บท
ตั้งค่า

บทที่ 4

เพียงไม่กี่วันหลังแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่แห่งสกุลเซี่ย ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นภายในจวนอย่างเงียบเชียบ ราวกับสายลมอ่อนที่ค่อย ๆ พัดผ่านโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกต ไม่มีการออกคำสั่งเสียงดัง ไม่มีการแสดงอำนาจให้ผู้คนหวาดหวั่น และไม่มีการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อยืนยันฐานะของตน สิ่งที่ซูชิงเหยามีให้ทุกคนกลับเป็นเพียงรอยยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงสุภาพ และการลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเอง ความอ่อนโยนที่ดูเรียบง่ายนั้นกลับค่อย ๆ ซึมลึกเข้าไปในหัวใจของผู้คนภายในจวน จนแม้แต่บ่าวไพร่ที่รับใช้สกุลเซี่ยมานานหลายสิบปี ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าสตรีผู้ดูบอบบางและพูดจานุ่มนวลเช่นนี้ เหตุใดจึงทำให้บรรยากาศของเรือนใหญ่เปลี่ยนไปได้มากถึงเพียงนี้

ทุกเช้าตรู่ ขณะที่หมอกสีขาวบางยังลอยอ้อยอิ่งเหนือสระบัวกลางจวน หยาดน้ำค้างเกาะพราวอยู่บนใบไม้ และกลิ่นดินชื้นหลังฝนเมื่อคืนยังคงอบอวลไปทั่วบริเวณ ซูชิงเหยาก็ออกจากเรือนหอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง นางไม่เคยนอนตื่นสาย ไม่เคยนั่งรอให้บ่าวไพร่มาปรนนิบัติ และไม่เคยใช้ฐานะฮูหยินใหญ่เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงงานของเรือน หากกลับเดินตรงไปยังห้องครัวเป็นสถานที่แรกของทุกวัน

ภายในห้องครัวเต็มไปด้วยไอร้อนจากหม้ออาหารที่กำลังเดือด กลิ่นข้าวต้มหอมกรุ่นลอยปะปนกับกลิ่นขิง ต้นหอม และสมุนไพรจีน เสียงมีดสับผักดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่าวครัวต่างขยับมือกันอย่างเร่งรีบเพื่อเตรียมอาหารสำหรับคนทั้งจวน

ทันทีที่เห็นหญิงสาวก้าวเข้ามา ทุกคนก็รีบวางของในมือแล้วก้มศีรษะทำความเคารพพร้อมกัน

“ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ”

ซูชิงเหยาคลี่ยิ้มบาง ๆ พร้อมยกมือเป็นเชิงให้ทุกคนทำงานต่อ

“ทำงานกันต่อเถิด ไม่ต้องเกรงใจข้า”

น้ำเสียงอ่อนโยนของนางทำให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที หญิงสาวเดินเข้าไปยังหม้อซุปที่กำลังเดือดปุด ๆ ก่อนหยิบช้อนขึ้นตักชิมเพียงเล็กน้อย นางหลับตารับรสอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองแม่ครัววัยกลางคนด้วยรอยยิ้มสุภาพ

“ท่านพ่อช่วงนี้ไออยู่บ่อย ลดพริกไทยลงอีกนิด แล้วเพิ่มพุทราจีนอีกสองลูกจะดีกว่า”

แม่ครัวชะงักมือทันที ดวงตาฉายแววประหลาดใจ เพราะแม้แต่นายท่านเองก็ไม่เคยเอ่ยปากบ่นว่าอาหารมีรสจัดหรือไม่ แต่ฮูหยินใหญ่กลับสังเกตเห็นเพียงจากอาการไอที่เกิดขึ้นไม่กี่วัน

“เจ้าค่ะ”

นางรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนรีบทำตามที่ได้รับคำแนะนำทันที ซูชิงเหยาเดินต่อไปยังสำรับอาหารของฮูหยินใหญ่ ค่อย ๆ พลิกดูรายการอาหารทีละอย่าง ก่อนหันไปกำชับแม่ครัวอีกคนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม

“ของทอดลดลงหน่อย เพิ่มผักสดอีกหนึ่งอย่าง แล้วหลังอาหารอย่าลืมเตรียมชาสมุนไพรอุ่น ๆ ไว้ทุกวันนะ”

