7 ต้องรู้ให้ได้
รถสีดำคันหรูแล่นออกมาจากหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ไปตามถนนยามค่ำคืน บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยความอึดอัดเมื่อราณีญาเอาแต่ชวนคุยจนภูผาอยากจะเร่งให้ถึงคอนโดมิเนียมของหญิงสาวเร็ว ๆ หญิงสาวพยายามหยิบยกเรื่องราวสมัยเรียนที่อังกฤษมาเล่าเพื่อดึงดูดความสนใจจากชายหนุ่มข้างกาย ทว่าภูผากลับทำเพียงแค่พยักหน้าตอบรับตามมารยาท สายตาของเขาจ้องไปที่ถนนแต่ในหัวกลับวนเวียนอยู่กับภาพใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยที่ชื่อภูตะวัน
“พี่ภูคะ ณีญาว่าที่เมืองไทยนี่ขับรถยากกว่าที่นั่นเยอะเลยนะคะ วันหลังพี่ภูต้องสอนณีญาขับรถบ้างนะคะ ณีญาไม่อยากนั่งแท็กซี่ไปทำงานเลย” ราณีญาขยับตัวเข้าใกล้เอียงศีรษะไปแตะแขนของเขาอย่างสนิทสนม
“เรื่องนี้พี่คงช่วยณีญาไม่ได้หรอกนะ พี่ไม่ถนัดเลยแต่ถ้าอยากฝึกขับรถจริง ๆ พี่มีโรงเรียนสอนขับรถแนะนำ”
“เอางั้นก็ได้ค่ะ ณีญาขอเบอร์โทรกับไลน์พี่ภูไว้ได้ไหมคะ”
“ครับ” ภูผาบอกเบอร์โทรศัพท์ของเขาจากนั้นก็ให้หญิงสาวแอดไลน์ตามที่เธอขอ เขารู้ว่าถ้าไม่ให้เธอก็คงไปขอจากน้าอารีรัตน์
“พี่ภูคะ นี่ยังไม่ดึกเท่าไหร่เราไปหาที่นั่งดื่มและฟังเพลงกันดีไหมคะ” ราณีญาอยากใกล้ชิดและรู้จักเขาให้มากขึ้น เธอได้รับคำสั่งจากอารีรัตน์ว่าทำยังไงก็ได้ให้ภูผายอมแต่งงานกับเธอ เรื่องนี้หญิงสาวไม่เห็นด้วยเลยแต่พอเธอได้เจอกับภูผาความคิดของเธอก็เปลี่ยนเพราะนอกจากสมบัติมากมายที่น้าสาวของเธอบอกแล้วชายคนนี้ยังหล่อตรงใจเธออีกด้วย
“ไว้วันหลังเถอะครับ วันนี้พี่มีธุระต้องจัดการต่อ” ภูผาตอบเสียงเรียบพลางหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าหน้าคอนโดหรูย่านใจกลางเมือง
“พี่ภูสัญญานะคะว่าจะพาณีญามาฟังเพลง”
“ครับ ถึงแล้วครับ”
“ขอบคุณนะคะพี่ภู พรุ่งนี้เจอกันที่บริษัทนะคะ ณีญาจะตั้งใจทำงานให้พี่ภูพอใจที่สุดเลยค่ะ” หญิงสาวโน้มตัวไปหอมแก้มเขา หนึ่งทีด้วยความใจกล้า ก่อนจะก้าวลงจากรถไปพร้อมรอยยิ้ม
ภูผายกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่โดนสัมผัสด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เขาไม่ได้รังเกียจราณีญา แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษกับเธอเพราะตอนนี้ในหัวของเขาไม่มีเรื่องอื่นเลยนอกจากเรื่องเด็กชายภูตะวัน
เขาขับรถออกมาจากคอนโดของราณีญาระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดต่อสายหาเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนที่เป็นทั้งเพื่อนเล่นมาแต่เด็กและตอนนี้เป็นถึงเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง
“ว่าไงไอ้ภู นึกยังยังไงโทรมาหาเวลานี้ล่ะ” นุกูลถามด้วยความสงสัยเพราะปกติแล้วภูผาจะโทรหาช่วงหัวค่ำเพื่อชวนกันไปดื่มมากกว่า
“ฉันมีเรื่องจะปรึกษาเรื่องเด็กที่แอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาลของนายห้อง 8814” ภูผาเข้าประเด็นทันที
“มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า”
“นายช่วยดูข้อมูลให้หน่อยได้ไหม”
“ตอนนี้ฉันไม่อยู่ที่โรงพยาบาล ถ้านายอยากได้ข้อมูลเดี๋ยวจะถามทางโรงพยาบาลให้ว่าแต่อยากรู้อะไรบ้างล่ะ”
“กรุ๊ปเลือด”
“นายจะรู้ไปทำไม”
“ดูให้ก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง”
