บทที่ 2
ฉันเหรอ อยากแต่งงานขนาดนั้นน่ะ?
ขำออกมาด้วยความโมโหจริง ๆ
ตอนเพิ่งคบกัน ก็เป็นฆนัตว์เองที่ไปบอกพ่อแม่ฉันว่า ภายในสองปีจะเลื่อนตำแหน่งแล้วมาแต่งงานกับฉัน แต่สองปีแล้วก็อีกสองปี ตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่พยายามวิ่งเต้นเรื่อง “แต่งงาน” มีอยู่แค่ฉันคนเดียว
แต่สำหรับฉันในตอนนี้ หลังจากไปเฉียดตายมาจากเตียงผ่าตัดครั้งนั้น ก็ไม่คิดจะแต่งกับเขาอีกแล้ว
ฉันอ้าปาก กำลังจะพูดเคลียร์กับฆนัตว์ให้รู้เรื่องเสียที ข้าง ๆ กันนั้นญาณินกลับร้อง “โอ๊ย” เบา ๆ มือกุมท้องแล้วย่อตัวลงไปนั่ง
ชั่วพริบตาเดียว ฆนัตว์ก็ปล่อยมือที่จับฉันไว้ รีบหันไปประคองญาณินด้วยท่าทางร้อนรน
“ณิน เป็นอะไรไป?”
ญาณินหน้าซีด เม้มปากอย่างเก้อเขินแล้วพูดว่า “เหมือนฉันจะมีประจำเดือนค่ะ ปวดท้องมากเลย...”
ฆนัตว์ได้ยินก็รีบอุ้มเธอขึ้นพาดแขน แล้วก้าวฉับ ๆ พาเธอเข้าไปยังห้องนอนใหญ่
จัดการให้ญาณินนอนเรียบร้อยแล้ว ฆนัตว์ก็หยิบกระดาษทิชชู่ไปนั่งยอง ๆ เช็ดคราบเลือดบนพื้นตรงที่เธอยืนเมื่อครู่
มองภาพตรงหน้าแล้วฉันรู้สึกเหมือนหลุด ๆ ลอย ๆ
ต่างจากเวลาที่เขาอยู่กับญาณิน ตอนฉันมีประจำเดือนทีไร ฆนัตว์มักทำหน้ารังเกียจ แล้วเว้นระยะห่างจากฉันทันที
เขาเคยพูดว่า
“เลือดประจำเดือนผู้หญิงนี่เหม็นจะตาย เหม็นจนอยากอ้วก แค่เห็นก็ขยะแขยงแล้ว”
ที่แท้ คำพูดพวกนั้นก็พูดให้ฉันคนเดียวฟังนี่เอง
อยู่ ๆ เสียงของฆนัตว์ก็ดังขึ้นข้างหู ดึงฉันออกจากภวังค์
“เธอไปต้มน้ำตาลทรายแดงให้ณินกินสักแก้วสิ”
ฉันขมวดคิ้ว “ทำไมต้องเป็นฉัน?”
“ก็เพราะพวกเธอเป็นผู้หญิงเหมือนกันไง มีน้ำใจเข้าอกเข้าใจกันหน่อยไม่ได้เหรอ?”
ฉันมองหน้าฆนัตว์ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะพูดประโยคนี้ออกมาด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น
ให้ฉันไปอิน ไปเห็นใจเมียน้อยแบบนี้เนี่ยนะ สมองเขาโดนลาเตะมารึไงกัน?
