Ep6 คอนโดครั้งแรก
ประโยคสุดท้ายนั้นเหมือนระเบิดเวลาที่หยุดการหายใจของคนฟังได้ในทันที
ธีปกรณ์ชะงักค้าง สายตาบอกอาการที่ว่าไม่ถูก ปกติเขามักจะควบคุมสถานการณ์ได้ทุกครั้ง แต่ตอนนี้กลับเลื่อนลอย เหมือนโลกหยุดหมุนกับสิ่งที่ได้ฟัง “จูบแรก...ของเธอ” อย่างนั้นหรอ!! คำพูดนั้นก้องอยู่ในหัว มันไม่ได้ฟังแค่ผ่านหู แต่มันพุ่งเข้าใส่หัวใจเขาเข้าไปเต็มแรง และเขารู้ทันที...ว่าเขาทำผิดไปไกลกว่าที่คิด เขาไม่ได้แค่ “จูบผิดคน” แต่เขากำลังทำลาย “ครั้งแรก” ที่ควรมีความหมายมากกว่านี้สำหรับเธอ
“มีน...” เขาเรียกชื่อเธอครั้งแรกในน้ำเสียงที่แผ่วลง
คือฉันไม่ใช่ “จูบเธอ” แบบในบท...และก็ไม่ใช่ “จูบเธอแบบบัดดี้” มันเป็นเสียงในสมองที่ตีกันเพราะเพิ่งรู้ตัวว่า...ตัวเองอาจกำลังทำร้ายเธอโดยไม่ตั้งใจ พูดมันออกไปสิโว้ยไอ้คนขี้ขลาด คนตัวสูงเริ่มโมโหตัวเองในใจ
เธอยังคงมองเขาด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้านั้นดูไม่โกรธแต่ในแววตามีบางอย่างซับซ้อนกว่าอารมณ์ใด ๆ
“เรารู้ว่าทามม์อินกับบทไปหน่อย…” เธอพูดแก้เขินให้พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานทำเอาคนมองแทบละลาย
ธีปกรณ์เม้มปากแน่น เขาอยากพูดว่า “เราไม่ใช่ทามม์” แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเขาเห็นสายตาที่ไว้ใจของเธอมันทำให้เขาพูดไม่ออก
“คืนนี้มีซ้อมบทที่เหลือต่อ... มีนจะกลับเลยมั้ย หรือจะไปซ้อมต่อที่คอนโดเรา” เสียงเขาเอ่ยช้า ๆ ไม่ได้กระตือรือร้นแบบเดิม แต่ก็ไม่ได้กลบเกลื่อนจนดูเฉยชา
มีนรดาชะงักเล็กน้อย พลางหันมองหน้าเขา...สายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยชวนเธอไปคอนโดเลยสักครั้ง และนี่ก็คงเพราะเรื่องงานสินะ เธอยับยั้งชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ อีกอย่างทุกคนในคลาสต่างก็ต้องซ้อมบทกับผู้ชายกันทั้งนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับโปรแกรมนี้ แต่มันไม่ใช่กับเธอไง เพราะเธอคิดพิเศษเกินเลยกันมากกว่าคำว่าบัดดี้ไปตั้งนานแล้ว
และพักหลังๆ เธอไม่เห็นเขาคล้องโอเวอร์เอียร์เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ถาม ถึงแม้ปกติธามนาธรมักจะสวมมันอยู่เป็นประจำ ถึงเธออยากจะถามออกไป แต่บางเรื่องมันก็ไม่สมควรถามหรือเปล่านะ ดูจู้จี้จุกจิกเกินไป
“เอ่อ…” เธออึกอัก รู้สึกถึงความประหลาดใจบางอย่างที่เกาะอยู่ในลำคอ
ธีปกรณ์รีบพูดแทรก น้ำเสียงนุ่มนวลพอจะกลบเกลื่อนความตื่นเต้นของตัวเองเล็กน้อย “ไม่เป็นไรนะ ถ้าไม่สะดวกใจ... ไว้เราซ้อมกันที่มหาลัยก็ได้”
หญิงสาวเงียบไป มองหน้าเขานิ่ง ๆ อย่างชั่งใจ เธอไม่ได้กลัวเขา แต่เธอกำลัง...รู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกไป เธอกลัวใจตัวเองต่างหากล่ะ!!
และสุดท้าย...เธอก็โพล่งออกมาในที่สุด
“เราไปได้” เสียงตอบนั้นเบาและมั่นคงกว่าที่เขาคิด “แต่หอเรากลับได้ไม่เกินเที่ยงคืนนะ” ที่ต้องรีบบอกเขา เขาจะได้มาส่งได้ถูกเวลา
“อื้ม...รู้แล้ว”
...
คนตัวสูงถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากคำว่า "เราไปได้" มันเหมือนประโยคสั้น ๆ ที่ทิ่มแทงเข้าใจกลางอกเขา นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตธีปกรณ์ ที่เขาต้องอยู่ในคอนโด กับผู้หญิงแปลกหน้า และต้อง “แสดงบทบาท” ที่ใกล้ชิดกันแบบ...ชิดเนื้อชิดตัวในเวลาค่ำคืน เขาแทบจะได้ยินเสียงตัวเองสบถในหัว
‘แม่งโว้ย...เขาอยากจะบ้าตาย'
ระหว่างทางบนรถ...
มีนรดานั่งข้างเขาอย่างเงียบ ๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ส่วนเขา...มือจับพวงมาลัยแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ใช่เพราะขับไม่คล่อง แต่เพราะเขาไม่กล้ามองคนข้างๆ นั่นต่างหากล่ะ เพราะกลัวว่าจะสบตาเธอ กลัวเธอจะรู้ว่า...เขาอยากมองเธอขนาดไหน และอีกอย่าง เขากลัวตัวเองจะเผยพิรุธออกมา
‘แม่งเอ๊ย!! Shit!!~~’
และที่เขากลัวไปกว่านั้นก็คือ... กลัวว่าเธอ...จะมองกลับมาด้วยสายตาแบบเดียวกัน
....
คอนโดใจกลางเมืองสูงระฟ้าที่จอดอยู่หน้ารถตอนนี้ ทำให้มีนรดาเผลอเม้มปากแน่นอย่างไม่รู้ตัว แม้เธอจะรู้มาก่อนว่าธามนาธรมีฐานะ แต่...เธอไม่เคย “เห็น” ความจริงแบบชัดเจนขนาดนี้มาก่อนไง
รถยนต์คันหรูเคลื่อนผ่านด่านรปภ.ไปโดยไม่ต้องหยุดป้ายทะเบียนเพียงแวบเดียวก็ทำให้เจ้าหน้าที่โค้งหัวให้อย่างรู้หน้าที่
“เข้าลิฟต์ลง VIP นะครับคุณทามม์” เสียงคนดูแลโซนจอดรถเอ่ยขึ้น
ลิฟต์... VIP มีนรดาหันมองเขาเล็กน้อยอย่างไม่อยากแสดงออก แต่ในใจเธอตื่นตะลึงมาก รถไม่ได้ขับเข้าชั้นจอดปกติที่คนทั่วไปใช้ แต่กลับลัดเลาะเข้าสู่โซนเงียบสนิทที่มีเพียงรถไม่กี่คันจอดเรียงระยะห่างอย่างเป็นระเบียบ
ทุกอย่างดูนิ่ง ...
เรียบ ...
และแพงมากจนเธอไม่รู้จะวางตัวอย่างไร เมื่อรถหยุด เขาก็เดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งเธอ
“ไปกัน เดี๋ยวขึ้นลิฟต์จากโซนนี้เลย”
มีนรดาพยักหน้าเบา ๆ พลางก้าวลง ขาทั้งสองข้างเหยียบลงบนพื้นที่เงาวับของชั้นจอดวีไอพี หัวใจเธอก็เต้นถี่กว่าเดิม
และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก...
“คีย์การ์ดสแกนเพื่อเข้าชั้นส่วนตัวเท่านั้น”
เสียงระบบอัตโนมัติเอ่ยต้องรับ ก่อนเขาจะสอดการ์ดเข้าไปอย่างไม่ลังเล และลิฟต์ก็พาเธอขึ้นไปยังชั้นบนสุดของอาคาร ชั้นเพนต์เฮาส์
เขากดรหัสประตู ...
สักพักประตูห้องก็ถูกเปิดออก และสิ่งที่เธอเห็นก็ต้องทำให้หยุดหายใจไปชั่ววินาที
ห้องสไตล์โมเดิร์นเรียบหรูโทนดำ-ทอง ที่มีแสงไฟดาวน์ไลท์สีฟ้า ผนังกระจกใสสูงจรดเพดานที่มองทะลุราวกับไม่มีสิ่งขวางกั้น เผยให้เห็นทิวทัศน์กรุงเทพยามค่ำคืนระยิบระยับราวเมืองในความฝัน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจัดวางด้วยความเรียบง่าย แต่แฝงกลิ่นอายของดีไซน์ที่ราคาน่าจะแพงหูฉี่ ไฟแอมเบียนซ์สีอบอุ่นสาดไปทั่วห้อง ทำให้บรรยากาศอบอุ่นอย่างประหลาด
เธอยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น
“เข้ามาสิ” ชายหนุ่มพยักหน้าเชิญชวนเล็กน้อย มือเขาวางกุญแจลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนข้างประตู แล้วถอดนาฬิกาข้อมือวางลงตามมาติดๆ ทุกอย่างมันดูดี ดูเป็นระเบียบไปซะหมด และเพื่อไม่ให้เกิดความเงียบจนเกินไป มีนรดาจึงหาเรื่องคุย
“ปกตินายไม่ได้อยู่ที่บ้านหรอ?”
ชายหนุ่มเงียบไปชั่วขณะ
‘แล้วปกติไอ้ทามม์มันบอกเธอว่าพักที่ไหนวะ’
“เอ่อก็ไปๆ มาๆ ระหว่างที่นี่กับที่บ้านนะ แต่ที่นี่เราก็ไม่ได้มาบ่อยเท่าไหร่” เขาว่าเรียบ ๆ
มีนรดายืนกะพริบตาปริบๆ เธอแทบไม่กล้าหายใจเลยด้วยซ้ำ กลัวเอาไอคาร์บอนไดออกไซด์ไปติดข้าวของราคาแพงๆ ของเขา คิดแล้วก็นึกขำตัวเอง เธอยังไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าจะนั่งตรงไหนดี หรือควรยืนต่อดีนะ เพราะทุกอย่างมันดูหรูเกินไปสำหรับเธอกันนะ ‘ทำตัวไม่ถูกเลย’
“อยากดื่มน้ำมั้ย เดี๋ยวหยิบให้”
เขาถามพลางเดินไปยังมุมบาร์เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยขวดคริสตัลวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ราวกับภาพถ่ายจากแมกาซีน มือเขาหยิบแก้วขึ้นมา ก่อนจะหันกลับมามองเธออีกรอบ
“เอาน้ำอะไรดี?”
และคำถามนั้นเองก็ทำให้สายตาทั้งสองคู่สบกันโดยไม่ได้นัดหมาย... สายตาที่เคยมีแต่ความคุ้นชินระหว่างบัดดี้ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความอึดอัดแบบแปลกๆ อึดอัดเพราะใกล้กันเกินไป...และเงียบกันเกินจะทน
เหมือนเวลาในห้องนิ่งค้างไปนานนับนาที...
“น้ำเปล่าก็ได้” เธอตอบในที่สุด เสียงเบาราวมดกระซิบ
เขาพยักหน้าแล้วหันกลับไปหยิบขวดน้ำจากตู้ แต่ไม่หยุดแค่เทใส่แก้ว เขายังหยิบน้ำส้มอีกแก้ว และแอปเปิลที่ปอกไว้อย่างประณีตวางลงถาด แล้วเดินกลับมาวางทุกอย่างลงตรงหน้าเธอบนเคาน์เตอร์บาร์ตัวสูง
“นั่งสิ”
มีนรดาลังเลนิดหนึ่ง แต่ก็ขยับตัวเดินไปนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างบาร์ รู้สึกเหมือนกำลังเข้าไปในโลกอีกใบของเขาจนน่าหวั่นใจ เขานั่งฝั่งตรงข้าม ห่างกันแค่คืบเดียว แต่ความรู้สึกมันกลับใกล้เกินกว่าจะเป็นระยะปลอดภัยสำหรับหัวใจ
ธีปกรณ์หลุบตามองพื้น สายตาเขานิ่ง แต่นิ้วมือข้างหนึ่งกำลังขยับไปมาใต้เคาน์เตอร์บาร์โดยไม่รู้ตัว “แล้วกูต้องพูดอะไรกับเธอต่ออีกมั้ยวะ” เขาตะโกนในใจอย่างบ้าคลั่ง เพราะตอนนี้เขาไม่เป็นตัวเอง ไม่ใช่ธีปกรณ์ผู้เงียบขรึมกับโค้ดในคอม ไม่ใช่คนที่จะมาสบตาใครได้นานขนาดนี้ ...
เธอหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนหันมามองเขาอีกครั้ง
“เราจะเริ่มซ้อมเลยมั้ย?”
เสียงของเธอฟังดูปกติ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่รอการยืนยัน เพราะเธอรู้...ว่าเขาไม่ใช่ทามม์ที่เธอคุ้นเคย เพราะหลังๆ เขาดูแปลกไปซะทุกอย่าง เขาไม่รู้ว่าเธอไม่กินแตงกวา ไม่รู้ว่าเธอชอบหรือไม่ชอบอะไร นี่ถ้าบอกว่าเป็นคนละคนเธอยังเชื่อ แต่แล้วความคิดนั้นก็สะดุดไปเมื่อคนตัวสูงถามขึ้น
“กินข้าวกันก่อนดีมั้ย?” เขาถามกลบเกลื่อน
“นายหิวหรอ?”
“อื้ม..หิวสิ ตั้งแต่เลิกคลาสเธอก็ยังไม่ได้กินอะไรด้วยนิ่”
“งั้น...ก็ดีนะ เราก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน”
