2 บุตรชายสกุลซือ
ตอนที่ 2
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
“หวังหลง นายของเจ้าอยู่ด้านในใช่หรือไม่”
‘ซือกวางเหยา’ คหบดีผู้ร่ำรวยคนหนึ่งในเมืองเซียนหยาง เพราะมีกิจการหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายระหว่างแคว้น ร้านขายผ้า ร้านขายยา โรงเตี๊ยม โรงน้ำชา และกิจการอื่น ๆ อีกมากมาย
ด้วยความที่เป็นคนขยันทำมาหากิน ทำให้นายท่านซือไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวเรื่องของสตรี ฮูหยินใหญ่กับฮูหยินรองนั้นก็ล้วนเป็นมารดาที่จัดหามาให้
ดังนั้นทั่วเมืองเซียนหยาง กวางเหยาจึงเป็นชายหนุ่ม ที่มีภรรยาน้อยที่สุด คือเพียงสองคนเท่านั้น ส่วนเรื่องของบุตรธิดานั้นก็มีเพียงแค่สามคนคือ
ซือลี่อิง พี่สาวคนโต ที่ถือกำเนิดมาจากฮูหยินใหญ่ ส่วนพี่ชายคนกลาง ซือเหวินถิง เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของฮูหยินรอง
และคนสุดท้ายที่เป็นตัวปัญหาที่สุดในสกุลซือ คือ ‘ซือเหวินหยาง’ บุตรชายคนเล็กของซือกวางเหยากับฮูหยินใหญ่
เนื่องจากเป็นคนเล็กสุดของจวน ทำให้ถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจ อยากได้สิ่งใดก็ต้องได้ จนกระทั่งโตขึ้นกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว เรียนจบมาจากสำนักศึกษาชื่อดัง ด้วยคะแนนเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน แต่กลับมีนิสัยเกียจคร้าน ไม่ทำการทำงาน ไม่สอบเข้าเป็นขุนนางหรือช่วยกิจการของตระกูลเลย วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ กลางวันนอน กลางคืนตาสว่างออกท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ขึ้นชื่อว่ามีสาวงาม มั่วสุรานารี คบเพื่อนที่มีนิสัยแบบเดียวกัน
จนทำให้ผู้เป็นบิดาเกิดความเอือมระอา เบื่อหน่าย ไม่ว่าจะว่ากล่าวตักเตือนไปเช่นไร บุตรชายก็ยังคงไม่สำนึก ทำตัวเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ใต้เท้าซือจึงคิดว่า หากบุตรชายได้แต่งภรรยาเข้าจวนนิสัยคงจะดีขึ้นบ้าง
เช้าตรู่ของวันนี้เขาถึงได้ออกจากเรือนของตนเอง มาหาบุตรชายตัวดี ที่คงกลับมาจากเที่ยวเตร่ตลอดทั้งคืนแล้ว
เป็นไปตามคาด เพราะเมื่อเดินมาถึงหน้าเรือน พบผู้ติดตามคนสนิทของบุตรชายกำลังนั่งสัปหงกอยู่ตรงบันไดทางขึ้นเรือน
‘หวังหลง’ ชายหนุ่มที่พึ่งผ่านพิธีสวมกวานมาไม่กี่เดือน สะดุ้งตกใจตื่น งัวเงียลุกพรวดขึ้น ยามได้ยินเสียงอันเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี หลังจากงีบหลับไปได้ไม่นาน
“นายท่าน ว่าอย่างไรนะขอรับ”
“นี้คงพากันกลับจนสว่างสิท่า ถึงได้อยู่ในสภาพนี้...ข้าถามว่า นายของเจ้านอนหลับอยู่ด้านในใช่หรือไม่”
“ขะ ขอรับ ประเดี๋ยวบ่าวเข้าไปตามให้” ชายหนุ่มที่เป็นเพียงบ่าวในจวน ลอบกลืนน้ำลายลงคอ ขืนปล่อยให้ใต้เท้าซือเข้าไปด้านในตอนนี้ คุณชายของตนคงถูกด่าจนหูชาแน่
“ไม่ต้อง” เจ้าของจวนซือ ก้าวเท้าเข้าไปผลักบานประตูเปิดออก โดยไม่ฟังคำทัดทานจากคนสนิทของบุตรชาย
หลังจากผ่านโถงรับรองเข้ามา จนใกล้ถึงห้องนอน เสียงหัวเราะคิกคักดังประสานเสียงขึ้นมาทั้งชายหญิง จนคนที่กำลังเคลื่อนกายเข้าไปใกล้ ถึงกลับคิ้วย่นขมวดเข้าหากัน
ยามที่เดินผ่านม่านประตูเข้ามา ใบหน้าของใต้เท้าซือเคร่งขรึมลงมาก กลิ่นอายความเย็นชาแผ่รัศมีออกมา จนหวังหลงที่เดินตามหลังรู้สึกหนาวเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก
ภาพตรงหน้าที่เห็นเต็มสองตา คือ คุณชายเล็กสกุลซือ กำลังใช้สองมือกวาดไปกลางอากาศ พยายามไขว่คว้าจับอะไรบางอย่าง นัยน์ตาคู่งามมีผ้าสีดำผูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา
สตรีเอวบางร่างน้อย ในอาภรณ์ที่บางเบาเผยให้เห็นเรือนร่างที่มีสัดส่วนชวนให้ชายหลงใหล กำลังพากันวิ่งอ้อมตัวของบุรุษหนุ่ม พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจ
“คิก ๆ”
“คุณชาย แน่จริงก็จับตัวพวกเราสองคนให้ได้ซิเจ้าคะ”
“รอพี่จับพวกเจ้าให้ได้ก่อน จะลงโทษจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะเดินเลย” ชายหนุ่มที่มีผ้าปิดตา วาดมือไปในอากาศ ก่อนจะคว้าเอวบางของหญิงสาวคนหนึ่งได้ เขาจึงดึงร่างอรชรเข้ามาแนบชิดกับร่างกายแกร่งของตนเอง พร้อมกับโน้มใบหน้าลงซอกไซร้ซอกคอ สูดความหอมหวานจากกลิ่นกายสาว แม้ว่าจะเป็นหญิงสาวที่ผ่านชายหนุ่มมานักต่อนักแล้วก็ตาม “ชื่นใจพี่เสียจริง”
เหวินหยางดึงผ้าปิดตาสีดำออก พร้อมกับมองหญิงสาวในอ้อมแขน ด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม ในขณะที่อีกมือเอื้อมไปคว้าหญิงสาวอีกคนเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนอีกข้าง
“เหวินหยาง”
ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกที่ดังฟังชัดและน่าเกรงขาม คนทั้งสามคนที่ก่ายกอดนัวเนียกันอยู่รีบแยกออกจากกันทันที พร้อมกับหันมามองแขกไม่ได้รับเชิญ
“ท่านพ่อ”
ชายหนุ่มรีบปล่อยมือจากสตรีทั้งสองนาง พร้อมจัดแจงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่เข้าทาง ใบหน้าคมเข้มซีดเผือดลงเล็กน้อย ยามมองเห็นเส้นเลือดบนขมับของบิดาเต้นตุบ ๆ บ่งบอกถึงอารมณ์โกรธที่มากกว่าทุกครั้ง
“ข้าจะทำอย่างไรกับเจ้าดี ทำตัวเหลวไหลไปวัน ๆ นี้ยังกล้าพาสตรีเยี่ยงนี้เข้าจวนข้าอีกหรือ”
ถึงแม้บุตรชายตัวดีจะชอบเที่ยวหอนางโลม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขากล้าพาหญิงคณิกาเข้าจวนซือ ทำให้ใต้เท้าซือไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงขั้นอยากจะเอาเลือดไม่รักดีในตัวบุตรชายคนเล็กออกเสียบ้าง แต่จำต้องข่มอารมณ์เอาไว้ เพราะไม่อยากผิดใจกับภรรยา
“เอ่อ คือ” ตัวต้นเหตุอึกอัก จำนนด้วยหลักฐาน จึงไม่รู้จะกล่าวแก้ตัวอย่างไร เหตุเพราะติดใจในจริตจะก้านของพวกนางทั้งสอง จึงพากลับมาหาความสุขต่อ
“ตระกูลซือข้า ไม่เคยมีใครมีนิสัยเจ้าชู้มั่วสุรานารีเกียจคร้านเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าไปเอาเลือดชั่วแบบนี้มาจากใครกัน”
เหวินหยางก้มหน้าลงต่ำ ลอบยิ้มบางออกมา ปานนี้น้าชายที่เป็นน้องชายของแม่ คงมีอันต้องจามแล้วจามอีกแน่ เพราะว่าน้าชายนั่นแหละที่เป็นคนสอนให้เขาใช้ชีวิตของลูกผู้ชายให้คุ้มค่า
ซือกวางเหยาสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อข่มอารมณ์โกรธที่ปะทุขึ้น อย่างไรเสียจะลองเจรจากับบุตรชายดี ๆ สักครั้งก่อน หากยังไม่ได้ผลคงต้องใช้ไม้แข็งกันต่อไป
“พวกเจ้าออกไปให้หมด”
หญิงคณิกาที่ยืนก้มหน้าอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ รีบพากันสวมใส่อาภรณ์ แล้วออกจากห้องตามหลังหวังหลงไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากทุกคนออกไปจนหมดแล้ว ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในจวนซือ เดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง ด้วยท่าทางนิ่งสงบ นัยน์ตาสีดำจ้องมองบุตรชายที่ยืนสงบเสงี่ยมเขม็ง
“เหวินหยาง ข้ามีเพื่อนต่างเมืองอยู่คนหนึ่ง เขามีบุตรสาวอยู่คนหนึ่ง ข้าจึงส่งเถ้าแก่ไปสู่ขอทาบทามไว้ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
“อะไรกัน ท่านพ่อ ไยท่านไม่ถามความเห็นของข้าก่อน”
คนที่ได้ทราบข่าว ว่าจะมีการคลุมถุงชนร้องโวยวายขึ้น เขายังไม่อยากแต่งงานมีพันธะผูกพัน ยังอยากใช้ชีวิตในวัยหนุ่มในการเสาะหาสาวงามมาเชยชมแบบอิสรเสรี และที่สำคัญเขายังไม่เห็นหน้าคู่หมั้นคู่หมายเลย
“หากข้าถาม เจ้าก็จะไม่ยอมท่าเดียว ไม่รู้แหละอย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งกับหญิงที่ข้าเลือก จะได้มีความรับผิดชอบเหมือนพี่รองของเจ้าบ้าง”
“ไม่เอา หากคนที่ท่านพ่อเลือกขี้เหร่ ปากแหว่ง จมูกผิดรูป ข้ามิอกแตกตายหรือ ข้าไม่แต่ง” เหวินหยางยืนกรานเสียงแข็ง
“เจ้าไม่มีทางเลือก หากไม่แต่งข้าจะตัดเจ้าออกจากวงศ์ตระกูล” ใต้เท้าซือเอ่ยเสียงเข้มยิ่งกว่า
