บท
ตั้งค่า

ตอนที่ ๓ แสนทิวา

แสนทิวา หรือที่คนในหมู่บ้านเรียกสั้นๆ ว่าแสน ลูกชายคนโตของสันต์พจน์ ทายาทสายตรงของตระกูลซึ่งสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้

ญาณสัมผัสเป็นสิ่งที่ติดตัวพวกเขามาตั้งแต่เกิด บางคนได้ยินเสียง บางคนเห็นเงา และบางคนล่วงรู้อนาคต แสนทิวาไม่รู้ว่าเขาอยู่ในพวกไหน รู้เพียงอย่างเดียวคือ ตั้งแต่จำความได้เขาใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไปไม่ได้

ร่างสูงนอนเอกเขนกอยู่บนเปลผ้าใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ใบไม้ไหวเอื่อยตามแรงลมบ่าย แผ่นอกเปลือยเปล่าขยับขึ้นลงช้าๆ เผยให้เห็นรอยสัก ลายเสือคู่พาดผ่านตั้งแต่ไหล่ลงมาถึงแผงอก ดวงตาหลับพริ้ม แต่คิ้วเข้มกลับขมวดแน่นราวกับกำลังเผชิญบางอย่างในความฝัน

ใบหน้าหล่อคม ดิบแบบลูกผู้ชายบ้านป่าเป็นใบหน้าที่ทำให้สาวๆ ในอำเภอแวะเวียนมาดูงานบุญไม่เคยขาด แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยสนใจ

“พี่แสน! พี่แสนโว้ย!”

เสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้นจนเปลไหว แสนทิวาลืมตาขึ้นทันที สายตาคมกริบวาบขึ้นเหมือนเสือที่ตื่นจากการหลับ

“อะไรของมึงไอ้ต้น”

“พ่อครูให้มาตามจ้ะ!” เด็กหนุ่มร่างผอมลูกน้องคนสนิทของบ้านสันต์พจน์ ยืนหอบเหงื่อท่วมตัว

“เรื่องอะไรวะ” เขาขยับตัวนั่งเท้าแตะพื้นดินเย็นเฉียบ

“ไม่รู้เลยจ้ะ บอกแค่ว่าเรื่องสำคัญมากให้พี่ไปเดี๋ยวนี้” ไอ้ต้นส่ายหัวแรง

“งานไหนมันก็สำคัญหมดแหละบ้านนี้” เขาถอนหายใจยาว มือยกขึ้นลูบท้ายทอย

“คงเรื่องสำคัญจริงๆ เห็นทำหน้าเครียดกันหมดเลย”

“คงไม่ใช่หาเมียให้กูหรอกนะ”

เขาลุกขึ้นยืนคว้าเสื้อยืดสีเข้มมาสวม ก่อนจะเหลือบมองต้นมะม่วงอีกครั้งลมพัดแรงขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“กูว่ากูหนีไม่พ้นแล้วว่ะ” เขาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง

แสนทิวาเดินเข้ามาในตัวบ้านไม้ยกพื้นอย่างเงียบเชียบ เขานั่งลงตรงเสื่อผืนเดิม ท่าทางสงบนิ่งรู้หน้าที่ราวกับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าการถูกเรียกครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก

สันต์พจน์มองลูกชายคนโตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่น แม้จะหนักใจแต่ก็อยากช่วยเหลือเพื่อนตัวเอง

“พ่อมีเรื่องจะขอร้อง”

“เข้าเรื่องเลย” เขาเอื้อมหยิบมะม่วงสุกจากถาดมากัดอย่างเอร็ดอร่อย เคี้ยวช้าๆ สายตานิ่ง รอว่าพ่อจะพูดเรื่องอะไร

“คือพ่อจะให้เอ็งแต่งงาน” สันต์พจน์สูดลมหายใจลึก

“ว่าแล้ว… ห๊ะ? พ่อพูดเล่นหรือเปล่า” ชายหนุ่มหยุดเคี้ยวทันที เขาเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจจริงจัง

“ลูกฟังแม่ก่อนนะ คนที่จะแต่งงานด้วยคือลูกสาวของลุงอธิปลูกคงจำไม่ได้แล้ว” รสินีที่นั่งอยู่ข้างสามีรีบพูดแทรกน้ำเสียงอ่อนลง

“แล้วน้องนุ้งอะไรนั่น หาผัวเองไม่ได้เหรอครับ”

“ที่ต้องแต่งเพราะน้องเขากำลังจะ...”

“อ๋อ ก่อนจะกลับไปบ้านเก่า” เสียงแสนทิวาดังขึ้นก่อนจะได้ยินคำนั้น ทำให้พ่อกับแม่ของเขาหน้าถอดสี

“เอ็งอย่าพูดไปเรื่อย” สันต์พจน์หันมองลูกชายทันที

“อย่าพูดอย่างนั้นสิลูก น้องเขาน่าสงสารนะ” รสินีรีบเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

“น่าสงสารอะไร” เขาวางมะม่วงลงช้าๆ ดวงตาคมกริบมองมารดานิ่ง เขาเอนหลังเล็กน้อยเสียงต่ำลงแต่หนักแน่น

“ไปเอาลูกเขามาถึงเวลาก็ต้องคืนกลับไปก็ถูกแล้ว”

ฝั่งของเจณิสตาบ้านทั้งหลังแทบไม่เหลือความสงบ หญิงสาวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนโซฟาหรู ร่างบางขดตัว กอดหมอนแน่นราวกับเป็นที่พึ่งเดียว เสียงสะอื้นดังสลับกับการโวยวายจนคนทั้งบ้านต้องเดินกันวุ่น

“ไม่เอา! เจนไม่แต่ง! เจนไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ!”

น้ำตาไหลไม่หยุดไหลจมูกแดงดวงตาบวมช้ำ ข้างๆ มีอธิปนั่งอยู่ไม่ห่าง พร้อมเหล่าบอดี้การ์ดที่ยืนเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูก

“ใจเย็นๆ ก่อนนะลูก” อธิปเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวอย่างอ่อนแรง

“จะให้ใจเย็นยังไง! อยู่ดีๆ จะให้หนูแต่งงาน หนูไม่ได้ขอเกิดมาเพื่อโดนจับไปขายแบบนี้นะ” เธอเงยหน้าขึ้นตะโกนเสียงแตกพร่า

“มันไม่ใช่แบบนั้นนะลูก” ทำให้อธิปสะอึกเจ็บปวดที่ลูกสาวเข้าใจแบบนั้น

“หนูไม่อยากแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ คุณพ่อไม่รู้เหรอว่าละครที่เจนดูมันเป็นยังไง ผู้หญิงแบบเจนต้องถูกจับแต่งกับผู้ชายบ้านนอกหน้าตาไม่ดี เหม็นกลิ่นสาบควาย”

เธอหยุดคำพูดกลางคันไม่ใช่เพราะคิดได้ แต่เพราะเสียงสะอื้นมันกลืนคำพูดไปหมด

ในหัวของเจณิสตาภาพที่ถูกปั้นขึ้นมาจากประสบการณ์ในละครและความกลัวของตัวเอง มันชัดเจนเหลือเกิน

“เจนลูกลองไปที่นั่นสักครั้งมันไม่เป็นแบบที่ลูกคิดเลย”

“คุณพ่อไม่รักหนูแล้วเหรอคะทำไมถึงไล่หนูไปจากบ้านหลังนี้ หรือว่าหนูใช้เงินเยอะคุณพ่อเลี้ยงไม่ไหว หนูเรียนจบออกไปหางานทำก็ได้นะคะ”

“ไม่ใช่แบบนั้นพ่อรักหนูที่สุดเลย พอทุกอย่างเรียบร้อยพ่อจะไปรับหนูนะ”

“หนูไม่ได้อยากได้ชีวิตแบบนี้” เมื่อพ่อไม่อ่อนข้อให้ เธอยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม อธิปมองลูกสาวด้วยหัวใจที่แตกเป็นเสี่ยงๆ

เจณิสตานอนเหม่อมองเพดานอยู่บนเตียงนุ่มในห้องนอนของตัวเองห้องที่เคยเป็นโลกทั้งใบ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยกล่องกระดาษที่ถูกปิดเทปเรียบร้อย วางเรียงอยู่ข้างผนังราวกับประกาศว่า เธอกำลังจะถูกพาออกไปจากชีวิตเดิม

อนาคตของเธอว่างเปล่ามองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากคำว่าแต่งงานกับคนแปลกหน้า เสียงประตูเปิดเบาๆ จารวีเดินเข้ามา นั่งลงข้างเตียงอย่างระมัดระวัง

