Ep5 เหมือนไม่คุ้นเคย
“โอเค กลุ่มนี้...ซีนที่ 3 ใครเป็นพระเอกนะ?” เสียงอาจารย์ประจำคลาสกำกับการแสดงดังขึ้นในห้องเรียนขนาดย่อมที่ใช้เป็นเวิร์กช็อปซ้อมละคร
ขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นก่อนตอบเสียงชัด “ทามม์ค่ะ ทามม์เล่นเป็นพระเอก”
“อ้าว งั้นก็จับคู่กับมีนอีกสินะ” ขนาดอาจารย์ก็ยังคุ้นชินกับบัดดี้คู่นี้ “บทนี้ต้องซ้อมกันให้ไหลลื่นมากขึ้นกว่านี้นะ มีดราม่า มีความใกล้ชิดด้วย ไม่งั้นตอนแสดงจริงจะโดนหั่นคะแนนไม่รู้ด้วย”
“ค่ะอาจารย์”
มีนรดาหันไปมอง “ทามม์” ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แบบงง ๆ เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะแปลกใจเรื่องจับคู่...แต่แปลกใจกับสีหน้าท่าทางของเขา นิ่งผิดปกติวิสัยเหมือนกำลังกลั้นหายใจอยู่ตลอดเวลา
เขาพยักหน้ารับทราบสั้น ๆ ด้วยท่าทางที่ดูไม่เป็นตัวเอง
หลังเลิกคลาส ทุกกลุ่มต้องซ้อมบทกันเอง ที่มุมหนึ่งของคณะ ธีปกรณ์กำลังนั่งมองสคริปต์ในมือ พลางถอนหายใจยาวเหมือนจะระบายทุกความวุ่นวายออกทางจมูก
‘นี่ฉันมาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย ไอ้ทามม์นะ ไอ้ทามม์ ตื่นขึ้นมาสักทีสิวะ!’ เขาสบถในใจพลางนวดขมับตัวเอง ตอนนี้พี่ชายฝาแฝดของเขานอนนิ่งเหมือนเจ้าชายนิทรา หลังประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อน
ร่างกายฟื้นตัวแล้ว...แต่สติกลับยังไม่มา และเพราะคำขอร้องของ “ใครบางคน” กับสถานการณ์ที่ไม่อาจเปิดเผยออกไป ธีปกรณ์ จึงต้องยอมวางวิชาชีพวิศวะไฟฟ้าสุดรักจากอังกฤษ มาแสดงบทบาทชีวิตของใครอีกคนแทน แถมไอ้คนที่เขาต้องสวมรอยอีกคน ใครจะรู้ไหมว่าเขาอัจฉริยะขนาดไหนเพราะนี่คือ “เจ้าของเบื้องหลังระบบซอฟต์แวร์” ของมหาลัยที่นี่อีกต่างหาก
ระบบจองห้องเรียนออนไลน์เอย..
ระบบจัดเกรดอัตโนมัติเอย..
ไหนจะไฟอัตโนมัติในตัวอาคารเรียนเอย..
