของพวกตนต่างรู้สึกผิดทำอะไรไม่ถูก แต่พวกเขาก็ต้องตะลึงค้างเมื่อมองเห็นคนปัญญาอ่อนตรงหน้ากำลังยิ้มแฉ่งแก้มแทบแตกให้พวกเขาเหมือนไม่รู้สึกรู้สมว่าโดนอะไรไปบ้าง
ขบวนของผู้อพยพเคลื่อนออกเดินทางต่อไป ชาวบ้านที่ลงมือลงเท้ากับเด็กหนุ่มปัญญาอ่อนรู้สึกผิดจึงขอให้หว่างฉิวที่ท่าทางจะเดินไม่ไหวกับปู่ที่ชรามากแล้วนั่งโดยสารไปบนเกวียนของพวกเขา วัวลากเกวียนเดินไปตามพื้นถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อโยกเยกไปมาสะเทือนไปทั้งตัวทั้งเจ็บทั้งปวดแต่ถึงยังไงก็ยังดีกว่าเดิน
‘โอ้ยยย มึนหัวและปวดระบมไปทั้งตัว’ เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามหว่างฉิวรู้สึกจะมีไข้และเจ็บปวดระบมไปทั้งตัว มากขึ้นเรื่อยๆ ปู่คล่ำตัวหลานชายรู้สึกว่าตัวเขาร้อนผิดปกติ จึงหยิบยาลูกกลอนในกล่องให้เขากิน ‘โชคดีที่มีปู่อยู่ด้วย’ หว่างฉิวยิ้มบางให้ปู่ก่อนหลับตา
ขบวนอพยพพักค้างคืนบนเนินกว้างชายป่าแห่งหนึ่ง สองปู่หลานนั่งเคียงกันอยู่ใต้ต้นไม้ ชาวบ้านต่างแบ่งปันอาหารเล็กน้อยเท่าที่พอมีมาให้เพื่อเป็นการถ่ายโทษที่ทำรุนแรงกับเด็กหนุ่มปัญญาอ่อน
ชายคนหนึ่งนำอาหารมาให้พร้อมคำกล่าว “พวกข้าต้องขอโทษเจ้าทั้งสองด้วย ไม่คิดว่าเจ้าจะมีวิชาช่วยคนตายให้ฟื้นได้ด้วย” ชายคนนั้นมองหน้าของเด็กหนุ่มปัญญาอ่อนที่ทั้งเขียวทั้งบวม เขากึ่งนั่งกึ่งนอนพิงต้นไม้อย่างอ่อนแรง
“ใช่ๆ ข้าขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยชีวิตอาจูลูกสาวของข้าไว้” แม่ของเด็กหญิงกล่าว
“เอ่อ...ซี้ด...” หว่างฉิวกำลังอ้าปากจะพูดแต่รู้สึกเจ็บแผลที่ปาก เขารู้ว่าเป็นความเข้าใจผิดไม่คิดโกรธเคืองผู้ใด ถือเป็นคราวซวยของเขาเอง
“เจ้าไม่ต้องพูดสิ่งใดหรอก เจ้ากำลังเจ็บ นอนพักมากๆ พวกเราไม่รบกวนเจ้าแล้ว” ชายคนเดิมกล่าว “ไปพวกเราอย่ารบกวนเขาเลย” เขาหันไปบอกชาวบ้านคนอื่น แต่ละคนต่างอวยพรให้เขาหายไวๆ แล้วพากันเดินออกไปจากตรงนั้น
กลางคืนมืดสนิทลมหนาวต้นฤดูพัดมาระลอกแล้วระลอกเล่าทำให้ร่างผอมบางที่อยู่ในอาการบาดเจ็บสั่นสะท้านไปทั้งตัว ปู่นอนกอดหลานแน่นเพื่อให้ความอบอุ่น โชคดีที่มีผ้าคลุมกายสีมอทั้งเก่าทั้งขาดแต่ยังพอช่วยบังลมได้บ้าง
เช้าวันรุ่งขึ้นขบวนผู้อพยพเตรียมพร้อมออกเดินทาง “อาฉิว อาฉิวตื่นได้แล้ว” หลินเฉินกงผู้เป็นปู่เขย่ากายหลานชายที่ยังนอนหลับสนิท สงสัยเป็นเพราะฤทธิ์ยาแก้ไข้ที่เขาให้กินเมื่อคืนก่อนนอน
“อ่า” หว่างฉิวจะขานรับ แต่ไม่มีเสียงใดออกมา ‘เกิดอะไรขึ้น เสียงเราหายไปไหน ทำไมรู้สึกเจ็บคออย่างนี้’
“เจ้าเป็นอะไร?” ปู่ถามเมื่อเห็นท่าทางของหลานชายดวงตาเบิกกว้างเพราะความตกใจเอามือจับคอพยายามอ้าปากเปล่งเสียง
“อ่า” หว่างฉิวมองหน้าปู่ชี้ไปที่คอ ‘เป็นคนปัญญาอ่อนยังไม่พอ ยังจะให้เป็นคนใบ้ด้วยหรือ โอ้...พระเจ้า...นี่มันอะไรกัน ท่านกำลังเล่นอะไรกับผม’ เขาอยากจะร้องไห้
หลินเฉินกงเข้าใจได้อย่างรวดเร็วด้วยประสบการณ์ที่เป็นหมอมานาน “เจ้าเจ็บคอด้วยใช่ไหม?”
หว่างฉิวพยักหน้าหงึกๆ
“เมื่อวานเจ้าเป็นไข้เพราะได้รับบาดเจ็บและเมื่อคืนโดนลมหนาวต้นฤดูซ้ำเข้าไปอีกเลยทำให้เจ้าเจ็บทั้งภายในและภายนอก ไม่ต้องร้อนใจไป ไม่นานเสียงเจ้าก็จะกลับมาเหมือนเดิม” ชายชรากล่าวด้วยใบหน้ายิ้มไร้กังวลทำให้หว่างฉิวพอจะวางใจได้บ้าง “เฮ้ย” เขาผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียวเพราะไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดเสียงถึงจะกลับมาเหมือนเดิม
ขบวนผู้อพยพเดินทางมาถึงแนวป่าทึบกั้นระหว่างเมืองซีเจียนกับโลกภายนอก สามารถมองเห็นกำแพงเมืองที่สูงกว่าตึกสิบชั้นตั้งตระหง่านเลยทิวป่าไม้อยู่ไม่ไกล ผู้อพยพต่างดีใจที่มองเห็นจุดหมายอยู่ไม่ไกลคาดว่าก่อนตะวันตกดินของวันนี้ก็น่าจะถึง ทุกคนมีกำลังใจ มีเรี่ยวแรง ก้าวเดินไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับความเหนื่อยอ่อนที่เดินไม่ได้หยุดพัก เห็นกำแพงเมืองอยู่ไม่ไกลแท้ๆ แต่ทำไมเดินไม่ถึงสักที ยิ่งคาดหวังยิ่งเนิ่นนาน
“บุก...” เสียงตะโกน “เฮ่...” คนกลุ่มหนึ่งมากกว่ายี่สิบคนใช้ผ้าปิดบังใบหน้าในมือถือดาบ ถือหอกวิ่งเข้าใส่ผู้อพยพที่เดินนำอยู่ด้านหน้า
“อ๊ากกกก” เสียงร้องเจ็บปวดก่อนสิ้นใจเมื่อโจรป่ากลุ่มนั้นใช้คมดาบในมือฟาดฟันชาวบ้านไม่ยั้ง ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก เลือดสาดกระจายเต็มผืนป่า
“กรี๊ด” “อ๊ากกก” “ช่วยด้วย” “หนีเร็ว” “โจรป่า” “วิ่ง” เสียงร้อง เสียงตะโกนของชาวบ้าน ทั้งเจ็บปวด ทั้งหวาดกลัวต่างคนต่างวิ่งหนีไม่คิดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด เข้าไปในป่าคนละทิศคนละทาง
หว่างฉิวที่ร่างกายยังเจ็บระบบไม่หายดี หลินเฉินกงที่แก่ชรามากแล้ว ทั้งสองต่างประคองกันและกันพยายามวิ่งหนีไปกับกลุ่มผู้อพยพคนอื่น คนหนึ่งเจ็บคนหนึ่งแก่ชราไหนเลยจะวิ่งทันคนอื่น ทำให้ทั้งสองคนโดนชนโดนกระแทกกระเด็นล้มแยกกันไปคนละทาง ผู้อพยพวิ่งผ่านระหว่างสองคนวุ่นวายจนมองไม่เห็นกันและกัน
“อาฉิว” เสียงปู่ตะโกนเรียก
“อ่ะ” หว่างฉิวพยายามเปล่งเสียงแต่ไร้ประโยชน์ หว่างฉิวขยับกายหลบอยู่หลังต้นไม้ใกล้ๆ เพื่อมองหาปู่ว่าอยู่ตรงไหน ตอนนี้เขาไม่มีเสียงต้องใช้สายตาอย่างเดียว
โจรป่าวิ่งฆ่าผู้อพยพมาทางที่เขาแอบอยู่ มันใช้ดาบฟันลงไปบนแผ่นหลังของผู้ชายที่มีน้ำใจให้เขากับปู่โดยสารเกวียน ชายคนนั้นล้มลงนอนจมกองเลือด
ผู้อพยพต่างวิ่งหนีตายผ่านไปหมดแล้ว หว่างฉิวมองเห็นปู่นั่งอยู่บนพื้นคงเพราะโดนชนโดนกระแทก ปู่พยายามขยับกายเพื่อจะลุกขึ้นยืนแต่ โจรป่าเดินมาถึงปู่แล้ว มันมองชายชราตรงหน้าด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม โจรป่ายกมือที่ถือดาบขึ้นสูง
‘มันกำลังจะฆ่าปู่ ทำยังไงดี ต้องช่วยปู่ โลกใบนี้ ร่างนี้ไม่ใช่ของเรา’ ไม่มีเวลาคิดแล้ว ‘ตายเป็นตาย’ ไวเท่าความคิด “อ่ะ” หว่างฉิววิ่งออกมาจากหลังต้นไม้ หลับตาปี๋กระโดดถีบโจรป่าเต็มแรง จนตัวเขาเองกระเด็นลงไปนอนกับพื้น พอเงยหน้าขึ้นเพื่อดูผลงานก็ต้องตาค้างเมื่อเห็นโจรป่าคนนั้นเงื้อดาบฟันเขา
“อาฉิว” ปู่ตะโกนเรียก เมื่อเห็นโจรป่ากำลังใช้ดาบฟันลงไปบนร่างของหลานชาย
