Ep4 รุกแรงมากแม่
ตอนนี้ขวัญข้าวพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้บ้างคร่าวๆ แล้วว่ายัยถุงแป้งบัดดี้ของเธอน่าจะชอบพอ หรือแอบคลั่งนายหน้าหล่อนี่ก็ว่าได้ แต่แม่เจ้าโว้ย นายนี่ทั้งหล่อ ดูดี ลูกเจ้าของมหาลัย เธอจะเป็นแม่สื่อให้เพื่อนรักได้สมหวังก็ครานี้แหละ
ทั้งสี่นั่งทานข้าวด้วยกัน โดยที่คนตัวสูงนั่งตรงข้ามกับบัดดี้คนสวยของตัวเอง ขวัญข้าวนั่งตรงข้ามกับถุงแป้ง ซึ่งถุงแป้งนั่งข้างๆ เขา และยิ่งถุงแป้งขยับไปหาคนตัวใหญ่เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งขยับกายออกถอยห่างออกมากเท่านั้น
“ขอชิมนั่นบ้างสิ” คนตัวสูงโน้มหน้าเข้ามาใกล้ มองจานข้าวของหญิงสาวด้วยสายตาอยากรู้อยากลอง เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างเป็นกันเองแต่ชวนใจสั่น เอาจริงๆ เขาก็ไม่ได้รู้จักเมนูอาหารไทยมากเท่าไหร่ แต่อะไรก็ตามที่อยู่ในจานของเธอ...มันย่อมดูน่ากินกว่าจานตัวเองเป็นไหนๆ
“ได้สิ” มีนรดายิ้มบางๆ ตอบพลางช้อนสายตาขึ้นมาสบตาเขา แล้วรอตามมารยาทว่าอีกฝ่ายจะยื่นช้อนมารอ
...แต่เปล่าเลย เขากลับนั่งเฉย ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด พร้อมสายตาที่บ่งบอกชัดเจนว่า อยากให้เธอตักให้
เธอชะงักเล็กน้อย และพอจะเข้าใจได้ว่าเขาคงอยากให้เธอป้อนให้ด้วยซ้ำ หญิงสาวจึงค่อยๆ ใช้ช้อนตักเนื้อเขียวหวานไก่คำเล็ก ๆ อย่างระวัง แล้วยื่นไปให้กะว่าเขาจะยื่นช้อนของตัวเองออกมารับจากมือของเธอ
ทว่าทันทีที่ปลายช้อนเอื้อมมาถึงระดับริมฝีปาก ธามนาธร กลับยื่นมือมาจับช้อนจากมือเธอ ยกขึ้นสูง แล้วก็อ้าปากงับเข้าปากตนเองทันทีอย่างไม่ลังเล
เสียง “อื้ม...” ที่หลุดออกจากปากเขาตามมานั้น ทำเอาอรจิราที่นั่งมองอยู่ชะงักไปทันที รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มกระตุกอย่างไม่อยากจะเชื่อ ส่วนขวัญข้าวที่เฝ้ามองอยู่ตั้งแต่แรกถึงกับหลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว
“รุกแรงมากแม่!” เธอพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
มีนรดาแทบอยากมุดโต๊ะหนี ใบหน้าเล็กแดงซ่านขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดทันทีเหมือนโดนจับโป๊ะจังๆ เธอเบือนหน้าหนีเล็กน้อย หัวใจเต้นโครมครามแทบไม่เป็นจังหวะ
เธอจะไม่คิดอะไรก็ไม่ได้ เพราะ...ช้อนนั้น... เขาเพิ่งเอาเข้าปากตัวเองไปเต็มๆ เมื่อครู่ แล้วตอนนี้...เธอต้องใช้ช้อนนี่ต่อจากเขาเนี่ยนะ เธออึกอักทำท่าลังเล
“กินสิ” เสียงนุ่มทุ้มของเขาดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมสายตาคมดุจเหยี่ยวที่จับจ้องเธอไม่วาง
มีนรดาอึกอัก หัวใจเต้นระรัวแทบทะลุออกมานอกอก เธอเม้มปากแน่น พลางก้มลงมองช้อนในมือที่ตอนนี้เหมือนเป็นระเบิดเวลา
‘จูบทางอ้อม...โอ๊ย ใจจะวายแล้วจริง ๆ นะ’
มือเล็กแทบสั่น ขณะที่ใจหนึ่งก็อยากจะวางมันลง แต่อีกใจกลับปั่นป่วนไปหมดกับแววตาเจ้าเล่ห์ของเขา
ครืดด…
เสียงเก้าอี้เลื่อนลากพื้นดังขึ้นทันควัน ขวัญข้าวที่กำลังหันไปมองมีนรดากับธามนาธรถึงกับต้องหันกลับมาอย่างงุนงง
“เราขอตัวนะขวัญ พอดีนึกขึ้นได้ว่าพ่อตามตัวน่ะ”
อรจิราพูดเสียงเบา สะกดความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกอย่างสุดกำลัง ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มกลับเจื่อนลง เธอพยายามยกยิ้มบางให้เพื่อนสาว ก่อนจะลุกเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ เธอไม่ได้โกหกเรื่องพ่อหรอก... แต่ที่ทำให้ลุกออกไปแบบนั้น ไม่ใช่เพราะคนที่บ้าน…แต่เพราะ หัวใจมันเจ็บ เจ็บกับภาพตรงหน้า ที่ธามนาธรกับเด็กใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน กลับดูสนิทกันจนน่าหมั่นใส้ แนบแน่นจนเธอเองยังไม่อยากจะเชื่อสายตา
‘ตั้งหลายปีที่เราคอยอยู่ใกล้ ๆ’
‘ตั้งหลายครั้งที่หาเรื่องมาทำให้เจอกัน’
‘แล้วสุดท้าย... เขากลับไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา’
อรจิรากัดริมฝีปากแน่น หัวใจมันร้อนวูบเหมือนมีใครเอาไฟจุดในอก เธอไม่เคยแพ้เรื่องหน้าตา ไม่เคยรู้สึกด้อยกว่าใคร แต่วันนี้...เธอแพ้ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่เขาเลือกจะ อ้าปากรับช้อนจากเธอ...ต่อหน้าทุกคน
ฟากโต๊ะยังเหลือเพียงพวกเขาสามคน ขวัญข้าวมองตามหลังอรจิราที่เดินจากไป แล้วค่อย ๆ หันกลับมามองคนตัวสูงตรงข้ามอย่างจับผิด
“นายรู้ใช่ไหม ว่าถุงแป้ง... ชอบนาย?”
คนตัวสูงไม่ได้ตอบในทันที เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงเบา ๆ แล้วเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“รู้...แต่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกลับไป”
ขวัญข้าวพ่นลมหายใจยาวเหยียด พลางพึมพำกับตัวเอง “โอเค นายมันโคตรชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเองดี แต่นายเล่นรุกแรงกับยัยมีนแบบนี้ เดี๋ยวเพื่อนฉันได้หัวใจวายกันพอดี อีกอย่างอย่าคิดว่ารูปหล่อพ่อรวย แล้วจะมาเห็นเพื่อนฉันเป็นของเล่นเชียวนะยะ”
คนตัวสูงแทบหลุดขำ เขาหันมองหนากัน มองบัดดี้สลับไปมากับขวัญข้าว ใบหน้าดูจริงจังก่อนจะพูดบางคำออกมา
“เราไม่เคยคิดจะเล่นกับความรู้สึกใคร”
ทุกอย่างนิ่งงันเหมือนเวลาตายไปชั่วขณะก่อนที่ขวัญข้าวจะเป็นคนพูดขึ้นก่อน
“ก็ดีแล้ว …แต่ใครจะไปรู้ล่ะ พวกคนอย่างนายอาจจะแค่สนใจอะไรใหม่ๆ แบบว่าท้าทายตัวเองดี”
“เราไม่เคยคิดแบบนั้น”
ขวัญข้าวจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าหล่อจัดของคนตรงหน้า ไม่ใช่เพราะหลงเสน่ห์อะไรหรอก...แต่เพราะเธอมองทะลุแววตาคู่นั้นและกำลังประเมินว่า เขากำลังจริงจังกับอะไรบางอย่างมากกว่าที่ปากพูดหรือเปล่า “นายแน่ใจนะทามม์ ว่านายไม่ได้แค่ชอบเอาชนะ?” ขวัญข้าวยังมิวายจะเอ่ยถามย้ำ
คนตัวสูงเลิกคิ้วขึ้นนิด ก่อนจะยกมุมปากบางๆ แบบที่ไม่รู้ว่าเรียกว่ารอยยิ้มแบบนี้เรียกว่ายิ้มได้หรือเปล่า
“ฉันไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร...โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกของตัวเอง”
ขวัญข้าวนิ่ง เธอไม่ใช่คนใจอ่อนกับคำพูดลอย ๆ แต่สีหน้า แววตา และน้ำเสียงของเขาตอนนี้...มันไม่เหมือนว่าเขากำลังล้อเล่น
…
สองปีมาแล้ว...
กับการเรียนในโปรแกรมนิเทศเบื้องต้นที่เข้มข้นทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีนรดากับธามนาธรยังคงเป็น ‘บัดดี้’ กันอย่างเป็นทางการ แต่สำหรับสายตาคนรอบข้าง คำว่า “บัดดี้” มันแทบจะไม่มีน้ำหนักเหลืออยู่เลย คนอื่นดูออกกันตั้งนานแล้วเพราะชายหนุ่มรุกแรง และจีบสาวเจ้าแรงมาก ทุกครั้งที่ทั้งสองคนอยู่ใกล้กัน สายตาของเขาก็จะบ่งบอกทุกอย่าง อย่างไม่ปิดบัง ทั้งคู่คบกันแบบเงียบๆ โดยไม่ได้ปิดบังอะไร ธามนาธรให้เกียรติหญิงสาวเสมอมา มากสุดก็จับมือและหอมแก้ม
และทุกครั้งที่เธอยิ้มให้ใคร เขาจะรีบเข้ามาแทรกแบบแนบเนียนในทันที ทุกครั้งที่มีกลุ่มเรียน กลุ่มโปรเจกต์ หรือแม้กระทั่งจับคู่พรีเซนต์...คนที่จับคู่กับมีนรดาก็มักจะเป็น ธามนาธรอยู่เสมอ
“อ้าว...ได้จับคู่กันอีกแล้วเหรอคู่นี้”
“นี่มันพรหมลิขิตหรือว่าสคริปต์เขียนไว้กันแน่?”
“อิจฉามีนอ่ะ บัดดี้ดีเกินเบอร์ สายเปย์สุดไรสุด”
เสียงแซวเหล่านี้กลายเป็นเรื่องชินตาในห้องเรียนของคณะ Communication Arts มีนรดาก็ได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน แม้ในใจจะรู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้...มันไม่ธรรมดามาตั้งนานแล้ว
เขาไม่เคยปล่อยให้เธอเดินกลับหอคนเดียว …
เขาไม่เคยลืมวันเกิดเธอ แม้แต่ครั้ง …
เขาไม่เคยลังเลเวลาที่เธอเดือดร้อน แม้จะไม่ได้พูดขอความช่วยเหลือ และที่สำคัญ... เขาหวงเธอ หวงแบบที่คนทั้งคณะพูดถึงกันจนเป็นเรื่องปกติ
...แต่แล้วโชคชะตาก็เหมือนเล่นตลก เมื่อจู่ ๆ คนที่เธอคุ้นเคยกลับดูแปลกไป มันเป็นความแปลกที่เธอเองก็อธิบายไม่ถูก แต่คือเขาเหมือนไม่ใช่คนเดิม เพียงแค่ห่างหายกันไปในช่วงซัมเมอร์ และกลับมาครั้งนี้เขาดูผิดสังเกต...แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ยิ่งเธอใกล้ชิดก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าเขาไม่ขี้เล่น ไม่พูดเล่นกับเธอเหมือนแต่ก่อน เขาไม่ส่งสายตากรุ้มกริ่มแบบที่เคยทำเวลาเธอยิ้มให้ และที่สำคัญ...เขาไม่รู้ว่าเธอไม่กินแตงกวา
“นี่นายซื้อข้าวผัดมาให้เราเหรอ?” มีนรดาถามด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อเห็นกล่องข้าวที่เขาหยิบมาให้เธอวางอยู่ตรงหน้า
“อืม...เห็นมันน่ากิน” เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเบือนสายตาหนี ไม่กล้าสบตาเธอตรง ๆ เหมือนเคย
มีนรดาเลิกคิ้วน้อย ๆ แล้วเปิดกล่องออกดู...แตงกวาหั่นมาแทบเต็มกล่อง ‘...เขาลืมเหรอ ว่าเราไม่กินแตงกว่า…แต่ก็ช่างมันเถอะ’ เธอไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะไม่อยากทำตัวเป็นคนเรื่องมาก ทำได้แค่เงียบ เก็บไว้ในใจ แล้วหันไปหยิบตะเกียบแทนช้อนตามความเคยชิน แต่เขากลับหยิบช้อนขึ้นมาแล้วยื่นให้เธอแบบเก้ ๆ กัง ๆ
“เอ่อ...ฉันว่าใช้ช้อนมันสะดวกกว่า”
เธอชะงัก
“ปกติเราก็ใช้ตะเกียบนะ!!”
เงียบ... เขาไม่ตอบอะไรเลย เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ที่ดูฝืนๆ และไม่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก มีนรดาเริ่มรู้สึกอะไรบางอย่างที่คล้ายกับคำว่า “ผิดจังหวะ” รอยต่อของความคุ้นเคยบางอย่างมันดูสะดุด เหมือนตัวตนของคนตรงหน้าไม่สนิทสนมกับเธอเท่าไหร่ แม้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม...แต่ก็ไม่เหมือนเดิมไปเสียทีเดียว
ด้านธีปกรณ์เอง...เขาก็รู้สึกเหมือนต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติในการแสดงเป็นพี่ชายฝาแฝดที่ต้องพกเอาความมั่นใจมาเต็มร้อย ต้องดูอบอุ่น และเจ้าเสน่ห์ เขาไม่ถนัดสบตาคน เขาไม่ชอบพูดมาก และที่สำคัญ...เขาไม่เคยอยู่ใกล้ชิดผู้หญิงแบบนี้มาก่อน
แต่เมื่อ “เหตุผลบางอย่าง” เขาจำต้องสวมรอยเป็นพี่ชาย และอยู่ข้างผู้หญิงคนนี้ให้เนียนที่สุด แม้ภายในจะตื่นตระหนก แต่ภายนอกเขาต้องทำเป็นนิ่งให้เหมือนธามนาธรทุกกระเบียดนิ้ว ยอมรับเลยว่าตอนเจอเธอครั้งแรก เขาแทบสะดุดลมหายใจตัวเอง ไม่น่าพี่ชายเขาถึงได้หลงรักเธอนัก สองพี่น้องที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันประจำ ทำให้เขาพอจะได้ยินชื่อมีนรดาจากปากพี่ชายมาบ้าง
‘เธอจะดูออกหรือยังวะ...ว่าฉันไม่ใช่เขา? แล้วทามม์มันเคยบอกบัดดี้ตัวเองไหมวะ ว่าตัวเองมีฝาแฝด’ ชายหนุ่มได้แต่ครุ่นคิดและถามตัวเองในใจ ขณะมองหญิงสาวตรงหน้า ที่กำลังนั่งกินข้าวด้วยสีหน้าเงียบงัน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน...
“ทามม์ ไปซ้อมพรีเซนต์กันปะ เราจองห้องไว้แล้วนะ” มีนรดาเอ่ยขึ้น พลางยื่นชีทเนื้อหาที่เธอสรุปไว้ให้เขาดู
ชายหนุ่มรับชีทมาดูเงียบ ๆ “อืม...โอเค เดี๋ยวตามไป” เสียงตอบรับนั้นเรียบจนผิดวิสัย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำแซว ไม่มีแววขำ แล้วก็ไม่มีคำแซวที่ว่า “เธอจะมองเราไปถึงเมื่อไหร่” เหมือนทุกที มีนรดากะพริบตาปริบ ๆ มองตามหลังเขาที่เดินไปอีกทาง
“เดี๋ยวนะ...นายจะไม่อ่านก่อนเลยเหรอ?” เธอถามเสียงไม่ดังนัก แต่ก็พอให้ได้ยิน
ชายหนุ่มหยุดกึกเล็กน้อย ก่อนจะหันมายิ้มแห้ง ๆ แล้วตอบเบา ๆ “อ๋อ เดี๋ยวค่อยอ่าน ขอโทษที...ฉันลืมว่าเธอชอบให้คนเช็กงานเลยอ่ะเนอะ”
มีนรดาเงียบอย่างช่างใจก่อนจะพูดต่อ
“ปกตินายไม่เคยลืมนี่...” หญิงสาวยังคงพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ในลำคอ
แม้เขาจะพยายามเลียนแบบท่าทีของพี่ชาย แม้รอยยิ้มจะคล้าย คำพูดจะถูกจำมา แต่มันก็แค่...คล้าย เพราะทามม์ตัวจริง จะไม่มีวันลืมว่านิ้วยาว ๆ ของเขาต้องเคาะโต๊ะตอนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง ทามม์ตัวจริง จะไม่เรียกเธอว่า “เธอ” แต่จะพูดชื่อเธอแทนเวลาที่เขาจริงจัง และที่สำคัญ...เขาไม่เคยเงียบใส่เธอนานเกินสามวินาที
มีนรดานั่งลงในห้องซ้อมพรีเซนต์คนเดียวอยู่ครู่ใหญ่ จนในที่สุดคนที่เธอคิดว่าเป็นธามนาธรก็เดินเข้ามา
“ขอโทษนะ...ที่มาช้า” เขาวางของลงบนโต๊ะ แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม ไม่สบตาเธอตรง ๆ
มีนรดาสบตาเขาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยกคำถามขึ้นมาช้า ๆ “ทามม์...”
“ช่วงนี้นายโอเครึเปล่า?”
น้ำเสียงของเธออ่อนลง ราวกับไม่อยากกดดัน
ชายหนุ่มชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนพยักหน้า
“อืม ก็โอเคนะ แล้วเธอล่ะ...โอเคไหม?”
มีนรดายิ้มบางคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนตอบ
“ก็...โอเคล่ะมั้ง”