“เจ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่”

ทุกคำสั่งของนางล้วนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หากกลับเต็มไปด้วยความใส่ใจจนคนในครัวต่างรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าเจ้านายผู้สูงศักดิ์จะจดจำได้ว่าใครควรกินอะไร หรือใครมีอาการเจ็บป่วยเช่นไร เมื่อจัดการเรื่องในห้องครัวเรียบร้อยแล้ว ซูชิงเหยาจึงเดินออกมาตามทางเดินหินที่ทอดยาวไปยังเรือนคนรับใช้ ระหว่างทาง นางเหลือบเห็นบ่าวหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งกุมข้อเท้าอยู่ใต้ชายคา สีหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดเต็มหน้าผาก แม้พยายามกัดฟันฝืน แต่ความเจ็บปวดก็ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน หญิงสาวหยุดเดินทันที

“เกิดอะไรขึ้นหรือ”

บ่าวหนุ่มสะดุ้ง รีบพยายามลุกขึ้นทำความเคารพทั้งที่ข้อเท้ายังบวมแดงจนแทบลงน้ำหนักไม่ได้

“ข้าน้อย...ไม่เป็นไรขอรับ”

ซูชิงเหยาก้มลงมองข้อเท้าของเขาเพียงครู่เดียว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“เดินยังแทบไม่ไหว จะฝืนไปทำไม”

บ่าวหนุ่มก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด

“ข้าน้อยกลัวงานไม่เสร็จ...”

หญิงสาวมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบอ่อน

“งานสำคัญก็จริง...แต่คนสำคัญก็สำคัญเช่นกัน”

ประโยคสั้น ๆ ทำให้บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ละแวกนั้นต่างเงียบกริบซูชิงเหยาหันไปหาพ่อบ้านที่กำลังเดินตามมา

“ให้คนพาเขาไปหาหมอ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดลงบัญชีเรือนใหญ่”

พ่อบ้านรีบก้มศีรษะรับคำทันที

“ขอรับ ฮูหยินใหญ่”

บ่าวหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ตลอดหลายปีที่ทำงานอยู่ในจวน เขาเป็นเพียงบ่าวชั้นผู้น้อยที่ไม่เคยมีผู้ใดแม้แต่จะเอ่ยถามว่าเจ็บป่วยหรือไม่ แต่สตรีผู้เพิ่งก้าวเข้ามาเป็นนายหญิงของจวนได้เพียงไม่กี่วัน กลับหยุดฝีเท้าเพื่อไต่ถามอาการของเขา และยังออกค่าใช้จ่ายในการรักษาให้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ความอบอุ่นเล็ก ๆ ที่หญิงสาวมอบให้ในเช้าวันนั้น แม้จะเป็นเพียงการกระทำธรรมดาในสายตาของนางเอง แต่กลับทำให้ผู้คนภายในจวนเริ่มเข้าใจตรงกันว่า...ฮูหยินใหญ่คนใหม่ของสกุลเซี่ย ไม่ได้มีเพียงความงดงามภายนอก หากยังมีหัวใจที่อ่อนโยนจนยากจะหาผู้ใดเปรียบ

บ่ายวันเดียวกัน หลังจัดการงานภายในเรือนใหญ่เรียบร้อย ซูชิงเหยาจึงเดินตรวจสวนตามปกติ แสงแดดยามบ่ายส่องลอดพุ่มไม้ใหญ่ลงมากระทบพื้นหินเป็นลวดลายงดงาม ดอกไม้หลากสีผลิบานรับลมอ่อน กลิ่นหอมจาง ๆ ของมวลดอกไม้อบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงนกร้องประสานกับเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ทำให้สวนทั้งแห่งเต็มไปด้วยความสงบ

ระหว่างที่นางเดินไปตามทางหินเล็ก ๆ สายตาก็เหลือบเห็นสาวใช้สองคนกำลังช่วยกันยกถังน้ำใบใหญ่สำหรับรดต้นไม้ ทั้งสองออกแรงจนแขนสั่น ใบหน้าแดงก่ำจากความเหน็ดเหนื่อย หยาดเหงื่อเม็ดเล็กไหลอาบข้างแก้ม แต่ก็ยังฝืนกัดฟันเดินต่อเพราะเกรงว่างานจะไม่เสร็จทันเวลา

