1 คำสาป
ตอนที่ 1
...ความรัก...ความแค้น...สองสิ่งที่อยู่เคียงคู่กันมา มิอาจแยกออกจากกันได้ หากชายหญิงคู่ใด ได้สมปรารถนากับคู่ที่ตนหมายปอง ความรักนั้นก็มิอาจแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นได้...แต่ทว่า หากชายหรือหญิงคนใด ได้พานพบกับความรักที่ไม่สมหวัง ถูกอีกฝ่ายกระทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ ยามนั้นความรักทั้งหมดที่มี จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นความอาฆาตพยาบาท ความแค้น ความเกลียดชังในทันที เฉกเช่น เรื่องของอิสตรีนางหนึ่ง...
ณ ริมหน้าผา
ดวงตะวันยามเย็นคล้อยลงต่ำ สาดแสงสีแดงเข้มดังสีเลือด ไปทั่วภูเขาเหิงซาน ที่เป็นภูเขาสูงตระหง่านตั้งคั่นกลางระหว่างสองแคว้นมหาอำนาจ สำหรับบางคนบรรยากาศเช่นนี้ช่างงดงามน่ามองยิ่งนัก
แต่ทว่า...กลับใช้ไม่ได้กับสตรีหนึ่งนาง ผู้ซึ่งยืนทอดสายตามองไปด้านหน้า นัยน์ตาสีหม่นมิได้จับจ้องอยู่ที่ใดเป็นพิเศษ
อาภรณ์สีเขียวมรกต ปลิวสะบัดไปตามกระแสของวาโย พัดผ่านมาจากหน้าผาสูงที่มิอาจมองเห็นพื้นเบื้องล่างได้ ขนคิ้วเรียวสวย ผูกขมวดเข้าหากันเป็นปม ริมฝีบางสั่นระริกเม้มเข้าหากัน เหมือนพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่พวยพุ่งขึ้นมาจนจุกอยู่ในอก นัยน์ตาลูกท้อคู่งามมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอเต็มเบ้าตา
...น้องหญิง ตั้งแต่เกิดมาพี่มิเคยต้องตาสตรีนางใดมากเทียมเจ้า ทุกวันคืนปรารถนาที่จะอยู่แนบชิดสนิทสิเน่หาเพียงเจ้า แต่เพียงผู้เดียว...
...คุณชาย วาจาท่านช่างหวานนัก ข้ามิอาจเชื่อในวาจาที่ล่อหลอกให้อิสตรีทั้งใต้หล้ายอมตกเป็นทาสของท่านได้ เพราะตัวข้านั้นเป็นเพียงนักดนตรีผู้ต่ำต้อย หาได้มีสิ่งใดคู่ควรให้คุณชายหลงใหลไม่...
...เจ้าพูดผิดแล้ว เจ้ามิรู้หรือ ทุกวันนี้พี่หลงเจ้าจนหาทางกลับจวนไม่เจอแล้ว ยอดดวงใจของพี่...
“ฮ่า ๆ ๆ”
อยู่ ๆ ใบหน้างามที่จวนเจียนจะร้องไห้ กลับแปรเปลี่ยนมาแสยะยิ้มอันมิชวนมองเอาเสียเลย เสียงหัวเราะที่ระเบิดออกมาเสียงดังลั่นดังก้องสะท้อนไปมา ทั่วบริเวณริมหน้าผาที่ยืนอยู่
สักพักเสียงหัวเราะนั้น ได้เลือนหายไปทันที ความโศกเศร้าถูกแสดงออกมาจากดวงหน้าเรียวงาม ยามคิดย้อนถึงวันวาน อันอบอวลไปด้วยวาจาหวานไพเราะเสนาะหู จากบุรุษหนุ่มผู้ที่มาขโมยดวงใจน้อย ๆ จากหญิงในโรงสุราเช่นนางไปจนหมดทั้งสี่ห้อง
...โอ้อนิจจา ตัวข้านั้นช่างน่าเวทนานัก ไปหลงรัก หลงคารมโป้ปด ของคุณชายผู้เพียบพร้อมไปเสียทุกด้าน ไม่เจียมตนที่เป็นเพียงนักดนตรีต่ำต้อย จนท้ายที่สุด ต้องมาพานพบกับความเจ็บปวดหัวใจ จนมิอาจที่จะฝืนมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกได้...
สองเท้าน้อย ก้าวตรงไปด้านหน้าเรื่อย ๆ จนในที่สุด ปลายเท้าไปหยุดอยู่ตรงขอบหน้าผาเวิ้งว้าง ก้อนดินก้อนหินขนาดเล็กไหลตกไปเบื้องล่างจนลาลับ
“หยุดก่อน เสี่ยวชิง”
บรรดาหญิงสาวที่มีวัยไล่เลี่ยกัน กำลังพากันวิ่งตรงมายังบริเวณหน้าผาสูง พร้อมกับช่วยกันส่งเสียงห้ามปราม ไม่ให้เพื่อนร่วมอาชีพต้องมาคิดสั้นจบชีวิตลงแบบนี้
“เสี่ยวชิง เป็นบ้าไปแล้วหรือ ไยถึงไม่รักชีวิตของตนเองบ้าง”
“แค่ผู้ชายคนเดียว อย่าทำแบบนี้เลย”
“ข้าเตือนเจ้าแล้ว ว่าหญิงในโรงสุราเช่นพวกเรา ไม่ควรมอบหัวใจรักให้ชายคนใด”
‘หวังเสี่ยวชิง’ หญิงสาวที่กำลังจะจบชีวิตของตนเองลง เพื่อเซ่นสังเวยให้กับความรักที่ไม่สมหวัง หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า กับบรรดาหญิงคณิกาที่อยู่ในหอสุราเดียวกัน ถ้อยคำของเพื่อนคนสุดท้ายบาดเข้าไปในจิตใจที่แตกร้าวยิ่งนัก
ใช่...ทั้งแม่เล้า ทั้งเพื่อนหญิงในโรงสุรา ต่างพากันเตือนเอาไว้แล้วว่า อาชีพหญิงคณิกาและนักดนตรี ที่คอยปรนเปรอให้บุรุษมากหน้าหลายตาให้มีความสุขนี้ ไม่ควรที่จะมอบความรักให้กับชายใดทั้งสิ้น เพราะชายเหล่านี้ไม่เห็นสตรีเช่นพวกนางมีค่าคู่ควรที่จะยกย่องให้เป็นหญิงเคียงข้างกายหรอก
แต่ว่านางหาได้เชื่อคำเหล่านั้นไม่ คิด ๆ แล้ว หากย้อนเวลากลับไปได้ นางจะเชื่อฟัง ไม่ยอมมอบความรักให้กับคนอย่างเขาแน่นอน
“ก่อนตาย นับว่าเสี่ยวชิงยังโชคดี ที่ได้เห็นพี่น้อง เป็นห่วงเป็นใยเช่นนี้...แต่ว่า เสี่ยวชิงคงต้องทำให้ทุกคนผิดหวัง เพราะความเจ็บปวดในครั้งนี้สาหัสเกินกว่าที่จะยอมรับไหว”
ริมฝีปากอันสั่นระริก ฝืนยิ้มบางออกมา ใบหน้าเศร้าหมอง เต็มไปด้วยหยาดน้ำใสที่ไหลรินออกมา นัยน์ตาพร่ามัว จับจ้องมองใบหน้าของพี่น้องทีละคน ๆ ราวกับพยายามจดจำเอาไว้ให้ขึ้นหัวใจ ว่าครั้งหนึ่งสตรีอาภัพเช่นนาง ยังมีโอกาสได้เจอมิตรภาพอันอบอุ่นจากสตรีในหอสุราชื่อดังของเมืองฮั้ว
“ลาก่อน”
ยังไม่ทันได้ทิ้งตัวลงหน้าผาสูง ดวงตาคู่งามเหลือบไปเห็น สาวใช้ที่คอยรับใช้หญิงคณิกาสองคน กำลังช่วยกันฉุดกระชากลากถูชายหนุ่ม ที่นางจำหน้าได้ไม่รู้ลืม มาตามเส้นทางธรรมชาติ พร้อมกับเสียงอันร้อนรน ที่ตะโกนมาให้นางได้ยิน
“พี่เสี่ยวชิง อย่าคิดสั้น ข้าลากตัวชายชั่วคนนี้มารับโทษกับพี่แล้ว...เร็ว ๆ เข้าสิ ประเดี๋ยวถูกน้องสาวข้าตีกับไม้หวายอีกหรอก” ประโยคท้ายเอ่ยออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม จากปากของสาวใช้ที่ไม่ชอบขี้หน้าคุณชายผู้นี้ เพราะทำให้คนที่ตนรักเหมือนพี่สาวแท้ ๆ ต้องมาเจ็บปวดจนคิดสั้นเช่นนี้
ในขณะที่หญิงสาวอายุน้อยที่สุดในโรงสุรา มือหนึ่งช่วยพี่สาวแท้ ๆ ลากตัวคุณชายนิสัยไม่ดีผู้นี้ขึ้นภูเขามา ในขณะที่อีกมือถือไม้หวายขนาดใหญ่ คอยฟาดตามลำตัวของชายผู้นั้นให้ยอมทำตามคำสั่ง
เสี่ยวชิงมองสภาพที่เต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำ ของชายหนุ่มซึ่งเป็นเจ้าของวาจาหวานละมุน ที่ล่อหลอกให้นางหลงรักจนหัวปักหัวปำ ด้วยแววตาเฉยชา แต่แฝงไปด้วยความแค้นที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
“พวกเจ้าปล่อยข้าได้แล้ว รู้หรือไม่หากข้ารอดไปได้ พวกเจ้ากับหอสุราจะต้องเจอกับอะไร”
บุรุษที่เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ยังคงดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการของสาวใช้ทั้งสอง จนหญิงสาวที่ถือไม้หวายต้องออกแรงฟาดตามลำตัวอีกครั้ง
“โอ๊ย!ชิงเอ๋อร์ช่วยพี่ด้วย สาวใช้สองคนนี้จะฆ่าพี่”
ยามนี้เขายังมีหน้าขอความช่วยเหลือ จากสตรีที่เขาพยายามทิ้งขว้าง เหมือนกับนางเป็นแค่สิ่งของที่ไม่มีค่ามีราคาอันใดเลย
“เหวินหยาง ท่านยังมีหน้าร้องขอความช่วยเหลือจากข้าหรือ...แล้วยามที่ข้าอ้อนวอนท่าน ว่าอย่าทิ้งข้าไป เพื่อเห็นแก่หนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดมาเล่า ยามนั้นท่านเคยเห็นใจหรือไม่” มือบางยกขึ้นมาลูบหน้าท้องของตนเอง ที่มีก้อนเนื้อก้อนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมา จากความใจร้อนของชายหนุ่มตรงหน้า
“ชิงเอ๋อร์ พี่ผิดไปแล้ว พี่ขอโทษ”
เสี่ยวชิงหาได้สนใจฟังคำขอโทษที่ไม่จริงใจ จากปากของคนกะล่อนเช่นเขาไม่ แต่จ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่โกหก ปลิ้นปล้อน เห็นสตรีเป็นเพียงของเล่น เป็นของบำเรอ ปรนเปรอความหิวกระหายตามธรรมชาติของมนุษย์ก็เพียงเท่านั้น มองจนซึมซาบเข้าไปสู่กระแสเลือด แม้ต้องตายไปอีกกี่ร้อยปี นางไม่มีวันลืมใบหน้านี้แน่
“เหวินหยาง ท่านเห็นสตรีเช่นข้าเป็นเพียงของเล่นคลายเหงา ก่อนตาย ข้าขอสาปแช่งท่าน ให้ลองมาเป็นสตรีดูบ้าง จะได้เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงว่าเป็นเช่นไร และคำสาปนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อ ท่านได้แต่งงานกับบุรุษที่มีรักแท้ และมีลูกด้วยกัน...”
เมื่อคำสาปแช่งจบลง สตรีร่างบางเอนหลังทิ้งตัวหงายลง สู่ห้วงความเวิ้งว้างเบื้องล่างของหน้าผา ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของเพื่อนพี่น้องในหอนางโลมเดียวกัน
“ไม่มม เสี่ยวชิง”
...อนิจจา ร่างของหญิงสาวผู้ยอมพ่ายแพ้ให้กับความรัก ดิ่งลงสู่พื้นเบื้องล่าง จนมิอาจมองเห็นได้แล้ว...