“เออ ๆ เดี๋ยวโทรกลับ”
นุกูลวางสายจากเพื่อจากนั้นก็โทรไปถามข้อมูลผู้ป่วยที่โรงพยาบาล แม้จะเป็นเรื่องที่ผิดแต่ฟังจากน้ำเสียงที่ไม่สบายใจของเพื่อนแล้วเขาก็ต้องยอม
เขาถามข้อมูลจากพนักงานจากนั้นก็โทรกลับไปหาภูผาที่รอสายอย่างร้อนใจ
“คนไข้ที่นายอยากรู้กรุ๊ปเลือดชื่อน้องภูตะวันเป็นลูกชายของคุณพลอยนัชชา อย่าบอกนะว่านายกับเธอกลับมาคืนดีกันแล้ว”
“คนอย่างฉันเจ็บแล้วจำ ตกลงรู้ไหมเลือดกรุ๊ปอะไร”
“กรุ๊ปเอเหมือนนาย หรือว่าเด็กนั่นจะเป็นลูกของนายกับนัชชา”
“อือ ฉันก็สงสัยเพราะเด็กคนนั้นเหมือนฉันมาก เหมือนจนฉันเริ่มไม่เชื่อว่าเขาเป็นลูกของรุ่นพี่วิศวะคนนั้นอย่างที่นัชชาบอก ฉันอยากตรวจ DNA ช่วยหน่อยสิ”
“นายบ้าหรือเปล่าภูผาการตรวจ DNA โดยไม่ได้รับความยินยอมจากแม่น่ะมันผิดกฎหมายนะเว้ย!...แถมผิดจรรยาบรรณแพทย์ด้วยฉันทำไม่ได้หรอก” นุกูลเบรกเพื่อนเสียงแข็ง
“แล้วมันไม่มีทางอื่นเลยเหรอ ฉันต้องรู้ให้ได้เด็กนั่นใช่ลูกของฉันไหม นายคิดดูนะถ้าเด็กนั่นไม่ใช่ลูกฉันนัชชาจะตั้งชื่อว่าภูตะวันทำไม”
“ชื่อแบบนี้ใครก็ตั้งได้”
“แต่มันมีคำว่าภูนะ นายลองคิดดูดี ๆ สิ” ภูผาพยายามให้เหตุผล
“ตอนนี้โรงพยาบาลมีโปรเจกต์จีเนียสดีเอ็นเอเป็นการตรวจรหัสพันธุกรรมเพื่อวิเคราะห์พรสวรรค์และความฉลาดของเด็ก ถ้าอยากตรวจจริงน่าจะลองใช้วิธีนี้ดู แต่นายต้องทำให้นัชชายอมตรวจ”
“ถ้าบอกตรง ๆ นัชชาคงไม่ยอมนายให้น้าสาวของนัชชายินยอมแทนได้ไหม”
“ฉันจะลองให้คนของฉันเข้าไปคุยนะ ฉันจะบอกว่าเป็นบริการเสริมฟรีจากบริษัทประกันที่สนับสนุนโฆษณาในช่วงนี้ คนทั่วไปเห็นของฟรีและเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กเขาก็เซ็นยินยอมทั้งนั้นแหละ ส่วนของนายเดี๋ยวฉันไปเก็บตัวอย่างเอง พรุ่งนี้เย็นว่างไหมออกมากินเหล้ากัน”
“อือ ขอบใจนะนุกูล ฉันรู่ว่าเรื่องนี้มันผิดแต่ฉันก็อยากรู้จริง ๆว่าภูตะวันเป็นลูกของฉันไหม” ภูผาอยากรู้ความจริงให้เร็วที่สุดถ้าภูตะวันเป็นลูกเขาจริงเขาก็มีสิทธิ์ทวงความเป็นพ่อ
เช้าวันต่อมา
พลอยนัชชากำลังป้อนข้าวเด็กชายภูตะวันที่มีสีหน้าสดชื่นมากกว่าเมื่อวาน
“อร่อยไหมครับ”
“ครับ แต่ยายนีทำอร่อยกว่า” เด็กชายตอบไปตามจริง
“เอาไว้หายดีแล้วค่อยกลับไปกินกับข้าวฝีมือยายนีนะลูก ตอนนี้ต้องกินของโรงพยาบาลไปก่อน”
“ครับแม่ แม่ครับแล้วยายนีจะมาอยู่กับผมไหมครับ”
“มาสิลูก เมื่อกี้ยายนีโทรมาบอกแล้วว่ากำลังจะออกจากบ้าน” เมื่อคืนพลอยนัชชาเป็นคนนอนเฝ้าลูกชายที่โรงพยาบาลและให้นลินีกลับไปพักเพราะช่วงกลางวันต้องรับหน้าที่เฝ้าไข้หลานชาย
“แม่ต้องไปทำงานเหรอครับ”
“ใช่แล้วครับ ตะวันอยู่กับยายนีต้องเชื่อฟังนะครับ”
“ครับแม่”
พลอยนัชชาป้อนข้าวป้อนยาลูกชายจนเสร็จนลินีก็มาถึงโรงพยาบาลพอดี
“เป็นยังไงบ้านเมื่อคืนมีไข้ไหม” นลินีรีบเข้ามาถาม
“ยังมีไข้อยู่ค่ะ แต่ทานยาลดไข้และเช็ดตัวก็ดีขึ้น เช้านี้มีไข้ต่ำ ๆ ค่ะ”
“นัชชารีบไปทำงานเถอะนะไม่ต้องห่วงทางนี้น้าจะดูแลเอง แล้วก็หาข้าวกินด้วยนะ”
“ค่ะน้านี น้าก็เหมือนกันนะคะสั่งของโรงพยาบาลก็ได้ นัชชาฝากตะวันด้วยนะคะ แม่ไปก่อนนะครับตะวันเชื่อฟังยายนีนะลูก”
“คร้าบแม่ บ๊ายบายคร้าบ”
พลอยนัชชาหอมแก้มลูกชายก่อนจะคว้ากระเป๋าและรีบออกจากประตูไปและเดินสวนทางกับพยาบาลที่หน้าห้อง หญิงสาวยิ้มให้ก่อนจะรีบเดินไปยังลิฟต์