5 ครอบครัวเล็ก ๆ
จังหวะนั้นเองโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของพลอยนัชชาก็ดังขึ้น เธอรีบหยิบออกมาและกดรับเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์โทรของน้าสาว
“สวัสดีค่ะน้านี อะไรนะคะ เดี๋ยวนัชชาจะรีบไปค่ะ” สีหน้าของพลอยนัชชาเปลี่ยนจากโกรธเป็นตื่นตระหนกทันที เธอทิ้งทุกอย่างแล้วเตรียมจะวิ่งออกไป แต่ภูผากลับคว้าต้นแขนเธอไว้
“เธอจะไปไหน งานยังไม่เสร็จนะ”
“ปล่อยค่ะท่านรอง ลูกของฉันไม่สบาย ฉันต้องไปหาลูก” เธอสะบัดแขนอย่างแรง
“ลูกงั้นเหรอ หึ....ข้ออ้างเพื่อจะหนีงานล่ะสิ ถ้าเธอเดินออกไปจากคลังสินค้าตอนนี้ ฉันจะถือว่าเธอทิ้งงานและฉันจะหักเงินเดือนเธอ” ภูผาขู่เสียงเข้ม
“จะหักเงินเดือนหรือจะทำอะไรก็เชิญ ชีวิตลูกฉันสำคัญกว่าเงินเฮงซวยของคุณ” พลอยนัชชาผลักอกเขาเต็มแรงจนภูผาเซไปข้างหลัง เขาอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธที่มองมาทั้งที่แต่ก่อนมันเคยเต็มไปด้วยความรัก
พลอยนัชชาวิ่งออกจากคลังสินค้าโดยไม่สนใจเสียงเรียกหรือคำขู่ของภูผา เธอรีบโบกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง เมื่อไปถึงก็รีบตรงไปยังแผนกผู้ป่วยเด็กทันที
“น้านีคะตะวันเป็นยังไงบ้างคะ”
“ตะวันเป็นไข้สูงมาก ครูที่โรงเรียนโทรมาบอกน้าก็เลยไปรับและรีบพามาที่นี่ตอนนี้หมอกำลังจะให้แอดมิทดูอาการ น้าทำเรื่องเสร็จแล้วตอนนี้รอเขาพาขึ้นห้อง”
“แล้วตะวันอยู่ไหนคะ”
“รออยู่ในห้องตรวจ ตามน้ามาทางนี้จ้ะ”
พลอยนัชชาเดินตามนลินีมายังเตียงผู้ป่วยที่อยู่ในห้องตรวจเด็ก
“ตะวันลูกแม่ดูสิหน้าแดงไปหมดเลย” พลอยนัชชารีบโผเข้ากอดด้วยความเป็นห่วง หญิงสาวมองลูกชายที่หน้าแดงก่ำด้วยความสงสาร เธอทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงคนไข้และจับมือน้อย ๆ ไว้แน่น
“แม่คร๊าบ....”
“แม่มาแล้วนะลูก แม่มาแล้ว ตะวันคนเก่งของแม่เป็นยังไงบ้างหมอแทงเข็มเจ็บไหมครับ”
“ไม่ครับ”
“ลูกชายแม่เก่งมากครับ”
“น้าขอโทษนะนัชชาที่พาตะวันมาที่นี่ค่าห้องค่อนข้างแพงเราคงต้องจ่ายเพิ่มจากประกัน” นลินีรู้ว่าการนอนโรงพยาบาลเอกชนจะต้องเสียเงินเยอะแต่โรงพยาบาลนี้ก็อยู่ใกล้ที่สุด
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะน้านี ที่นี่คนไข้ไม่เยอะตะวันเลยได้ตรวจเร็วแล้วก็อยู่ใกล้บ้านเรา ถ้าเป็นนัชชาก็คงต้องพาตะวันมาที่นี่เหมือนกัน”
ในขณะที่พลอยนัชชากำลังคุยกับน้าสาวประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับพนักงานแปลที่เข็นรถเข้ามา
“ผมมารับขึ้นห้องพักครับ”
พลอยนัชชาอุ้มลูกชายลงมานั่งบนรถเข็นจากนั้นก็เดินตามออกไป สายตาของหญิงสาวสะดุดกับชายคนหนึ่งที่กำลังยืนมองหาอะไรสักอย่างและเธอภาวนาว่าขออย่าให้เขาเห็นเธอแต่ดูเหมือนคำขอของเธอจะไม่ได้ผล
ภูผาเห็นเธอแล้วและเขากำลังเดินตรงมาที่ทางนี้ พลอยนัชชาต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพราะถ้าน้าสาวของเธอเห็นภูผาก็คงจะไม่สบายใจที่รู้ว่าบริษัทที่ตนเองทำงานนั้นเป็นของเขา
“น้านีขึ้นไปบนห้องกับตะวันก่อนนะคะ นัชชาขอไปถามข้อมูลเกี่ยวกับประกันหน่อยค่ะว่ามีส่วนต่างเท่าไหร่”
“ได้จ้ะ”
หญิงสาวยืนรอให้ลูกชายกับน้าสาวเข้าไปในลิฟต์แล้วเธอหันกลับมามองภูผาที่ยืนกอดอกอยู่
“ท่านรองมาที่นี่ทำไม”
ภูผายังไม่ตอบในทันทีเพราะเขากำลังคิดอยู่ว่าใบหน้าของเด็กที่เพิ่งเข้าลิฟต์ไปนั้นมันดูคุ้นตาเหมือนกับรูปที่อยู่ในห้องรับแขกที่บ้านของเขา ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นพล่านไปทั่วอก
“นี่เหรอเหตุผลที่ทำให้เธอทิ้งงาน เด็กคนนี้ลูกของเธอกับมัน สินะ” ภูผาถามอย่างเย็นชา
“ใช่ค่ะ ลูกของฉันกับพี่เมธ คุณเห็นแล้วก็กลับไปได้แล้วค่ะ อย่ามาวุ่นวายกับครอบครัวเราเลย” พลอยนัชชาโกหกคำโต
“ครอบครัวเหรอ แล้วผัววิศวะสุดที่รักของเธอไปไหนล่ะ”
“เขาทำงานต่างจังหวัดค่ะ”
“เหรอ เด็กคนนี้ชื่ออะไร”
“คุณไม่จะเป็นต้องรู้หรอกค่ะ คุณเป็นถึงรองประธานอย่ามาสนใจครอบครัวเล็ก ๆ ของพนักงานเลยค่ะ”
“ในเมื่อเธอทิ้งงานมา ฉันก็จะหักเงินเดือนตามที่พูด”
“คุณตามฉันมาที่นี่เพื่อพูดเรื่องแค่นี้ใช่ไหมคะ ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนค่ะ”
พลอยนัชชากำลังจะเดินไปยังลิฟต์เสียงพนักงานของโรงพยาบาลก็เรียกไว้เสียก่อน
“ผู้ปกครองของน้องภูตะวันใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ห้องแอดมิทค่ะ น้องทำประกันไว้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ”
“ทางเราขอรบกวนเวลาสักครู่นะคะ มีเอกสารบางอย่างที่ผู้ปกครองต้องเซ็นชื่อและขอบัตรประชาชนผู้ปกครองด้วยค่ะ รบกวนผู้ปกครองด้วยนะคะ เชิญทางนี้ค่ะ”
ภูผาที่ยังไม่ได้เดินไปไกลได้ยินชื่อลูกชายของพลอยนัชชาก็รู้สึกว่ามันแปลก ๆ เพราะมันมีคำว่าภูเหมือนชื่อของเขา
ชายหนุ่มเดินไปหลบมุมและรอจนกระทั่งพลอยนัชชาเดินออกมาจากห้องและขึ้นลิฟต์ไปเขาก็เข้าไปถามพนักงานที่อยู่ในห้องนั้นทันที
“สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ”
“ผมเป็นเจ้านายของพลอยนัชชาครับ ผมจะถามว่าลูกของเธออาการเป็นยังไงบ้างแต่เรียกไม่ทัน พอโทรไปเธอก็ไม่รับผมเลยอยากจะถามว่าเด็กพักที่ห้องไหนครับ”
“ทางเราบอกข้อมูลผู้ป่วยไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ” พนักงานปฏิเสธตามกฎ
“แต่ผมเป็นเจ้านายเธอจริง ๆ นะครับ ถ้าคุณไม่เชื่อจะลองโทรไปที่ห้องพักเพื่อถามเธอก็ได้ ผมไม่ใช่คนไม่ดีหรือจะมาทำอะไรเธอหรอกนะครับ ก็แค่อยากจะมาแสดงความมีน้ำใจในฐานะเจ้านายอีกอย่างผมกับน้องภูตะวันก็รู้จักกันดีครับ”
พนักงานมีท่าทางอึดอัดแต่เพราะเห็นว่าผู้ชายคนนี้รู้จักทั้งมารดาของเด็กและตัวเด็กเธอจึงยอมบอก
“น้องภูตะวันพักที่ห้อง 8814 ค่ะ”
“ขอบคุณครับ เอาไว้ผมจะบอกหมอนุกูลว่าคุณเป็นพนักงานที่ให้บริการดีมาก”
“คุณรู้จักหมอนุกูลเหรอคะ”
“ครับ ผมเป็นเพื่อนสนิทของเขาขอบคุณอีกครั้ง ผมไปก่อนนะครับ” ภูผาส่งยิ้มให้พนักงานก่อนจะเดินออกมาจากห้อง
ภูผากำลังจะเดินไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปเยี่ยมลูกชายของพลอยนัชชาแต่เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ชายหนุ่มจึงเดินหลบออกมาจากบริเวณหน้าลิฟต์เพื่อรับสาย
“สวัสดีครับพ่อ”
“เลิกงานหรือยัง”
“เลิกงานแล้วครับพ่อมีอะไรหรือเปล่า”
“เราไม่ได้คุยกันนานแล้วเย็นนี้มากินข้าวที่บ้านได้ไหม”
“มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับพ่อ” ภูผาคิดว่านอกจากทานอาหารด้วยกันแล้วบิดาต้องมีเรื่องจะคุยกับเขาแน่ ๆ
“ไม่มีอะไรหรอกก็แค่น้าอารีอยากจะแนะนำหลานสาวให้ลูกรู้จักหน่อยน่ะเห็นว่าจะฝากให้ไปทำงานที่บริษัทด้วย”
“ก็ได้ครับพ่อเดี๋ยวผมจะเข้าไป” เพราะบิดาโทรตามภูผาเลยเลิกล้มการไปเยี่ยมเด็กชายภูตะวันแต่เขาไม่ได้ถอดใจ ชายหนุ่มวางแผนว่าพรุ่งนี้ช่วงกลางวันเขาจะหาเวลามาเยี่ยมเด็กชายคนนี้และต้องสืบรู้ให้ได้ว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงหน้าตาคล้ายกับเขาแทนที่จะคล้ายกับรุ่นพี่วิศวะคนนั้นอีกทั้งชื่อของเด็กก็ยังคล้ายกับชื่อของเขาด้วย