ทั้งหมดมันฝีมือเขาล้วน ๆ
ธีปกรณ์ในฐานะน้องฝาแฝดที่เรียนสายวิศวะไฟฟ้าแท้ ๆ ยังเคยพูดกับตัวเองว่า... ‘แม่ง...อัจฉริยะเกินมนุษย์ละ’
ใช่ ผู้คนเขาพูดแบบนั้นจริง ๆ และไม่ได้พูดประชดด้วย เพราะในขณะที่ตัวเขาเรียนพุ่งไวเกินอายุ จนทะลุเพดานอายุหลักสูตร คนในแวดวงเทคโนโลยีระดับโลกยังเอ่ยชื่อเขาออกมาได้โดยไม่ต้องเปิดโปรไฟล์ พี่ชายของเขา...กลับเรียนอยู่คณะนิเทศฯ คณะห่าเหวอะไรไม่รู้ที่ต้องมานั่งเรียนเขียนบท เล่นกล้อง แสดงละคร
“พี่กูจะเป็นนักแสดงหรือไงวะ?” เขาบ่นอุบตลอดทางที่เดินเข้าอาคารเรียนของคณะ CA ด้วยความเครียดขั้นสุด
และที่เขาต้องกลับมาไทย... ไม่ใช่เพราะคิดถึงบ้าน ไม่ใช่เพราะเสียดายเวลาที่พี่เรียนไม่จบ แต่เพราะธามนาธรที่นอนยังไม่ได้สติในโรงพยาบาลหลังอุบัติเหตุ และถ้าเขาไม่มาทำหน้าที่แทนพี่ชาย ธามนาธรอาจจะดูแย่ในสายตาคนอื่นที่ว่า ไม่มาเรียนก็จบได้ เพราะมีพ่อเป็นถึงเจ้าของที่นี่
แล้วไอ้ความเป็น “บัดดี้กับแม่นั่น” หรือจะอะไรก็ตามแต่ ไอ้เรื่องชื่อเสียงในมหาลัยที่สาว ๆ รุมล้อมก็ช่างมัน แต่เขา ‘ธีปกรณ์’ ต้องสวมบทบาทแทนพี่ชายให้แนบเนียนที่สุด เพื่อไม่ให้ทุกอย่างที่พี่ชายสร้างมาตลอดเกือบ 3 ปี...พัง ซึ่งมันยากมากสำหรับเขา
คิดแล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
คนทั้งคู่หน้าเหมือนกันมาก ถ้าไม่สนิทจริงก็แทบแยกไม่ออก ขนาดเพื่อนไฮสคูลที่ลอนดอนยังเคยทักพวกเขาผิดคน เพราะความเหมือนกันมากๆ พวกเขาเป็นแฝดแท้ ทั้งความสูงเท่ากัน ทั้งสัดส่วนที่เท่ากันเป๊ะราวกับก็อปวางแปะ แม้กระทั่งเสียงพูดก็คล้ายกันจนแยกไม่ออก ถ้าไม่นับนิสัยที่...ต่างคนละขั้วโดยสิ้นเชิง
ธีปกรณ์เก็บตัว พูดน้อย เงียบขรึม ไม่ชอบความวุ่นวายเกลียดการแสดงออก เกลียดสังคม เป็นมนุษย์อินโทรเวิร์ดขั้นสุด ฉลาดไหวพริบดี และที่สำคัญ...เขาไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์เท่าไหร่
ในขณะที่พี่ชายเขาน่ะหรอ รายนั้นน่ะเสน่ห์แรง ยิ้มร้ายละลายใจ ใจดีแถมเจ้าคารม มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมเข้ากับคนง่าย และรู้จัก “จังหวะ” ที่จะดึงดูดผู้คน นี่ก็ไม่แปลกว่าทำไมสาวๆ ในมหาลัยถึงติดใจพี่ชายเขากันนักกันหนา แค่นึกธีปกรณ์ก็จะเป็นประสาทตายอยู่แล้ว ถ้าไม่นับ “ปานสีดำตรงเอวด้านขวา” ที่เป็นสัญลักษณ์เดียวที่พอจะแยกพวกเขาออกได้ แต่ใครมันจะไปโชว์ปานขนาดนั้นวะ!! ตอนเด็กพ่อกับแม่พวกเขาก็พอจะแยกแยะทั้งคู่ได้จากจุดนี้
นั่นคือสิ่งที่ทำให้ธีปกรณ์ต้องระวัง...ทุกคำพูด ทุกการกระทำ เพราะความผิดพลาดเล็กน้อย...อาจทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า คนที่เป๊ะ ตรงฉินก็เริ่มบ่นงึมงำ
“Shit!!... แม่ง!!”
คนหน้าหล่อตัวสูงสบถกับตัวเองในห้องน้ำชายชั้นใต้ดิน ที่ไม่มีใครผ่านมา ธีปกรณ์ยืนพิงอ่างล้างหน้า ใบหน้าหล่อจัดที่ตอนนี้ดูเครียดจัดจนแทบจะขึงขัง เหงื่อผุดขึ้นที่ไรผม ทั้งที่ห้องนี้ไม่ได้ร้อนเลยสักนิด เขาสบถซ้ำในใจ มือกำแน่นจนเส้นเอ็นปูด
เพราะแค่ “ซ้อมบทละคร” กับมีนรดาเมื่อกี้ เขาก็แทบจะหลุดหลายจังหวะ จับมือเธอ...แล้วเธอมองตาเขานิ่ง ๆ นั่นอีกพระเจ้า เขาแทบจะละลาย ไม่ใช่เพราะเขินแบบผู้ชายหวั่นไหวหรอกนะ แต่เป็นเพราะ...เขาไม่เคยถูก “มองแบบนั้น” มาก่อนในชีวิต
“ทามม์ ทำไมมือเหงื่อเยอะแบบนี้ล่ะ ร้อนหรอ? ไม่สบายตรงไหนรึเปล่า?” เสียงหวานๆ ยังคอยดังรบกวน
สายตาของเธอมันเต็มไปด้วยความผูกพัน ความห่วงใย ความไว้ใจ มันคือสายตาที่ “เธอมีให้พี่เขา” ซึ่งไม่ใช่เขา และที่ยากที่สุด...คือการแสดงให้เหมือนว่าเขา “รู้สึกแบบเดียวกันกลับไป” ทั้งที่เขาไม่ได้รู้จักเธอเลยด้วยซ้ำ
“ให้ตายสิ...นี่กูต้องแกล้งทำหวานใส่เธออีกนานแค่ไหนวะ และนี่กูแม่งเป็นเหี้ยไรวะ!!” เขาวิดน้ำใส่หน้าตนเองแล้วสะบัดแรงๆ สูดหายใจเข้าลึก ฝืนกลืนความอึดอัดทั้งหมดลงคอ แล้วมองหน้าตัวเองในกระจก
“นายคือธามนาธร...ต้องมั่นใจ ต้องเจ้าสำอาง ต้องไม่พูดคำว่า ‘แม่ง’ บ่อยๆ เอาหน่า...ไม่นานหรอก นายจะเป็นเงาคนอื่นไม่นานหรอก ทนไว้...”
เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยกมือทึ้งผมตัวเองเล็กน้อย แล้วฝืนยิ้มฝึกสีหน้าหน้ากระจกเหมือนคนเสียสติ แต่ไม่มีรอยยิ้มไหน...ที่เขาเหมือนพี่ชายตัวเองได้เลย
หลังจากสงบสติอารมณ์ตัวเองอยู่พักหนึ่ง ธีปกรณ์ก็เดินกลับไปยังโซนซ้อมบท พยายามปรับสีหน้าให้เรียบ ทำสายตาให้มั่นคง สูดลมหายใจเข้าปอดลึก และจัดบุคลิกให้เหมือน “ทามม์” ที่คนทั้งคณะรักนักรักหนา
มีนรดานั่งรออยู่ตรงม้านั่งข้างตึก บทละครยังวางอยู่บนตัก สายตาเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ทันทีที่เขาเดินเข้ามา เธอก็ยิ้มให้เขาเล็กน้อยอย่างเช่นเคย
“โอเคแล้วเหรอ?” คำถามของเธอเรียบง่าย...แต่สำหรับเขา มันคือกับดัก
ธีปกรณ์ฝืนยิ้ม “อืม...เมื่อกี้แค่ลืมบทไปนิดหน่อย ขอโทษนะ”
มีนรดาเลิกคิ้ว “หือ? นายลืมบทเนี่ยนะ?” เสียงเธอฟังดูแปลกใจจริง ๆ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา “ทามม์” ตัวจริงแทบไม่เคยพลาดเรื่องพวกนี้เลย
“ก็...บางทีมันก็มีลืมบ้างแหละ” เขาพยายามหลบตา แต่พลาดตรงที่พูดเร็วไปนิด ผิดจากโทนเสียงทุ้มเนิบแบบธามนาธรไปสักหน่อย
เธอเงียบ...แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วเลื่อนบทกลับมาอ่าน “โอเค...งั้นเรามาซ้อมกันใหม่ ฉันว่าเราเริ่มจากซีนที่ต้องสบตากันดีกว่า บทมันจะได้ลื่น”
ธีปกรณ์สะดุ้งในใจ “เธอพูดว่าอะไรนะ? สบตา?!!”