“แม่เก็บเสื้อผ้าที่จำเป็นไว้ให้หนูแล้วนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนทุกครั้งที่คุยกับลูกสาว

“...” แต่เธอกลับเงียบ

“รองเท้าส้นสูงไม่ต้องเอาไปหรอกเนอะ อยู่ต่างจังหวัดใส่ไม่สะดวก”

“หนูจะเอาบัตรเครดิตไปให้หมดเลย” หญิงสาวหัวเราะหยันทั้งที่น้ำตาคลอ

“เอาไปก็ไม่ได้ใช้หรอกลูกขาดเหลืออะไรก็บอกแม่นะ” จารวีถอนหายใจเบาๆ

ประโยคนั้นเหมือนตอกย้ำ ว่าเธอกำลังจะไปอยู่ในที่ที่เงินไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง ยิ่งทำให้เธอใจเสียมากกว่าเดิม

“ใจร้าย ทำไมทุกคนถึงไล่หนูไปแบบนี้” เสียงเธอสั่นเครือ น้ำตาเอ่อขึ้นอีกครั้งก่อนจะไหลลงมาไม่หยุด

“สักวันหนูจะเข้าใจ” จารวีเอื้อมมือไปลูบผมลูกสาว

“หรือมันเกี่ยวกับที่หนูฝันร้ายบ่อยๆ ใช่ไหม” เจณิสตาหันหน้ามามองทันทีดวงตาแดงก่ำ

“มะ ไม่ใช่แบบนั้น” หัวใจของจารวีสะดุดหลบสายตา ไม่กล้าพูดความจริง

“หนูงอนคุณแม่ ถ้าไอ้หมอนั่นมันทำอะไรหนู หนูจะหักคอมัน” เจณิสตาพูดเสียงอู้อี้ คำขู่ที่ปนทั้งความกลัวและความดื้อดึง

“พี่เขาชื่อแสน”

“ชื่อบ้านนอกเหมือนหน้าตานั่นแหละ” พูดจบเธอก็พลิกตัวหันหลังให้แม่ทันที ราวกับปิดโลกทั้งใบไว้ข้างหลัง

จารวีนั่งนิ่งมองแผ่นหลังเล็กๆ ของลูกสาว ก่อนน้ำตาของคนเป็นแม่จะไหลลงมาเงียบๆ ที่ต้องห่างกับลูกสาวนานหลายเดือน

“พี่แสนเขาหล่อมากเลยนะ นิสัยดีด้วยถ้าลูกได้เจอต้องชอบพี่เขาแน่ๆ”

“บ้านนอกแบบนั้นหนูไม่ชอบหรอกค่ะ หนูชอบแบบโอปป้าเกาหลีๆ หน้าตี๋ๆ ขาวๆ ไม่ใช่ตัวดำๆ เลี้ยงแต่ควาย”

เจณิสตาหัวเราะเย้ยหยัน ดวงตาเต็มไปด้วยความดูแคลน ในความคิดของเธอ คนบ้านนอกไม่มีทางเอาหน้าตามาสู้คนเมืองกรุงได้ ยิ่งเป็นผู้ชายที่ถูกจับมาแต่งงานด้วยยิ่งไม่น่าเหลียวแล

“ไปอยู่บ้านคนอื่นอย่าพูดแบบนี้นะ” จารวีเตือนเสียงเบา แต่แฝงความหนักแน่นไม่รู้เลยว่าเจณิสตาจะไปแผลงฤทธิ์อะไรบ้าง ได้แต่ภาวนาให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

“หนูจะพูดให้เขาไล่หนูกลับกรุงเทพเลย”

“เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านเราแล้วนะ”

“หนูงอนคุณพ่อคุณแม่”

“แม่รู้” คนเป็นแม่ได้เอ่ยขอโทษลูกสาวเบาๆ

“ฮึกๆ ใจร้าย”

น้ำเสียงดื้อรั้นราวกับเป็นทางออกเดียวที่เธอคิดได้ แค่คิดว่าเช้าวันพรุ่งนี้ต้องออกเดินทาง หัวใจก็เหมือนถูกบีบน้ำตาเอ่อขึ้นมาจนแทบกลั้นไม่อยู่ ชีวิตที่เคยสวยหรูกำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel