บทที่ 7
“สตรีเพียงนางเดียวถึงขนาดสามารถคุกคามราชสำนักได้จริงหรือ”
หรงอวี๋คุนยิ้มที่มุมปาก “ข้าเคยพบนางคราหนึ่ง แม้เห็นเพียงไกลๆ แต่กลับรับรู้ได้ถึงความเยือกเย็นยากคาดเดา ตอนนั้นนางก็แค่เด็กสาววัยสิบหกปี แต่นางกลับทำให้ผู้อื่นเกรงขามเพียงแค่มองอยู่ห่างๆ ...สตรีที่แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ไม่อาจชี้พระหัตถ์ออกคำสั่ง”
“ไม่อาจชี้พระหัตถ์? แล้วเหตุใดเรื่องนี้นางยินยอม ได้ยินว่าทรงอยากรับนางเป็นสนมมิใช่หรือ”
หรงอวี๋คุนหันมามองฮูหยินของตน “เจ้าว่าหากนางยอมแต่งกับเจ้าสามแต่ไม่ยอมเป็นสนมเอก ฝ่าบาทจะทรงกริ้วเพียงใด”
หรงฮูหยินเลิกคิ้วอ้าปากค้าง “นางไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือจึงกล้าทำให้ฝ่าบาททรงกริ้ว”
“ข้าจึงได้บอกว่านางแตกต่างจากสตรีทั่วไป ก็ได้แต่หวังว่านางกับเจ้าสามจะเข้ากันได้ หวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะไม่เลวร้ายนัก”
...หาไม่เขาคงรู้สึกผิดต่อบุตรชายยิ่งนัก
ศาลาหลบแดดหลบฝนนอกกำแพงเมืองจี๋หลิน สตรีในชุดสีเขียวเข้มกำลังยืนมองไปยังกลุ่มรถม้าที่จอดรออยู่ไม่ไกลจากถนนเส้นหลัก ขบวนแรงงานทาสที่ต้องโทษกำลังจะผ่านมาในไม่ช้า
ในรถม้าหรูหราคืออิ่นอวิ๋นฉี สตรีชุดเขียวก็คืออิ่นเฉียน
“สตรีสองคนในขบวนทาส คนหนึ่งคืออดีตอี๋เหนียงของอิ่นหนาน อีกหนึ่งคือคุณหนูอิ่นคนที่หกขอรับ ปีที่นางก้าวขึ้นเป็นผู้นำมีข่าวว่าทั้งสองสิ้นใจหลังวางยาพิษอิ่นหนาน ยาพิษนั่นทำให้คุณชายอิ่นอวิ๋นฉีพิการจนเดินไม่ได้ เขาอยู่บนรถม้าคันนั้น”
อวี่เซิงรายงานทุกอย่างที่เขาสืบมาก่อนหน้านี้ให้ผู้เป็นนายฟัง
“ปีนั้นนางเองก็ถูกพิษ แต่หลังจากหายดีก็เข้าควบคุมท่าเรือและกิจการทั้งหมดของตระกูลอิ่น”
“หายดี?” หรงเสียงมองสตรีชุดเขียวที่มีผ้าคลุมไหล่สีเดียวกับชุด “อากาศร้อนถึงเพียงนี้แต่นางกลับพาดผ้าคลุมไหล่ออกมา เห็นชัดว่าเกรงว่าร่างกายจะโดนลมเย็น แพรพรรณให้ความอบอุ่นที่นางสวมใส่ไม่ใช่เพียงเพื่อโอ้อวดความมั่งคั่ง หาไม่เครื่องประดับคงมากชิ้นกว่านี้”
อวี่เซิงมองสตรีผู้นั้นก็เห็นเป็นจริง แม้แต่ต่างหูสตรีผู้นี้ก็คร้านจะใส่ เครื่องประดับบนร่างของนางมีเพียงปิ่นเรียบๆ ไม่โดดเด่นเพียงชิ้นเดียว “หรือนายท่านคิดว่าร่างกายของนาง...”
เสียงร้องไห้ดังขึ้นเมื่อขบวนทาสผ่านรถม้าหรูหรา อวี่เซิงรีบกล่าว “ดูเหมือนอี๋เหนียงและคุณหนูอิ่นผู้นั้นจะยังไม่รู้ว่าคุณชายอิ่นอวิ๋นฉียังมีชีวิตอยู่ พวกนางถูกกักขังเพื่อใช้งานหลังจวนตลอดมา เขาเองก็รู้สึกผิดเกินกว่าจะออกหน้าขอร้อง ทั้งยังไม่กล้าไปพบมารดากับพี่สาว”
หรงเสียงจ้องเขม็งไปยังสตรีชุดเขียวที่อยู่ๆ ก็เดินลงเนินตรงไปยังรถม้า เขาหันไปบอกคนของตนให้ไปสืบเรื่องการวางยาพิษ เป็นพิษชนิดใดและผู้ใดโดนพิษบ้าง จากนั้นกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าควบตามรถม้าของอิ่นเฉียนไป
ชายหนุ่มตามอิ่นเฉียนมาจนถึงกำแพงเมืองจี๋หลิน อยู่ๆ รถม้าคันหนึ่งก็วิ่งมาขวางรถม้าของตระกูลอิ่น คนบังคับม้าดึงบังเหียนหลบกะทันหันทำให้รถม้าวิ่งตกลงไปยังข้างถนน เสียงหวีดร้องดังขึ้นจากรถม้าทั้งสองคัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็หลบไปคนละทาง
ชายหนุ่มหยุดมองอยู่ห่างๆ หลังจากเห็นแล้วว่าคนน่าจะไม่เป็นอะไร เห็นชัดจากคนที่อยู่ด้านในค่อยๆ เดินลงจากรถม้าหลังได้สติ
“เป็นรถม้าจวนใดกันกันเหตุใดทะเล่อทะล่าไม่ระวังเลย!” หวังซวี่ตะโกนออกมาทันทีที่ลงจากรถม้า เบื้องหลังยังมีน้องสาวตามลงมาติดๆ
อิ่นเฉียนหันไปมองสองพี่น้องด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่กล่าวคำ
“ข้าก็นึกว่าผู้ใด” หวังเซียนแค่นยิ้ม “ที่แท้ก็แม่นางอิ่นผู้โด่งดังนี่เอง”