“ใช่ไง นายโอเคจริงป่ะเนี่ย” แล้วเธอก็ยิ้มหวานให้เขา ทำเอาเจ้าตัวแทบจะหายตัวไปจากตรงนี้ซะให้ได้
ทำไมรอยยิ้มเธอมันน่ารักแบบนี้วะ
“เอ่อ...โอเค” เขาฝืนรับบทบาท ก้าวเข้าไปนั่งใกล้จนแทบชิด ระยะประชิดที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงแบบไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน
เธอเงยหน้าขึ้น สบตาเขาช้า ๆ เธอมองเขา...นาน มันนานพอที่เขาเริ่มหายใจติดขัด
“ทามม์...” เธอเอ่ยชื่อเขาเสียงแผ่ว สายตานั้นไม่ได้เคลือบแคลง...แต่มันซึมซับด้วยความห่วงใยลึก ๆ
“นายโอเคแน่ใช่ไหม?”
“….”
“ทำไมถามแบบนั้นล่ะ?” เสียงเขาสั่นน้อย ๆ พยายามฝืนให้ฟังดูมั่นคงที่สุดเท่าที่ผู้ชายที่กำลังจะเป็นบ้าได้
เธอยิ้มจาง ๆ “ก็...นายดูเหมือนไม่ใช่นายเลยช่วงนี้น่ะ”
คำพูดนั้นมันแทงเข้ากลางอก หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้อีกนิด ใกล้เกินกว่าที่หัวใจเขาจะรักษาจังหวะไว้ได้ มือเล็กของเธอยื่นมาแตะเบา ๆ ที่หน้าผากเขา สัมผัสเย็นนิด ๆ แต่กลับร้อนฉ่าข้างใน
“ช่วงนี้นายไม่สบายหรือเปล่า...” เธอกระซิบเบา เหมือนพูดกับลมหายใจตัวเอง
ธีปกรณ์กลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ลมหายใจติดขัด มือสองข้างเกร็งแน่นอยู่ข้างลำตัว กลัวว่าถ้าขยับแม้แต่นิดเดียว...เขากลัวว่าตัวเองจะเผลอโอบเธอเอาไว้ ก็กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวเธอ กลิ่นที่ไม่ใช่น้ำหอมราคาแพง แต่เป็นกลิ่นแบบผู้หญิงสะอาด ๆ ที่น่าเข้าใกล้ กลิ่นนี้...ทำให้เขาเริ่มสับสน ‘บ้าชิบ...ไม่ไหวแล้วโว้ย!!’ เขาหลุบตาลงต่ำพยายามหนีสายตาเธอ และถอยหลังช้า ๆ
“ฉันไม่เป็นไร แค่...เหนื่อยนิดหน่อย”
เธอมองเขา แววตายังคงคล้ายเดิม แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป เหมือนเธอเองก็เริ่มสังเกต เริ่มตั้งคำถาม แต่ก็ยังไม่แน่ใจพอจะพูดออกมา และสิ่งที่เขารู้ว่าเลี่ยงไม่ได้ก็คือ...
### คัท!!!
คืนนี้ต้องซ้อมบทต่อถึงเย็น และ... มีบทจูบด้วยนะ ร่างสูงเดินเลี่ยงออกมาเงียบ ๆ หัวใจเต้นตึ้กตั้กราวจะหลุดจากอก ในหัวของเขาเต็มไปด้วยเสียงคำรามของตัวเอง
‘ให้ตายเถอะ...นั่นมันคนที่พี่แกชอบนะเว้ย’
...
...
แล้วช่วงเย็นที่ว่าก็มาถึง...
