บทที่ 4 หนี
อี้เจ๋อกับเพื่อนในกลุ่มหันไปมอง “ซางเหรินเจ้าเกี่ยวอะไรด้วย ไอ้ปัญญาอ่อนมันยังไม่ว่าอะไรข้าเลย” อี้เจ๋อเถียง
ซางเหรินหันไปมองหว่างฉิวที่ยังลอยคออยู่ในแม่น้ำ หว่างฉิวยิ้มกว้างให้ทุกคนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พวกเจ้าไปซะอย่าให้ข้าแจ้งท่านพ่อว่าพวกเจ้าทำอะไรอาฉิว”
“ถือว่าพ่อเป็นขุนนางใหญ่ พวกข้าไปก็ได้ว่ะ พวกเราไปโว้ย” อี้เจ๋อท่าทางเกรี้ยวกราดไม่พอใจแต่ก็เดินนำหน้าเพื่อนพ้องจากไปโดยดี
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้างเจ็บตรงไหนหรือไม่” ซางเหรินช่วยหว่างฉิวขึ้นมาจากน้ำเอาผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวออกมาเช็ดใบหน้าให้โดยไม่รังเกียจ
หว่างฉิวทำท่าไม่สนใจอะไรมองซ้ายมองขวาแต่ชำเลืองมองเด็กหนุ่มวัยเดียวกันตรงหน้า ทำไมหน้าตาดีจัง ผิวพรรณขาวละเอียด ท่าทางเป็นคนจิตใจดี โอ้ย ขืนอยู่คงหลงเสน่ห์หมอนี่แน่ๆ ไปดีกว่า
“หาท่านปู่” หว่างฉิวลุกขึ้นยืนทำท่าจะวิ่งออกไป แต่ซางเหรินคว้าแขนเขาไว้ ทำให้หว่างฉิวหันมามองมือเรียวนั้น
“ข้าจะมาบอกเจ้าว่า ข้าจะเข้าไปในเมืองเพื่อสอบเป็นหมอหลวงในวัง คงไม่ได้มาพบกับเจ้าอีกนาน เจ้าดูแลตัวเองให้ดีนะ อยู่ให้ห่างพวกอี้เจ๋อไว้” ซางเหรินกล่าวพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ช่างเป็นใบหน้าที่อ่อนหวานอบอุ่นยิ่งนัก หว่างฉิวพยักหน้าหงึกๆ แล้ววิ่งจากไป
“ซางเหริน” เมื่ออยู่ตามลำพังปู่หลาน หว่างฉิวเอ่ยขึ้นเบาๆ
“คุณชายเกาซางเหรินเป็นบุตรคนที่สามของท่านเกาซูเหรินขุนนางใหญ่ในวัง เจ้าพบเขารึ” ปู่พูดไปบดสมุนไพรไปโดยไม่ได้หันมามองหน้าหลานชาย
หว่างฉิวพยักหน้า เนื้อตัวยังเปียกปอน “สอบหมอหลวง” คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ชายชราชะงักหยุดมือจากการบดยา เงยหน้ามองหลานชายทันที แววตาเข้มดุเพียงแวบเดียวเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเช่นเคย
“อาฉิวในวังหลวงคนในอยากออกคนนอกอยากเข้า คิดว่าเป็นสถานที่ที่มีเกียรติน่ายกย่อง แต่ใครจะรู้ว่าเป็นสถานที่แบบนั้นจริงหรือไม่ เจ้าอยู่กับปู่ที่นี่ลำบากไหมลูก”
ห่าวซินในร่างหว่างฉิวไม่รู้ว่าชายชราผู้เป็นปู่มีอดีตเป็นมาอย่างไรแต่เขารู้ว่าปู่รักเขามากกว่าสิ่งใด เด็กหนุ่มส่ายหน้ากอดเอวซุกหน้าเข้ากับอกของชายชราอย่างรักใคร่
หวังห่าวซินศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยแพทย์ มันทั้งเหนื่อยทั้งเครียด ตอนนี้ถ้าจะต้องให้กลับไปเรียนอีกไม่ว่าจะที่โรงเรียนหรือในวังหลวงเพื่อเป็นหมอหลวง เขาเลือกที่จะเรียนรู้กับชายชราผู้เป็นปู่ตรงหน้านี้ดีกว่า ไม่เครียดและมีอะไรแปลกใหม่มากมายน่าศึกษาเรียนรู้ตั้งเยอะ
การเอาหนอน เอาปลิง เหล็กในของผึ้ง ขี้นก ขี้แมลง ยางไม้ เมือกเหนียวเหลวของสัตว์ต่างๆ อีกมากมายมาทำเป็นตัวยา การสกัดจุดต่างๆ บนร่างกาย และการฝังเข็ม เขาคิดว่าคงไม่มีใครรู้มากเท่ากับชายชราผู้นี้เป็นแน่ สำหรับคนไอคิวอย่างเขาเรียนรู้เพียงเวลาสั้นๆ ก็สามารถรับการถ่ายทอดได้ไม่ตกหล่น คนเราความถนัดไม่เหมือนกัน เขาถนัดวิชาแพทย์ศึกษาตัวยาและเรือนร่างสรีระของมนุษย์
ค่ำคืนเงียบสงบเหมือนทุกคืนเสียงแมลงร่ำร้องหาคู่ดั่งเครื่องดนตรีขับกล่อม หว่างฉิวนอนกอดชายชราหลับสนิทอยู่บนเตียง ชายชราลืมตาฉับพลันในความมืดเมื่อเสียงแมลงด้านนอกเงียบสนิท ต้องมีอะไรผิดปกติ เสียงเตือนภัยจากธรรมชาติบ่งบอกเช่นนั้น
“อาฉิว” กระซิบเรียกแผ่วเบาพร้อมกับเขย่ากายหลานชาย
“อื่อ...” เสียงมิอาจเล็ดลอดออกมาได้อีกเมื่อชายชราเอามือปิดปากเขาไว้ก่อนกระซิบ “เงียบ”
อาการเมาขี้ตาหายเป็นปลิดทิ้ง หว่างฉิวมองเห็นสายตาผู้เป็นปู่ระแวดระวังภัย เกิดอะไรขึ้น ทำไมท่านปู่ต้องทำท่าน่ากลัวเช่นนั้น หว่างฉิวย่องลงจากเตียงตามปู่ออกไปอย่างช้าๆ
“ข้างในไม่มีคนอยู่เลยขอรับ” ไอ้โม่งชุดดำตะโกนรายงานผู้เป็นนายที่ยืนรออยู่หน้ากระท่อม เมื่อเขาเข้าไปสำรวจตรวจดูภายในกระท่อมแล้ว
“มันแอบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ เผาให้หมด ดูสิว่ามันจะหนีไปไหนพ้น” ชายผู้เป็นนายตะโกนกร้าว
เปลวไปลุกไหม้กระท่อมท้ายหมู่บ้านกลางดึก ไม่มีผู้ใดล่วงรู้จนกระทั่งรุ่งสางจึงเห็นเพียงซากตอดำกับเถ้าถ่าน ชาวบ้านต่างคิดว่าสองปู่หลานตายในกองเพลิงไม่เหลือซากนึกเวทนาสงสาร คนหนึ่งแก่ชรา คนหนึ่งปัญญาอ่อนนึกเสียดายเพียงวิชาหมอที่ช่วยเหลือรักษาคนในหมู่บ้านอย่างมีน้ำใจ
ท่ามกลางฝูงคนอพยพหนีตายจากสงคราม ชายชรากับหลานชายมีผ้าเก่าสีเทาดำคลุมกายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าเดินประคองกันไปข้างหน้าร่วมกับผู้อพยพคนอื่น ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยและหิวโหยไม่มีใครสนใจใครมุ่งแต่จะไปให้ถึงจุดหมายข้างหน้า
