บทที่ 1.2
ตอนนั้นฉัน กับ พี่เวคินยังเป็นแค่คนที่เดินเฉียดกันไปมาในคณะ ฉันรู้ว่าเขาเป็นรุ่นพี่ เพราะเขาทั้งเนื้อหอม และ เป็นคนดัง แต่ทว่าเขาคงไม่รู้จักฉัน จนในที่สุดพวกเราก็ได้มาเป็นปู่ และ หลานรหัสกัน แต่ก็ยังห่างเหินกันอยู่ดี เพราะฉันไม่ใช่คนเฟรนลี่
‘จะกลับหอพักหรอ ให้พี่ไปส่งไหม’
‘ไม่เป็นไรค่ะ ใกล้นิดเดียวเอง เดี๋ยวพลอยเดินไปก็ได้’
นี่คือครั้งแรกที่ฉันปฏิเสธปู่รหัสที่อาสาไปส่งที่หอด้วยความมีน้ำใจ
‘พลอยทำไมเมื่อคืนไม่ไปงานเลี้ยงสายรหัสล่ะ’
‘ขอโทษด้วยค่ะ พอดีพลอยต้องทำงาน’
‘หัดสนใจคนอื่นบ้างก็ดีนะน้องพลอย จะเอาแต่ทำงานจนไม่ผูกมิตรกันเลยไม่ได้(^_^)’
นี่คือครั้งที่สองที่ฉันปฏิเสธไม่ยอมไปปาร์ตี้ฉลองสายรหัส หลังจากนั้นพอฉันปฏิเสธพี่เขาบ่อย ๆ ครั้ง พี่เวคิน ก็ไม่ได้ชวนฉันไปไหนอีกเลย ทั้งงานเลี้ยงสังสรรค์รวมสายรหัสก็ไม่เคยไป จนเกือบจะถูกเฉดหัวออกจากสายอยู่แล้วด้วยฝีมือของพี่รหัสตัวเอง แต่ทว่าฉันก็ไม่ได้สนใจ เพราะแค่ลำพังการใช้ชีวิตของตัวเองก็เหนื่อยพอแล้ว เพราะงั้นฉันก็ไม่มีเวลาจะไปทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก แต่พี่เวคินก็ช่างเป็นคนดี เขาก็ยังมีน้ำใจเอาขนมมาให้อยู่เรื่อย ๆ เราจึงพอรู้จักกันพอเป็นพิธี ซึ่ง ในบางครั้งที่ฉันลำบากเขาก็ยื่นมือเข้ามาช่วย แต่ทว่าฉันก็ปฏิเสธไป เพราะไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร ฉันจะต้องยืนด้วยขาของตัวเอง เพราะไม่อยากให้ใครมาทวงบุญคุณเอาในภายหลัง
พอขึ้นปีสองพี่เวคินก็เริ่มคบกับฟ้าใสเพื่อนในกลุ่มของฉัน พวกเขาเป็นคู่รักคนดังที่ใคร ๆ ก็ให้ความสนใจ เพราะเหมาะสมกันทั้งหน้าตา และ ฐานะ ซึ่งฉันก็เห็นด้วย และ แอบอวยพรให้พวกเขาคบกันนาน ๆ ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งฉันดันดวงซวยไปรู้ความลับของยัยฟ้าใสเข้า ต่อมายัยนั่นเลยใช้ฉันเป็นไม้กันหมาเวลาตัวเองจะไปเที่ยวกับผู้ชายคนอื่น นั่นเลยทำให้ฉัน และ พี่เวคินเริ่มสนิทกันขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งตอนแรกฉันก็รู้สึกผิด และ สงสารพี่เวคินเป็นอย่างมาก แต่พอได้เห็นเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ฉันก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะสงสารเขาจริง ๆ หรือเปล่า
“ไอ้พลอย ปู่รหัสแกเขาถามอยู่นะ” เหมือนฉันจะจมอยู่ในห้วงความคิดนานเกินไปจนแก้วต้องมาสะกิดฉันถึงเริ่มได้สติ
“เอ่อ พลอยไม่ได้เป็นอะไรค่ะ”
“ขอบคุณนะคะที่ถาม (^_^ ;)” ฉันได้แต่อ้อมแอ้มตอบ ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น เพราะไม่อยากนึกถึงภาพเมื่อคืน
“ไม่ได้เป็นอะไรล่ะ เมื่อกี้เตจับหน้าผากพลอยก็ตัวรุม ๆ อยู่ เห็น ๆ”
“ฟ้าใส วันนี้ฝากเฝ้าพลอยด้วยนะ อย่าให้แอบไปทำงานเด็ดขาดเลย” ตั้งเตหันไปบอกกับฟ้าใสที่ยืนกอดแขนเวคินอยู่
“แหมเต สั่งเขาแบบนั้น เป็นแฟนเขาแล้วหรือไง” ฟ้าใสเอ่ยแซว ซึ่งนั่นทำเอาตั้งเตถึงกับหน้าแดงทันที
“ฟ้าเพ้อเจ้อน่า” ฉันเอ่ยกับฟ้าใสที่ปกติมักจะชงฉันกับตั้งเตให้ดูเหมือนมีซัมติงกันอยู่เสมอ ก่อนจะต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าจู่ ๆ ตั้งเตก็มีอาการหน้าแดงเถือกลามใบจนถึงไปหู
“เตก็ไม่สบายหรอ” ฉันเอ่ยถาม ก่อนทำท่าจะเอื้อมมือไปจับหน้าผากเพื่อน แต่จู่ ๆ เสียงของพี่เวคินก็ดังขึ้น
“พริ้งพลอย” โทนเสียงที่พี่เวคินใช้ทำเอาฉันถึงกับสะดุ้งจนชะงักมือไปทันที
“พี่ว่าจะชวนทุกคนไปเลี้ยงสักหน่อย แต่ก้าป่วยกันแบบนี้ก็อดสิครับ”
“ฮืออ ไม่เอานะคะพี่เวคิน ยัยพลอยป่วย แต่พวกเราไม่ได้ป่วยด้วยนะคะ” เป็นแก้วที่เอ่ยขึ้น ก่อนจะทำเป็นชี้ไม้ชี้มือมาที่ฉันอย่างหยอกล้อ ซึ่งยัยนี่ก็เป็นอีกคนที่เอาแต่จะจับคู่ให้ฉันกับตั้งเต
“ถ้าสองคนนั้นป่วยก็ให้เขาดูแลกันไปสองคนดีไหมคะ”
“ว่าไงเต.....อยากจะอยู่ดูแลพลอยหรือเปล่า (¬‿ ¬メ)”
“(-//////-)”
“เลิกแกล้งเตได้แล้ว รีบไปเรียนกันเถอะเดี๋ยวสาย”
“อาจารย์วิภายิ่งเคร่งเรื่องเข้าห้องเรียนอยู่”
เมื่อเห็นว่าเพื่อนเอาแต่พูดจาเลอะเทอะเกินไป ฉันก็รีบเบี่ยงประเด็นและพาตัวเองออกจากสถานการณ์ตอนนี้ทันที บอกตรง ๆ ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกกลัวพี่เวคินยังไงก็ไม่รู้ เพราะตั้งแต่เมื่อกี้เขาเอาแต่ลอบมองมาที่ฉันไม่หยุด ถึงแม้ฉันจะทำเป็นมองไม่เห็นก็เถอะ หรือว่าเขาจะเห็นว่าเมื่อคืนฉันแอบมองกันนะ! แต่ถ้าเขาเห็นก็แสดงว่าเขาเป็นคนนั้นจริง ๆ น่ะสิ โอ๊ย สลัดเรื่องนี้ออกจากหัวไม่ได้สักที