ฉันกลั้นหัวเราะเยาะไม่อยู่ หลุดหัวเราะหึออกมาแล้วพูดว่า
“ไหนบอกว่าเราเป็นผู้หญิงเหมือนกันไงล่ะ เรื่องที่ผู้หญิงทุกคนต้องผ่าน ก็ทนเอาหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ จะมาทำตัวงอแงอะไรนักหนา”
คำพูดหลุดปากไป ฆนัตว์ถึงกับยืนนิ่งอึ้ง
เขาคงนึกออกแล้วล่ะ ว่านี่เป็นประโยคที่เขาเคยพูดใส่ฉัน ตอนฉันปวดท้องประจำเดือนแล้วขอให้ช่วยต้มน้ำตาลแดงให้สักแก้ว
แววเลิ่กลั่กแวบผ่านบนหน้าเขาแป๊บหนึ่ง ฆนัตว์เหมือนจะยังอยากพูดอะไรต่อ แต่ฉันไม่คิดจะเถียงกับเขาอีกแล้ว เดินตรงไปที่ห้องนอนแขกทันที
ฉันเก็บห้องลวก ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบมือถือออกมาเริ่มพิมพ์จดหมายลาออก
ตอนนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะอยากอยู่เมืองเดียวกับฆนัตว์ คอยอยู่ข้าง ๆ เขา ฉันคงได้เป็นนักเขียนอิสระที่อยากไปไหนก็ไป เที่ยวรอบโลกตามใจตัวเองไปนานแล้ว
ฉันก็น่าจะยังเป็นคุณหนูคนโตตระกูลวิเศษกุลที่สดใสมีชีวิตชีวา เจอผู้คนที่น่าสนใจมากมาย เจอเรื่องราวสนุก ๆ อีกเยอะ แทนที่จะมาติดแหง็กอยู่ในโลกแคบ ๆ แบบนี้ หลงลืมตัวเอง แล้วยอมทนทุกอย่าง
เพราะงั้นพอตัดสินใจจะไปจริง ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรเลย
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ฆนัตว์ก็มาเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา
ในมือเขาถือแก้วนมร้อนอยู่ แถมเสียงยังดูอ่อนลงอย่างหาได้ยาก
“ไม่ใช่ว่าก่อนนอนทุกคืนเธอต้องดื่มนมร้อนสักแก้วเหรอ? ฉันชงไว้ให้แล้ว”
ฉันมองเขาอย่างงง ๆ ก็เห็นว่าเขาทำท่าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็อ้ำอึ้ง
“มีอะไรหรือเปล่า?” ฉันถาม
ฆนัตว์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า
“ฉันรู้ว่าช่วงนี้เธอลำบากใจ เป็นความผิดของฉันเอง”
“วันนี้ฉันพาณินกลับมา แถมคืนนี้ยังให้เธอค้างที่นี่ ทั้งที่ไม่ได้ถามความเห็นเธอก่อน ก็เป็นฉันที่คิดน้อยไป”
“แต่เธอสบายใจได้ พรุ่งนี้เช้าฉันจะไปส่งเธอกลับเอง ถ้าในใจเธอยังรู้สึกไม่ดีตรงไหน ฉันจะชดเชยให้”
“แต่ก็...”ฆนัตว์เปลี่ยนน้ำเสียง“ร่างกายณินค่อนข้างกลัวหนาว เวลามีประจำเดือนเลยปวดท้องหนักกว่าคนอื่น คืนนี้ฉันต้องอยู่ดูแลเธอ”
ในใจฉันแทบจะหลุดหัวเราะออกมา
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขายอมลดท่าทีมาขอโทษ สุดท้ายประโยคนี้นี่แหละถึงเป็นประเด็นสำคัญ
ทั้งที่ปกติเขาไม่เคยสนใจความรู้สึกฉัน ตัดสินใจทุกอย่างเองอยู่แล้ว ครั้งนี้จะมาทำอ้อมไปอ้อมมาให้ฉันรู้สึกขยะแขยงไปทำไมกัน
เห็นท่าว่าฆนัตว์ยังจะพูดต่อ ฉันเลยตัดบททันทีว่า
“ไม่เป็นไร นายไปดูแลญาณินเถอะ ฉันไม่ซีเรียส”
ดวงตาฆนัตว์สว่างวาบขึ้นมาทันที แต่ก็ยังเหมือนจะลังเลนิดหน่อย
“จริงเหรอ?”
ฉันพยักหน้า เพื่อให้เขาสบายใจ เลยรับแก้วนมมาจิบไปหนึ่งอึก
พอเห็นแบบนั้น ฆนัตว์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“งั้นเธอก็รีบนอนพักเถอะ”
พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่
รู้ตัวอีกทีตอนตื่นขึ้นมา รู้สึกคอแห้งฝืดไปหมด
ฉันลุกขึ้นจะไปกดน้ำดื่ม พอเดินผ่านหน้าห้องนอนใหญ่ ภาพตรงหน้ากลับทำเอาฉันเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงมากลางหัว
