ตอนที่ ๔ เจอกันอีกแล้ว
รถหรูคันยาวค่อยๆ ชะลอและจอดนิ่งลงหน้าบ้านไม้หลังใหญ่เสียงเครื่องยนต์ดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบของชนบทและลมร้อนยามบ่าย
เจณิสตาผลักประตูรถลงมาค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดออกสายตากวาดมองไปรอบๆ เธอก้าวลงจากรถส้นสูงสีดำเงาเหยียบลงบนพื้นดินแดงทันที
“กรี๊ด ดูรองเท้าเจนสิคะเลอะหมดแล้ว!” เธอสะดุ้งพร้อมโวยวาย คราบดินแดงติดขึ้นมาตรงปลายส้นอย่างเด่นชัด รองเท้าแบรนด์เนมที่เพิ่งซื้อมาไม่กี่สัปดาห์ดูหมดราคาลงในพริบตา
“โอ๋เอ๋นะลูก เดี๋ยวป้าให้คนเอาไปเช็ดให้” รสินีรีบเข้ามาประคองแขนหลานสาวพูดไปตามน้ำ แม้จะรู้ดีว่าเรื่องแค่นี้ก็ทำให้เด็กเมืองกรุงหัวเสียได้ทั้งวัน
“คุณสิใช่ไหมคะสวัสดีค่ะ” เธอทำตามที่พ่อแม่บอกทุกอย่างว่าเจอใครให้ยกมือไหว้ก่อน
เจณิสตาทำหน้าบึ้งกวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้งมีแต่ลานดินต้นไม้ใหญ่ และกลิ่นแดดที่ไม่คุ้นเคยทำให้เธอเริ่มหัวเสีย
“ร้อนจะตายอยู่แล้ว” เธอบ่นพึมพำ
“เข้าไปรอในบ้านใหญ่ก่อนนะลูก เดี๋ยวป้าให้แม่บ้านจัดห้องให้” รสินีพูดอย่างใจเย็น
“เอ๊ะ คุณแม่บอกว่าคุณป้ามีลูกสาวไปไหนเหรอคะ”
“หนูรันไปเรียนที่ต่างจังหวัดจ๊ะ ช่วงนี้ยุ่งๆ เลยไม่ได้กลับบ้าน”
หญิงสาวหน้าบึ้งตึงทันทีคิดว่าจะมีเพื่อนเล่น แต่ต้องผิดหวังอีกรอบ เธอถอนหายใจแรงก่อนจะเดินงอแงเข้าบ้านไปอย่างไม่เต็มใจ ส้นสูงกระทบดินแดงเป็นรอยยาวตลอดทาง
เจณิสตาถอดรองเท้าส้นสูงสะบัดออกจากเท้าอย่างไม่ใส่ใจ รองเท้าทั้งคู่กระเด็นไปคนละทิศคนละทางบนพื้นหน้าบ้านตามนิสัยที่ไม่เคยต้องเกรงใจใคร
เธอเดินเข้ามาด้านใน ก่อนจะกระชากเสื้อคลุมออกจากตัวโยนทิ้งลงบนโซฟาอย่างหงุดหงิด แล้วทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาว เปิดแอร์เย็นเฉียบจนผิวกายค่อยๆ ผ่อนคลาย
แสนทิวาเดินเข้าบ้านมาอย่างเคยชิน แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู สายตาก็สะดุดกับรองเท้าส้นสูงที่ถูกถอดทิ้งเกะกะอยู่เต็มพื้น
“ของใครวะ” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางกวาดตามองรอบบ้าน
เดินเข้ามาเรื่อยๆ จนเห็นร่างหนึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ผมยาวสลวยคลี่กระจายใบหน้าหันข้างอย่างไม่ระแวดระวัง
แสนทิวาชะงักฝีเท้า เขาเดินเข้าไปใกล้อีกนิดยืนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แค่เห็นหน้าเขาก็จำได้ทันที
“แม่ง ลูกสาวลุงอธิปเป็นยัยนี่เหรอ”
แสนทิวาค่อยๆ ถอยหลังตั้งใจจะออกไปเงียบๆ เหมือนไม่เคยเข้ามา แต่แล้วพื้นบ้านที่เพิ่งถูหมาดๆ กลับทำพิษใส่เขาอย่างจัง
“เชี่ย!”