อาจารย์ยืนกลางห้องแล้วพูดเสียงเรียบแบบจริงจัง
“บทจูบตอนท้ายถือเป็นซีนสำคัญนะ ใครที่เล่นเป็นพระ-นาง คู่ไหนที่ยังเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ ให้ไปซ้อมกันสองคนเลย จะได้เข้าถึงอารมณ์ ไม่ต้องเขินต่อหน้าคนเยอะ อยากจะจูบจริงจูบปลอมก็ตามใจ” เสียงของอาจารย์ทำเอาทุกคนหลุดขำ
มีเสียงอื้ออึงเบา ๆ ในห้องเรียน แต่ทุกคู่ต่างก็พยักหน้าตกลง และทยอยพากันแยกซ้อมตามมุมห้อง มุมบันได บางคนก็ออกไปซ้อมกันข้างนอก
รวมถึงพวกเขาด้วย...
มมีนรดากับ ธีปกรณ์ เดินมาหยุดที่มุมเวทีซึ่งปิดม่านบางไว้ รอบด้านเงียบ ไม่มีใคร มีแค่เสียงแอร์เบา ๆ กับความเงียบที่ขยายความรู้สึกให้ดังขึ้นในอก
“เอ่อ...เริ่มจากช่วงท้ายเลยก็ได้นะ”
เธอพูดเบา ๆ ขณะเปิดบทดู
ธีปกรณ์พยักหน้าเงียบ ๆ พยายามไม่สบตา เขาขยับยืนห่างจากเธอไปครึ่งก้าวเหมือนสร้างระยะห่างให้ตัวเองหายใจแต่เธอกลับก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด ตามบท... บทที่ตัวละครหญิงต้องพูดก่อน
“นายรู้ไหม ว่าฉันรอคำตอบนี้จากนายมานานแค่ไหน...” น้ำเสียงของเธอจริงจัง ไม่ใช่แค่อ่านบท แต่รู้สึกไปด้วย และมันกระทบจิตใจเขาอย่างจัง
ธีปกรณ์ฝืนพูดตอบกลับไปตามบท
“แล้วตอนนี้...เธอพร้อมฟังคำตอบจากฉันหรือยัง”
มือของเขาแตะไหล่เธอเบา ๆ สายตาเธอสบตาเขาในระยะประชิด...ระยะที่ใกล้เกินกว่าหัวใจเขาจะปลอดภัย และบทนี้เธอต้องเป็นคนพูดต่อ
“พร้อมเสมอ...เพราะหัวใจฉัน...เป็นของนายตั้งนานแล้ว”
คำพูดนี้ทำเอาบางคนใจสั่น แทบลืมจังหวะหายใจ และ...ซีนนี้ควรจะต้องตามด้วยการจูบ ไม่ใช่จูบจริงจัง แต่ต้องโน้มหน้าเข้าใกล้ แค่ให้ปากเกือบแตะ ให้อารมณ์มัน ‘ใกล้พอจะใจสั่น’ เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมจะเข้าฉาก แต่เขากลับนิ่งไป มือเขาสั่นเบา ๆ ปลายนิ้วข้างหนึ่งเผลอกำชายเสื้อไว้แน่น ริมฝีปากเขาเผยอขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไร...แต่กลับไม่มีคำใดหลุดออกมา ...เธอมองตาเขา และเห็นชัดเลยว่าเขากำลังกลัว แต่เธอก็ดูไม่ออกว่าเขากลัวอะไร
ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของเขากับเธอ...เหลือเพียงลมหายใจ ธีปกรณ์รู้ดีว่าตอนนี้เขาควร “แกล้งโน้มหน้าเข้าไปใกล้” และมันแค่การแสดง เข้าไปใกล้เธอให้มากพอเหมือนจะจูบ แต่ก็ไม่ได้แตะจริงๆ แม้จะบอกตัวเองว่ามันก็แค่บท แต่ตอนนี้เขามันเหมือนคนสติหลุด เสียงหัวใจของเขาดังกลบทุกอย่างในหัว ดังจนเขาไม่ได้ยินคำว่า "ห้าม" เพราะตอนที่เธอเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยแววตานิ่งงัน ริมฝีปากนิ่มนั่นเผยอเล็กน้อยในระยะใกล้ และกลิ่นหอมละมุนจากผิวกายของหญิงสาวก็ห่อหุ้มเขาไว้จนไม่อาจขยับหนี
มือเขายกขึ้นช้า ๆ แตะเบา ๆ ที่ข้างแก้มเนียนของเธอ
นุ่ม ...
อุ่น ...
และทำให้เขาไม่อยากปล่อย มีนรดาชะงักเล็กน้อย ถึงจะรู้ว่าการจับใบหน้าต้องสมจริง เธอไม่ได้หลบ เธอมองตาเขา และรู้ในวินาทีนั้นว่า...นี่ไม่ใช่ “การแสดง” และก่อนที่เธอจะทันตั้งคำถาม ริมฝีปากของเขาก็โน้มลงมาหาเธอ ช้า ๆ แผ่วเบา แนบลงมาอย่างแสนอ่อนโยน
จูบแรก ...
ไม่รีบ ...ไม่เร่ง...ไม่หวือหวา แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก เขาไม่ได้จูบเธอเพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าเขาเป็นทามม์ เขาไม่ได้จูบเพื่อผ่านฉากซ้อม ...เขาแค่...อยากจูบเธอ…เขาไม่เคยรู้เลยว่าการจูบใครสักคน จะทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบลืมหายใจถึงขนาดนี้
และจูบนี้สำหรับมีนรดานั้นมันไม่เหมือนอะไรเลยที่เธอเคยจินตนาการ ไม่มีความวาบหวามของความเจ้าชู้ ไม่มีคำหยอด ไม่มีแววขำ มีแค่สัมผัสที่อบอุ่นจนใจเธอสั่น และทำให้เธอหลับตาลง...อย่างไม่รู้ตัว เมื่อริมฝีปากผละออกจากกันช้า ๆ ต่างไม่มีใครพูดอะไรสักคำ
ธีปกรณ์ถอยออกมานิดหนึ่ง มองเธอด้วยสายตาตื่นตกใจ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป แต่แทนที่เธอจะโกรธ...หรือพูดอะไร มีนรดากลับยิ้มบาง ๆ แล้วหลุบตาลงต่ำ ใบหน้าของเธอในตอนนี้มันเป็นสีแดงระเรื่อน่ามองชะมัด เธอพูดกับเขาเบา ๆ ราวกับเสียงกระซิบ
“ทามม์...นี่มันไม่ใช่การซ้อมไหม”
เขาชะงัก หัวใจหยุดเต้นไปวูบหนึ่ง ... แล้วเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมกับคำถามของเธอ
“เอ่อ... ฉัน...”
เสียงนั้นสั่นเล็กน้อย ไม่มั่นคงอย่างที่เคยเป็น
มีนรดามองเขานิ่ง ๆ ไม่ได้กดดัน ไม่ได้เร่งเร้า แค่รอคำตอบ...อย่างใจเย็น และอย่างที่รู้สึก
ธีปกรณ์เบือนสายตาหลบ เขาควรจะหัวเราะกลบเกลื่อน ควรจะตอบแบบทามม์ ว่า “ก็แค่อินกับบท” หรือ “อย่าไปคิดมากสิ” แต่ปากเขาไม่ยอมทำตามหัวเอาซะเลย
“เรา...ขอโทษ”
มีนรดาชะงักกับคำตอบนั้น
“ขอโทษ?” เธอทวนคำเสียงเบา “เรายังไม่ได้ว่าอะไรทามม์เลยนะ แต่แค่...มันคือจูบแรกของเรา...”
คำตอบนั้นทำเอาธีปกรณ์ถึงกับชะงักค้างไปอีกรอบ
....
‘นี่เธอกับทามม์ยังไม่เคยจูบกันอย่างงั้นหรอ!!’
