ตอนที่ ๒ ถึงเวลาเขามาเอาคืน
บรรยากาศในห้องรับแขกเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงนาฬิกาเรือนเก่าเดินเป็นจังหวะเชื่องช้า ราวกับนับถอยหลังบางอย่างที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
อธิปนั่งหลังตรงสีหน้าเคร่งเครียด มือประสานกันแน่นบนตัก ข้างกายคือจารวีที่พยายามกลั้นสะอื้น น้ำตาเอ่อจนต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตรงข้ามพวกเขาสันต์พจน์นั่งนิ่ง ดวงตาเหม่อมองไปยังขันน้ำมนต์ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำราวกับพูดกับโชคชะตามากกว่าคนฟัง
“ถึงเวลาเขาก็จะมาเอาคืนนั่นแหละ”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักทุบลงกลางอก อธิปหลับตาแน่น ถอนหายใจยาวอย่างคนที่รู้ดีว่าหนีไม่พ้น
“ไม่มีทางอื่นเลยเหรอ”
“กูไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเวรกรรมของคนอื่นตั้งแต่แรกแล้ว”
“เพราะคุณคนเดียวเลย!” จารวีระเบิดอารมณ์ออกมาเสียงสั่นเครือ มือกำผ้าแน่นเธอเช็ดน้ำตาอย่างหมดแรง ใบหน้าที่เคยสง่างามเหลือเพียงความหวาดกลัวของคนเป็นแม่
“กูไม่คิดเลยว่าสิ่งที่พูดเล่นๆ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน จะย้อนกลับมาทำร้ายกูในวันนี้” อธิปก้มหน้าลง เสียงเขาแผ่วลงอย่างคนสำนึก
“มึงช่วยลูกสาวกูด้วยนะไอ้พจน์ กูมีลูกคนเดียว”
สันต์พจน์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดฝ่าขันน้ำมนต์อย่างช้าๆ เสียงดังขึ้นชัดเจนราวกับเป็นคำตัดสิน
“อีกไม่กี่เดือนหนูเจนก็จะอายุยี่สิบสองแล้ว มึงส่งลูกสาวมาอยู่บ้านกูแล้วกัน อย่างน้อยที่นั่นอาจจะยังมีความเมตตาอยู่บ้าง” เขาพูดเรียบแต่แววตากลับหนักอึ้ง
คำว่าความเมตตาทำให้จารวีหน้าซีดลงทันที ส่วนอธิปนิ่งงันหัวใจหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
“คุณผู้ชายคะ ตำรวจติดต่อมาค่ะ” สาวใช้รีบวิ่งเข้ามารายงาน
“เรื่องอะไร”
“คุณหนูเจนค่ะ”
“เดี๋ยวอธิปกูจะบอกว่ามีวิธีแก้”
“เอาไว้วันหลังนะเพื่อนกูต้องไปหาลูกสาวก่อน เดี๋ยวกูโทรหา” ทันทีที่อธิปรู้เรื่องทั้งหมด เขาแทบไม่รอให้ใครพูดซ้ำ รีบคว้ากุญแจรถแล้วมุ่งหน้ามารับลูกสาวด้วยตัวเอง
ประตูรถปิดลงอย่างแผ่วเบาเจณิสตานั่งอยู่เบาะหลัง ตัวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าซีดเผือดดวงตายังแดงช้ำจากการร้องไห้ เธอกอดกระเป๋าไว้แน่นเหมือนมันเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเธอไว้กับความจริง
“เจนไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่ออยู่ตรงนี้” เสียงของเขานุ่มกว่าทุกครั้งที่เคยพูดกับใคร
“คุณพ่อมันน่ากลัวมากเลยค่ะ” เสียงเธอแผ่วราวกับกลัวจะดังเกินไป
“พ่อขอโทษนะที่มาช้า” อธิปกำพวงมาลัยแน่น ก่อนจะผ่อนแรงลง
“ทำไมช่วงนี้เจนเจอแต่อะไรแปลกๆ”
“จากนี้ไปพ่อจะไม่ให้เจนอยู่คนเดียวอีกแล้ว ต่อให้ต้องเอางานทั้งโลกมาแลกพ่อก็ยอม”
รถแล่นผ่านแสงไฟข้างทางที่ทอดยาวเป็นเส้น เจณิสตาเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามควบคุมลมหายใจ
ภายในสำนักดูดวงขนาดใหญ่เงียบผิดปกติ กลิ่นธูปหอมอวลตลบจนเจณิสตารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก อธิปยื่นวันเดือนปีเกิดของลูกสาวให้แม่หมอด้วยท่าทีสุภาพ แต่เพียงแค่สายตาของหญิงสูงวัยกวาดผ่านกระดาษแผ่นนั้น สีหน้าของก็เปลี่ยนไปทันที
“กลับไปซะ” แม่หมอส่ายหน้าช้าๆ หนักแน่น
“ทำไมเหรอคะ ดวงเจนเป็นยังไงบ้าง” หญิงสาวขมวดคิ้ว
แม่หมอไม่ตอบเพียงเงยหน้าขึ้นมองอธิป ส่ายหน้าอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยบางอย่างที่คล้ายความกลัวมากกว่าความลังเล
“บอกให้กลับไป”
“ดูไม่แม่นใช่ไหมคะ เปิดสำนักใหญ่โตขนาดนี้ หลอกลวงกันชัดๆ!” เสียงของเธอดังสะท้อนในห้องโถง
“พอแล้วลูกเรากลับกันเถอะ” อธิปรีบเอ่ยขึ้นทันที
“ก็แม่หมอไม่เห็นบอกอะไรเลยนี่คะ จะให้เชื่อได้ยังไง” เธอหันไปมองพ่ออย่างไม่พอใจ
“ทำบุญเยอะๆ จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมาน” ในจังหวะนั้นเอง แม่หมอก็พูดขึ้นอีกครั้งพูดจบก็หันหลังให้ทันที เดินกลับเข้าไปด้านในของสำนัก
หญิงสาวยืนนิ่งความโมโหค้างอยู่กลางอกไม่เข้าใจว่าทำไมแม่หมอต้องทำตัวแบบนั้น แต่ลึกลงไปกลับมีความรู้สึกประหลาดไหลวูบผ่านสันหลัง
“ไปเถอะเจน” อธิปจับแขนลูกสาวเบาๆ
ขณะเดินออกจากสำนัก เสียงกระดิ่งหน้าประตูดัง กริ๊ง หญิงสาวหันกลับไปมองอีกครั้ง ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่เธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคน กำลังมองตามเธออยู่จากในเงามืด
หน้าจอโทรศัพท์ในมืออธิปสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดของห้องทำงาน ข้อความเด้งขึ้นมาเพียงประโยคเดียว แต่กลับทำให้มือของเขาเย็นเฉียบ
‘มันมีวิธีแก้ไม่รู้ว่ามึงจะพอใจไหม แต่เป็นหนทางเดียวแล้ว ไม่ลองก็ไม่รู้วิธีแก้เดียวคือ ทำพิธีต่อชะตากับผู้ชายที่เกิดวันจันทร์คืนแรกของวันเพ็ญปีไก่ และต้องมีปานใหญ่บนหลัง’
อธิปอ่านช้าๆ ทีละบรรทัดหัวใจเต้นหนักขึ้นทุกคำ แล้วเขาจะไปหาคนที่เกิดวันนั้นจากที่ไหน งานนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ยังไม่ทันตั้งสติข้อความถัดมาก็เด้งขึ้นมา
‘ซึ่งคนที่กูบอกคือลูกชายกูเอง มึงตัดสินใจยังไงก็รีบบอก’
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“น้ำค่ะคุณ” จารวีวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะไม้ช้าๆ เสียงกระทบเบา แต่กลับดังชัดในความเงียบที่กดทับหัวใจทั้งคู่
“ไอ้พจน์บอกเหลือทางเดียวแล้ว” อธิปยกมือขึ้นกุมขมับ ถอนหายใจยาวราวกับแบกรับโลกทั้งใบ
“จะทางไหนก็ตาม ถ้ามันช่วยลูกสาวเราได้ฉันยอมหมด” จารวีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือสามีแน่นน้ำเสียงของเธอสั่น แต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวอย่างคนเป็นแม่
“คุณยอมรับได้ใช่ไหม ถ้าลูกสาวเราต้องแต่งงานกับลูกชายไอ้พจน์”
“ลูกชายคุณพจน์ แสนทิวา ใช่ไหมคะ”
“อืม ผมจำหน้าตาเด็กหนุ่มนั่นแทบไม่ได้แล้ว” อธิปพยักหน้าเคยเจอแสนทิวาเมื่อครั้งอีกฝ่ายยังเด็กมาก ตอนนี้น่าจะโตมากแล้ว
“อย่างน้อยเราก็คนกันเอง”
“แต่ที่ผมกลัวที่สุดคือเราจะพูดกับลูกยังไงดี” เขานิ่งไปก่อนถอนหายใจอีกครั้ง
ภาพของลูกสาวสุดที่รักผุดขึ้นมาในหัว เด็กสาวที่เติบโตในเมืองกรุง รายล้อมด้วยความสะดวกสบาย ไม่เคยลำบาก ไม่เคยถูกบังคับ
“ถ้าลูกไม่ยอม เราก็ต้องบังคับ” เธอหลบตาพูดเสียงแผ่ว
“คุณ” อธิปหันมามองทันที
“สักวันลูกจะเข้าใจเอง”
สองสามีภรรยาจับมือกันแน่น ตอนนี้คงต้องรีบพูดคุยกับลูกสาวอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
“อะไรนะคะคุณพ่อคุณแม่จะให้หนูแต่งงาน ไม่มีทางหนูเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดเองนะ! แถมต้องแต่งกับไอ้บ้านนอกที่ไหนไม่รู้”
เสียงของเจณิสตาดังลั่นขึ้นทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ เธอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ความโกรธพลุ่งพล่านจนควบคุมไม่ได้ พ่อแม่ที่รักเธอดั่งดวงใจวันนี้กลับจะยกเธอให้คนอื่น
“ถ้าเพื่อนรู้เข้าเจนอายตายเลย แล้วยังต้องย้ายไปอยู่บ้านนอกอีกไม่มีทาง!”
“ต้องแต่งนี่คือคำสั่งของพ่อ!” เขาเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงแข็งกร้าว
“คุณพ่อใจร้ายที่สุด!” เธอชะงักไปวินาทีหนึ่ง ก่อนน้ำตาจะคลอเบ้าขึ้นทันที
“ลูกฟังแม่ก่อนนะ ไม่รักไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวค่อยเลิกกันทีหลังตอนนี้มันจำเป็นจริงๆ” จารวีรีบลุกขึ้นพยายามประคองสถานการณ์
“แล้วถ้าเขาข่มขืนหนูขึ้นมาจะทำยังไง! บ้านนอกตัวดำแบบนั้นเจนรับไม่ได้ ฮือๆ” เธอร้องไห้ออกมาเสียงแตกพร่า
“พูดอะไรของลูก!” อธิปหน้าเคร่งขึ้นทันที
เจณิสตาหันหลังวิ่งออกจากห้องทำงานทันที ประตูถูกเปิดกระแทกดัง ความเงียบเข้าปกคลุมเหลือเพียงเสียงสะอื้นที่ค่อยๆ ไกลออกไป
“เราทำถูกแล้วใช่ไหมคุณ”
“ไม่รู้ แต่ถ้าไม่ทำลูกเราอาจไม่มีโอกาสได้โกรธเราแบบนี้อีก” อธิปหลับตาลงแน่นกำหมัดจนสั่น
“เราจะเอายังไงต่อดีคะ”
“ถึงเวลาก็ส่งลูกไป เราไม่มีทางเลือกแล้วฝ่ายนั้นตกลงข้อเสนอของเราแล้ว”
“ขอเจ้ากรรมนายเวรเมตตาลูกสาวเราด้วยนะ”
จารวียกมือไหว้เหนือศีรษะ ความเงียบเข้าครอบงำมีเพียงเสียงนาฬิกาเดินช้าๆ เหมือนนับถอยหลังสู่วันที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