ตุบ
ร่างสูงเสียหลักล้มลงอย่างแรงหน้าไถลไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเจณิสตาแบบจ่อสุดชีวิต ในวินาทีนั้นเองดวงตาของหญิงสาวก็เปิดขึ้นพร้อมกัน
“กรี๊ดดดด!!!” เธอสะดุ้งสุดตัว ก่อนเสียงกรีดร้องจะดังลั่นบ้าน
“ไอ้โรคจิต! แกมาทำอะไรฉัน!” หญิงสาวตะโกนสุดเสียง ทั้งกลัวทั้งโกรธ
“ไม่ใช่แบบนั้น” เขารีบดึงสติกลับมาทันที ก่อนจะลุกขึ้น ยังไม่ทันที่แสนทิวาจะอ้าปากอธิบายมือเล็กๆ ก็คว้าแจกันใบใหญ่บนโต๊ะข้างโซฟาขึ้นมา
เพล้ง!!
“โอ๊ยยยย”
แจกันฟาดลงที่ศีรษะเขาอย่างแรงเสียงกระแทกดังสนั่น เขาเซถลาล้มลงนั่งกับพื้นมึนงงไปชั่วขณะ เลือดซึมออกมาตรงขมับ
“เฮ้ย! ใจเย็น!”
“ไม่ต้องพูด!” เธอจะยกฟาดซ้ำอีกรอบแต่คุณลุงกับคุณป้าวิ่งเข้ามาห้ามเสียก่อน
“หนูเจนลูกชายของป้าเองจ้ะ” รสินีรีบเข้ามาห้าม พลางดึงแขนหลานสาวไว้ไม่ให้พุ่งเข้าไปซ้ำ
“เอ็งเข้ามาทำอะไรวะ” สันต์พจน์หันไปถามลูกชายสีหน้าไม่พอใจเท่าไร
“พ่อช่วยผมก่อนเลือดจะหมดตัวอยู่แล้วเนี่ย” เขานั่งกุมขมับเลือดซึมเปื้อนมือ ก่อนจะปรายตามองเจณิสตาแบบคาดโทษชัดเจน
“แล้วเอ็งเข้ามาทำไมว่ะ” สันต์พจน์ซักต่อ
“ก็ผมเข้าออกบ้านเป็นประจำ ใครจะไปรู้ว่าวันนี้มีแขกมา” เขายักไหล่
“ไอ้โรคจิตมันจะจุ๊บปากเจนค่ะคุณป้า!” หญิงสาวรีบฟ้องเสียงดังหน้าแดงทั้งโกรธทั้งอาย
“แสน! ทำแบบนั้นเหรอลูก” รสินีหันไปถามลูกชายอย่างตกใจ แสนทิวาชะงักไปนิดก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างหมั่นไส้เต็มขั้น
“ไหนๆ ก็จะแต่งงานเป็นผัวเมียกันอยู่แล้วซ้อมไว้จะได้ชิน” เขาพูดหน้าตายซึ่งมันได้ผล
“กรี๊ดดดดด! ใครจะแต่งงานกับแก”
เสียงกรีดร้องดังลั่นบ้านทั้งสันต์พจน์รสินี และแสนทิวารีบเอามือปิดหูแทบไม่ทัน
“พอๆๆ! มานี่ลูก ไปพักที่ห้องก่อนเดี๋ยวป้าจัดการเอง” รสินีรีบลากแขนเจณิสตา
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” เธอชี้หน้าเขาหันมามองแสนทิวาด้วยสายตาเคียดแค้นสุดชีวิต
แสนทิวาเดินออกมาจากอนามัยประจำหมู่บ้าน มือยกขึ้นจับแผลที่ศีรษะเบาๆ พลางขมวดคิ้ว ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนั้นจะมือหนักได้ขนาดนี้
บนรถจักรยานยนต์คันเก่าไอ้ต้นนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นสภาพเจ้านายก็รีบลุกขึ้นทันที
“ลูกพี่ไปทำอะไรมาทำไมหัวแตก” น้ำเสียงตกใจแบบจริงจัง
“กูล้ม” เขาตอบสั้นๆ สีหน้าไม่อยากอธิบาย
“ล้ม? ไม่ได้เมานี่หว่าทำไมซุ่มซ่ามจัง” ต้นเลิกคิ้วปกติใบหน้าหล่อๆ นี่แทบไม่มีแผลบนหน้า
“มึงอย่าพูดมากได้มั้ย กูยิ่งปวดหัวอยู่” เขาถอนหายใจแรง เหมือนแค่ได้ยินเสียงก็ยิ่งปวดหัวขึ้นมาอีก
“หรือเลือดคั่งในสมองวะลูกพี่ แบบนี้ต้องไปโรงพยาบาลแล้วนะ” ต้นทำหน้าลนลานกวาดตามองแผลที่ยังมีผ้าก๊อซพันอยู่
“ไม่เป็นอะไรหรอกน่า แค่แตกนิดเดียว” เขาโบกมือปัด ไม่รู้ต้องอยู่ร่วมชายคากันอีกนานแค่ไหน แค่วันแรกก็เล่นทำเอาเขาเลือดตกยางออก
“นิดเดียวที่ไหนเลือดออกขนาดนี้”
“มึงเป็นเมียกูหรือไงเป็นห่วงจัง พากูกลับบ้าน” เขาพูดเสียงเรียบก่อนจะขึ้นคร่อมรถ ต้นรีบสตาร์ตรถทันที แต่ก็ยังอดหันมาถามไม่ได้
รถจักรยานยนต์แล่นออกไปตามถนนดินแดง ฝุ่นลอยคลุ้งขึ้นตามหลัง
พอมาถึงหน้าบ้านแสนทิวารีบกระโดดลงจากรถจักรยานยนต์ มือยังยกขึ้นแตะแผลที่ศีรษะเบาๆ อย่างรำคาญตัวเอง ก่อนเดินเข้าบ้าน เขาหันกลับมากำชับลูกน้องเสียงจริงจัง
“วันหลังไม่ต้องมาหากูที่บ้านแล้ว”
“อ้าว ทำไมล่ะลูกพี่ปกติก็มานอนด้วยทุกวัน” ต้นชะงัก
“ห้ามก็คือห้าม” เขาพูดเสียงเข้ม ไม่เปิดช่องให้เถียง
“ทำตัวมีพิรุธนะเนี่ย หรือว่าจะเอาเมีย” ต้นหรี่ตามองเจ้านายตั้งแต่หัวจรดเท้า
“มึงอย่าพูดไปเรื่อย” เขาตอบทันควัน
“ลูกพี่ใจร้ายว่ะ ตอนเมาก็มีไอ้ต้นนี่แหละแบกมาส่ง มีอะไรไอ้ต้นก็ทำให้ทุกอย่างมาวันนี้กลับเปลี่ยนไปเฉย” ต้นทำหน้าหงอยทันทีทำเสียงน้อยใจเกินเหตุ
“เป็นเมียกูหรือไง น้อยใจอย่างกับผู้หญิง”
“เป็นก็ได้นะ ถ้าลูกพี่ชอบผู้ชาย” ต้นยิ้มกว้างทันที
“ไอ้ต้น!” เขาตะคอก ก่อนจะวิ่งไล่แตะอีกฝ่ายอย่างหัวเสีย
ต้นหัวเราะลั่นรีบสตาร์ตรถจักรยานยนต์แล้วบิดหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
“มีเมียขอเบียร์สัก 10 ลังนะลูกพี่”
“แม่ง กูซวยตั้งแต่เกิดไม่พอยังต้องมาเจอลูกคุณหนูผู้ดีตีนแดงอีกเหรอวะ”
แสนทิวาบ่นพึมพำกับตัวเอง พลางถอนหายใจยาวเหมือนจะระบายทุกอย่างออกไปพร้อมกันมือยกขึ้นแตะแผลที่ศีรษะเบาๆ ความปวดตื้อเตือนให้จำเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ถ้าไม่ใช่เพราะความสงสารเขาคงไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเด็ดขาด ตอนที่เจอกันครั้งแรก ดวงชะตาของหญิงสาวก็น่าสงสารอยู่แล้ว ไม่คิดว่าเขาจะต้องมาพัวพันกับชะตาของเธอโดยตรง
