บทที่ 5 ไอ้ปัญญาอ่อน
หลินเฉินกงอายุกว่าแปดสิบปี ถึงจะดูภายนอกยังแข็งแรงดีแต่ภายในเริ่มอ่อนล้า หลินหว่างฉิวสังเกตเห็นใบหน้าของปู่ขาวซีดท่าทางเหนื่อยล้าเต็มทีแต่ไม่ยอมปริปาก
“เหนื่อย” หว่างฉิวบ่นและทรุดกายลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ทำให้ปู่ทรุดกายลงนั่งข้างๆ
“อดทนหน่อยลูกอีกไม่กี่วันก็คงถึงแล้ว” ปู่พูดกับหลานชาย หว่างฉิวพยักหน้าทั้งที่ไม่รู้ว่าจุดหมายของผู้เป็นปู่อยู่ที่ใด
ปู่เปิดกล่องไม้ที่สะพายมาด้วยหยิบชิ้นเนื้อตากแห้งส่งให้หว่านฉิว เขารับมาถือไว้ในมือหมายจะกินแต่พอหันไปมองชายชราผู้เป็นปู่ที่ตอนนี้นั่งมองทอดสายตาออกไปไกลท่าทางอ่อนล้า ความตรากตรำจากการหลบหนีเพียงสองวันทำให้ปู่ที่แก่ชรามากแล้วตอนนี้ยิ่งดูชราและผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด ปู่ไม่ได้ถือชิ้นเนื้อหรือมีเพียงชิ้นเดียวแล้วยกให้เขา หว่างฉิวคิดแล้วทำให้กินชิ้นเนื้อในมือไม่ลง
“ไม่หิว” หว่างฉิวคืนชิ้นเนื้อใส่มือชายชราแล้วลุกขึ้นเดินวนไปตามต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ อย่างสนุกสนานด้วยท่าทางไร้เดียงสา สายตาแอบชำเลืองมองปู่ที่ฉีกชิ้นเนื้อเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเก็บใส่กล่องไม้อีกส่วนกินเอง ‘ชิ้นเล็กขนาดนั้นยังจะฉีกแบ่งอีก’ หว่างฉิวคิดแล้วขัดใจอยากจะให้ปู่กินให้หมด แต่คิดแล้วปู่คงจะแบ่งไว้ให้เขายามหิว เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มร่างกายแข็งแรงจะอดสักมื้อสองมื้อจะเป็นไร แต่ปู่ชรามากแล้วห้ามอด ชิ้นเนื้อที่เก็บใส่กล่องยังไงเขาก็จะให้ปู่กิน
“เรากำลังจะไปไหนกันครับท่านพ่อ” เสียงเด็กชายคนหนึ่งถามบิดาที่จูงมือเขา
“เมืองซีเจียน” เขาตอบลูกชาย
“เมืองซีเจียนที่เขาพูดกันว่ามีท่านอ๋องฉางตี๋ปกครองใช่หรือไม่ท่านพี่” ภรรยาหันมาถามทันควันสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ฝ่ายสามีพยักหน้าเบาๆ ก่อนตอบ “เพราะท่านอ๋องปกครองจึงไม่มีใครกล้ารุกราน ถึงชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมฆ่าคนไม่ไว้หน้า แต่ข้าคิดว่าต้องมีเหตุผล”
หว่างฉิวได้ยินทุกถ้อยคำ โหดเหี้ยม ฆ่าคนไม่ไว้หน้า อึ๋ย...ฟังแล้วน่ากลัวชะมัด ปู่จะพาไปอยู่ที่นั้นจริงๆ หรือ แล้วทำไมไอ้โม่งชุดดำพวกนั้นต้องคิดจะฆ่าปู่ด้วย โอ้ย...คิดแล้วปวดหัว เลิกคิดดีกว่า หว่างฉิวเอาสองมือกุมหัวเกาหัวไปมาทำให้ผมยุ่งเหยิง
ชาวบ้านต่างมองเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาหมดจรด รูปร่างผอมบางสูงเพรียว เสียแต่เป็นคนปัญญาอ่อนไร้ประโยชน์
หลินหว่างฉิวประคองหลินเฉินกงผู้เป็นปู่เดินอยู่รั้งท้ายกลุ่มชาวบ้านผู้อพยพ เขาคอยสังเกตชายชราบ่อยครั้ง ท่าทางอ่อนแรงไม่น้อย แต่ด้วยต้องพยายามเดินให้ทันกับผู้อพยพคนอื่นๆ จึงกัดฟันเดินโดยไม่ปริปาก ‘ท่าทางเป็นคนใจแข็งไม่เบา’
“ท่านปู่ไหวไหม?” หว่างฉิวกระซิบแผ่วเบาได้ยินเพียงสองคน
ชายชราหันมามองหน้าหลานชาย พยักหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มจาง หวังห่าวซินหรือหลินหว่างฉิวตอนนี้คิดคำนวณในใจ ถ้าปู่ยังเดินต่อไปถึงจะใจสู้สักเพียงใดแต่สภาพร่างกายที่แก่ชรามากแล้วเกรงว่าจะไปไม่ถึงจุดหมาย เขาไม่รู้ว่าต้องเดินอีกนานแค่ไหน จึงตัดสินใจ
“อ่ะ! เจ้าจะทำอะไร?” เสียงแหบแห้งสั่งเครือเพราะความชราและอ่อนล้าเอ่ยถามอย่างตกใจ เมื่อหว่างฉิวเคลื่อนตัวไปยืนอยู่เบื้องหน้าโค้งลำตัวจนหลังงอ จับแขนผู้เป็นปู่ให้พาดบนบ่าทั้งสองข้างก่อนที่เขาจะประคองร่างของชายชราขึ้นบนหลังอย่างรวดเร็ว
“เล่นขี่ม้าส่งเมืองกันเถอะ” เด็กหนุ่มพูดพร้อมรอยยิ้มสดใส หลินเฉินกงเข้าใจแล้ว รอยยิ้มอบอุ่นใบหน้าปรากฎ เขากอดคอหลานชายแต่โดยดี
หว่างฉิวเดินรั้งท้ายโดยมีชายชราขี่อยู่บนหลังไม่รู้เดินไปนานเท่าไหร่ แต่รู้สึกได้ว่าปู่ที่อยู่บนหลังเขาตอนนี้หลับสนิทด้วยความเหนื่อยและอ่อนแรง ถึงเขาจะรู้สึกเหนื่อยแต่ก็รู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้ตอบแทนหลินเฉินกงผู้เป็นปู่ของหลินหว่างฉิว เขาเป็นเพียงผู้มาอาศัยร่างนี้เท่านั้นจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาการแพทย์ให้โดยไม่ปิดบัง
ตอนนี้ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยบวกกับวิชาแพทย์โบราณทางด้านฝังเข็ม สกัดจุด หว่างฉิวคิดว่าเขามีความรู้มากไม่แพ้ผู้ใด เพียงแต่ประสบการณ์ในการรักษาจริงยังน้อยนักต้องฝึกฝนอีกมาก
“น้ำ น้ำ น้ำ” เสียงชาวบ้านต่างตะโกนบอกด้วยความดีใจ บางคนวิ่งนำหน้าไปแล้ว บางคนจูงลูกจูงหลานเดินเร็วๆ เพื่อให้ถึงบึงใหญ่ตรงหน้า
ชายชราบนหลังหว่างฉิวรู้สึกตัวตื่นเมื่อได้ยินเสียงตะโกน เขาผงกศีรษะขึ้นมองไปข้างหน้า เห็นบึงน้ำขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกล กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งเป็นผงเพราะไม่ได้ดื่มน้ำมานานกว่าหนึ่งวันเต็ม
สองปู่หลานใช้สองมือช้อนน้ำยกขึ้นดื่ม น้ำในบึงใสสะอาดถึงจะมีรสชาดประแล่มๆ บ้าง แต่ดูแล้วไม่น่ามีสารพิษเหมือนแม่น้ำลำคลองในโลกปัจจุบัน รู้สึกสดชื่น สิ้นความระหายน้ำไปได้มาก ทำให้มีแรงเหมือนเติมน้ำมันเต็มถังก็ไม่ปาน
“โกรก” เสียงท้องร้องทำให้หว่างฉิวเอามือลูบท้องหันมายิ้มกับชายชราอย่างเก่อเขิน
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย เด็กตกน้ำ ช่วยด้วย” เสียงตะโกนของหญิงผู้หนึ่ง และชาวบ้านที่ยืนอยู่ริมบึงน้ำ ไม่มีใครกล้ากระโดดลงไปช่วยสักคนไม่รู้เพราะตกใจหรือว่ายน้ำไม่เป็น
หว่างฉิวไม่มีเวลาคิดอะไรมาก เขาตัดสินใจวิ่งลงไปในบึง ว่ายน้ำดำลงไปใต้น้ำอย่างรวดเร็ว มองซ้ายมองขวาพยายามมองหาร่างของเด็ก เขาเห็นร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งแน่นิ่งนอนอยู่ก้นบึง เขารีบว่ายเข้าไปหาและประคองร่างนั้นขึ้นมาบนผิวน้ำอย่างรวดเร็ว
หว่างฉิววางร่างของเด็กหญิงลงกับพื้น หลินเฉินกงรีบเดินเข้ามาช่วยดูอาการ เขาจับชีพจรที่คอของเด็กหญิงไม่มีสัญญาณชีพแล้ว
“นางไม่หายใจแล้ว” ชายชรากล่าว
หว่างฉิวตัดสินใจรีบทำ CPR เด็กหญิงอายุประมาณ 10-12 ขวบปี สามารถใช้สันมือกดกลางหน้าอกบริเวณครึ่งล่างของกระดูกหน้าอกประสานสองมือกดติดต่อกัน 30 ครั้งแล้วปล่อย รีบใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งเงยหน้าบีบจมูกเด็กหญิงให้รูจมูกปิดสนิท ใช้ริมฝีปากครอบปากนางพร้อมกับเป่าลมเข้าไปแล้วถอนริมฝีปากออกเป่าลมเข้าไปอีกครั้ง ก่อนหันมากดที่กลางหน้าอกนางอีกครั้ง แล้วเป่าลมเข้าทางริมฝีปาก สลับกันไป 3-4 ครั้ง ท่ามกลางอาการตกตะลึงของชาวบ้านและเฉินกงผู้เป็นปู่ที่เฝ้าดู
พวกเขาได้ยินชายชราบอกว่าเด็กหญิงไม่หายใจแล้ว แปลกว่านางตายแล้ว แต่ตอนนี้ไอ้หนุ่มปัญญาอ่อนกำลังทำอะไรกับร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงผู้น่าสงสาร เดี๋ยวกดหน้าอกเดี๋ยวจูบนาง ทำสลับกันแบบนั้นหลายครั้ง
“ไอ้ปัญญาอ่อนกำลังทำอะไร?” “แกกำลังทำอะไร?” “เอาตัวมันออกไปสิ” เสียงตะคอก ตะโกนใส่ของชาวบ้านที่ไม่พอใจ เพราะคิดว่าไอ้หนุ่มปัญญาอ่อนกำลังทำไม่ดีกับร่างกายของเด็กหญิงที่ตายแล้ว
“ผลั๊ก” ร่างของหว่างฉิวกระเด็นหงายหลังกระแทกกับพื้น เพราะเท้าของใครคนหนึ่งถีบเขาเต็มแรง เมื่อเห็นมีคนหนึ่งลงมือ ชาวบ้านคนอื่นที่ไม่พอใจต่างก็ร่วมกันทิ้งหมัดทิ้งเท้าใส่เขาไม่ยั้งพร้อมเสียงก่นด่า