ซูชิงเหยาไม่ได้เอ่ยถามให้เสียเวลา นางก้าวเข้าไปช่วยประคองถังน้ำอีกด้านทันที การกระทำที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาตินั้นทำให้สาวใช้ทั้งสองตกใจจนรีบปล่อยมือ ก่อนทรุดตัวลงคุกเข่าแทบไม่ทัน

“ฮูหยินใหญ่! ปล่อยให้บ่าวทำเถิดเจ้าค่ะ”

หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ พลางช่วยยกถังน้ำลงอย่างระมัดระวัง

“รีบลุกขึ้นเถอะ ถังน้ำเหล่านี้หนักจริง ๆ”

เมื่อเห็นทั้งสองยังคงก้มหน้าไม่กล้าขยับ นางจึงยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ครั้งหน้าหากหนักเกินไป ก็เรียกผู้ชายมาช่วย อย่าฝืนจนบาดเจ็บเอาได้”

เป็นเพียงประโยคธรรมดา ไม่มีถ้อยคำสวยหรู และไม่มีน้ำเสียงของผู้เป็นนาย แต่กลับทำให้สาวใช้ทั้งสองรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ดวงตา ตั้งแต่เข้ามารับใช้ในจวนแห่งนี้ พวกนางไม่เคยมีนายคนใดเอ่ยถามว่าเหนื่อยหรือไม่ ซูชิงเหยาเป็นคนแรก วันเวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างเงียบสงบ เพียงครึ่งเดือนหลังฮูหยินใหญ่คนใหม่ก้าวเข้ามาอยู่ในจวน ผู้คนทั้งเรือนต่างก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด บ่าวไพร่ขยันขันแข็งกว่าเดิม เพราะไม่อยากทำให้ฮูหยินใหญ่ต้องผิดหวัง คนครัวตั้งใจปรุงอาหารทุกมื้อด้วยความพิถีพิถันมากขึ้น เพราะอยากเห็นรอยยิ้มเวลานางเอ่ยชมว่าอาหารถูกปาก คนสวนหมั่นดูแลต้นไม้ทุกต้นอย่างละเอียดจนสวนทั้งจวนกลับมาสดชื่นงดงามกว่าเดิม แม้แต่เรือนเก่าที่เคยชำรุดทรุดโทรม ก็ทยอยได้รับการซ่อมแซมทีละจุดอย่างเป็นระเบียบ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซูชิงเหยาไม่เคยใช้อารมณ์ ไม่เคยขึ้นเสียง และไม่เคยบังคับให้ผู้ใดทำงานหนักกว่าเดิม นางเพียงเดินเข้าไปถามด้วยรอยยิ้มทุกครั้งที่เห็นใครกำลังทำงาน

“ต้องใช้อะไรเพิ่มหรือไม่”

“ขาดคนหรือเปล่า”

“เหนื่อยไหม”

ถ้อยคำเรียบง่ายเพียงไม่กี่ประโยค กลับสร้างกำลังใจให้ผู้คนในจวนมากกว่าคำสั่งนับร้อย ทุกคนต่างเต็มใจทำงานถวายหัว โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดคอยเฝ้าหรือคอยบังคับ วันหนึ่ง ขณะที่ซูชิงเหยากำลังนั่งจิบชาอยู่ภายในศาลากลางสวน สายลมอ่อนพัดผ่านผิวน้ำในสระบัวจนเกิดระลอกคลื่นเล็ก ๆ พ่อบ้านอาวุโสเดินเข้ามาหยุดเบื้องหน้า ก่อนค้อมกายลงอย่างนอบน้อม

“ฮูหยินใหญ่ขอรับ เดือนนี้ค่าใช้จ่ายในครัวลดลงกว่าสองส่วน แต่คุณภาพอาหารกลับดีกว่าเดิมเสียอีก”

หญิงสาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนวางลงบนโต๊ะหินอย่างนุ่มนวล

“ลดของฟุ่มเฟือยลงก็พอบางอย่างก็ไม่จำเป็น ส่วนเงินที่เหลือเอาไปซื้อยาบำรุงให้คนงานเถิด”

พ่อบ้านถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาค่อย ๆ เงยหน้ามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ปิดบังความประหลาดใจ ตลอดเวลากว่าสามสิบปีที่รับใช้สกุลเซี่ย เขาผ่านนายหญิงมาหลายคน พบเห็นทั้งผู้ที่เข้มงวดและผู้ที่รักความหรูหรา แต่ไม่เคยมีผู้ใดคิดถึงความเป็นอยู่ของบ่าวไพร่ก่อนความสะดวกสบายของตนเองเช่นนี้ ชายชราค้อมศีรษะลงต่ำกว่าเดิมด้วยความเคารพจากหัวใจ

“ขอรับ ฮูหยินใหญ่”

ค่ำวันนั้น หลังเสร็จงานประจำวัน บ่าวไพร่หลายคนพากันนั่งล้อมวงกินข้าวอยู่หลังเรือนครัว เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย

“ฮูหยินใหญ่ใจดีจริง ๆ”

สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางยิ้ม

“เมื่อเช้าข้าไอ นางยังให้คนเอายามาให้เลย”

อีกคนรีบเสริมทันที

“ข้าทำจานแตก นึกว่าจะโดนเฆี่ยน สุดท้ายฮูหยินกลับถามว่าโดนบาดมือหรือไม่”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นรอบวง ก่อนบ่าววัยกลางคนคนหนึ่งจะถอนหายใจพลางเอ่ยด้วยความเสียดาย

“หากคุณชายใหญ่ได้อยู่กับฮูหยินบ่อย ๆ ก็คงโชคดีไม่น้อย”

ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง วงสนทนาที่เคยครึกครื้นก็พลันเงียบลง ทุกคนต่างหันมองหน้ากัน ก่อนก้มลงกินข้าวต่ออย่างไม่ได้นัดหมาย เพราะต่างรู้ดีว่า...คุณชายใหญ่แทบไม่เคยกลับเรือนหอเลย ทุกเช้าเขาออกจากจวนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ทุกค่ำกลับดึกดื่น หรือไม่ก็นอนค้างอยู่ในห้องหนังสือ แทบไม่มีผู้ใดได้เห็นเขาใช้เวลาอยู่กับฮูหยินใหญ่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนซูชิงเหยา...นางไม่เคยเอ่ยบ่น ไม่เคยถามหา ไม่เคยส่งคนออกไปตาม และไม่เคยแสดงความน้อยใจให้ผู้ใดเห็น นางเพียงใช้ชีวิตของตนเอง ทำหน้าที่ของภรรยาและฮูหยินใหญ่ให้ดีที่สุดในทุก ๆ วัน ราวกับเชื่อว่า...หากวันหนึ่งโชคชะตาจะนำพาคนสองคนให้เดินเข้าหากัน ก็คงไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตามอีกฝ่ายจนเหนื่อยล้า ขณะเดียวกัน เซี่ยอวี่เฉินยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิม ออกจากจวนตั้งแต่เช้ามืด กลับเข้าจวนเกือบทุกคืนหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เขาสังเกตเพียงว่าช่วงหลังบิดาของตนยิ้มบ่อยขึ้น มารดามีสีหน้าสดใสกว่าเดิม อาหารทุกมื้อภายในจวนอร่อยขึ้น บ่าวไพร่ทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น และทุกอย่างดูราบรื่นกว่าที่เคยเป็น แต่เขาไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่าจะเอ่ยถามว่าเหตุใดจวนสกุลเซี่ยจึงเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ เพราะในความคิดของเขา...จวนเซี่ยก็ยังเป็นจวนเซี่ยเหมือนเดิม โดยไม่เคยรู้เลยว่า...ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนั้นล้วนเกิดจากสตรีผู้หนึ่ง สตรีที่เขาไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง ผู้หญิงที่มีฐานะเป็นภรรยาของเขา และกำลังค่อย ๆ ก้าวเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของคนทั้งจวนทีละน้อย เหลือเพียงหัวใจของบุรุษผู้เป็นสามี...ที่ยังคงปิดตาย และไม่ยอมเปิดรับนางเพียงคนเดียว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel