บทที่ 3
รุ่งเช้าหลังคืนแต่งงาน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนค่อย ๆ สาดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาภายในเรือนหออย่างแผ่วเบา ลำแสงอุ่นทอดตัวลงบนพื้นไม้ขัดมันและผ้าแพรสีแดงที่ยังคงประดับอยู่รอบห้อง กลิ่นกำยานที่จุดไว้ตลอดคืนจางหายไปเกือบหมด เหลือเพียงกลิ่นไม้หอมอ่อน ๆ ที่ซึมลึกอยู่ในเครื่องเรือน ผสานกับกลิ่นดอกไม้สดซึ่งเริ่มโรยราไปตามกาลเวลา เสียงนกบนต้นหลิวด้านนอกดังขับขานรับเช้าวันใหม่อย่างรื่นรมย์ ลมเย็นพัดให้ม่านบางพลิ้วไหวช้า ๆ ทุกสิ่งดูสงบ งดงาม และเต็มไปด้วยความอบอุ่นของเช้าวันแรกหลังพิธีวิวาห์
หากแต่บรรยากาศภายในเรือนหอกลับเงียบเหงาเสียจนราวกับไม่เคยมีเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าพักอยู่เลย
ซูชิงเหยาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า หลังจากเผลอหลับไปทั้งที่ยังนั่งพิงหัวเตียงอยู่เช่นเดิม ความเมื่อยล้าทำให้ร่างกายแข็งเกร็งเล็กน้อย นางยกมือขึ้นนวดต้นคอเบา ๆ ก่อนเงยหน้ามองไปยังเตียงอีกฝั่งด้วยความเคยชิน
เตียงกว้างที่เมื่อคืนยังมีร่างสูงของสามีนอนหลับสนิทอยู่ บัดนี้เหลือเพียงผ้าห่มที่ถูกพับไว้อย่างลวก ๆ บนฟูกนุ่ม ร่องรอยเพียงเท่านั้นบอกให้นางรู้ว่าเขาเคยอยู่ที่นี่จริง ๆ เจ้าของร่างจากไปตั้งแต่ยามใด นางไม่ทันแม้แต่จะรู้สึกตัว
หญิงสาวทอดสายตามองความว่างเปล่าตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ถอนหายใจเบา ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก หากแววตาคู่งามกลับซ่อนความเงียบเหงาไว้ลึกจนยากจะมองเห็น
นางลุกขึ้นจากเตียง จัดอาภรณ์และเรือนผมให้เรียบร้อย ก่อนกวาดสายตามองไปรอบเรือนหอที่ถูกตกแต่งไว้อย่างวิจิตร ทุกอย่างยังคงเหมือนเมื่อคืน ไม่ว่าจะเป็นเทียนมงคลที่หลอมละลายจนเหลือเพียงครึ่งเล่ม ผลไม้มงคลบนเตียง หรือผ้าแพรสีแดงที่ยังพลิ้วไหวอยู่เหนือศีรษะ
ห้องแห่งนี้ควรเต็มไปด้วยความทรงจำของคู่บ่าวสาวแต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับมีเพียงความเงียบ ไร้ซึ่งบทสนทนาสักประโยค ไม่แม้แต่การสบตาและไม่มีแม้แต่การกล่าวทักทายระหว่างสามีภรรยา เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ สองสามครั้ง ก่อนสาวใช้วัยไล่เลี่ยกันจะเปิดประตูเดินเข้ามาอย่างสำรวม ในมือถือกะละมังน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และเครื่องใช้สำหรับชำระกายยามเช้า
“ฮูหยินใหญ่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
ซูชิงเหยาหันไปมอง ก่อนพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน นางไม่ได้เอ่ยถามถึงผู้เป็นสามี หากเพียงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ
สาวใช้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
“คุณชายใหญ่ออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเจ้าค่ะ เห็นว่ามีธุระที่ร้านผ้า”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวแปลกใจแม้แต่น้อยเพราะลึก ๆ แล้ว นางเดาเอาไว้ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาและพบเพียงเตียงที่ว่างเปล่า
“ข้าเข้าใจ”
เพียงสามคำสั้น ๆ ที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ กลับทำให้สาวใช้แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางนึกหวั่นอยู่ก่อนแล้วว่าฮูหยินคนใหม่อาจร้องไห้ เสียใจ หรือเอ่ยตำหนิคุณชายใหญ่ที่ทอดทิ้งเจ้าสาวไว้เพียงลำพังตั้งแต่คืนแรกแต่ซูชิงเหยากลับไม่มีอาการเช่นนั้นเลยนางไม่ได้ร้องไห้น้อยอกน้อยใจอะไรไม่มีเสียงโวยวายเลยสักนิดหรือแม้แต่แสดงความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาราวกับได้เตรียมหัวใจยอมรับเรื่องทั้งหมดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนก้าวผ่านประตูจวนสกุลเซี่ยเสียแล้ว
หลังจากชำระกายและแต่งกายเรียบร้อย หญิงสาวจึงเดินออกจากเรือนหอเพื่อไปคารวะบิดามารดาของสามีตามธรรมเนียมในเช้าวันแรกของการแต่งงาน
ลมยามเช้าพัดเอื่อยๆ พากลิ่นดอกไม้จากสวนด้านนอกลอยมาตามทางเดิน เรือนไม้ทุกหลังภายในจวนถูกดูแลอย่างเป็นระเบียบ บ่าวไพร่ต่างก้มศีรษะคำนับด้วยความเคารพเมื่อเห็นฮูหยินใหญ่คนใหม่เดินผ่านไม่นานนัก นางก็มาถึงห้องโถงใหญ่
กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ฮูหยินใหญ่กำลังบรรจงจัดดอกไม้ลงในแจกันหยกอย่างใจเย็น ส่วนเจ้าสำนักเซี่ยนั่งเปิดสมุดบัญชีเก่าอ่านเงียบ ๆ อยู่ข้างโต๊ะน้ำชา บรรยากาศเรียบง่ายและอบอุ่นจนแตกต่างจากความครึกครื้นของงานเลี้ยงเมื่อคืนโดยสิ้นเชิง เมื่อทั้งสองเห็นสะใภ้คนใหม่เดินเข้ามา ต่างก็วางสิ่งที่อยู่ในมือลงพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“เมื่อคืนพักผ่อนดีหรือไม่”
ฮูหยินใหญ่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางมองใบหน้าของหญิงสาวราวกับพยายามค้นหาความผิดปกติบางอย่างซูชิงเหยาย่อกายคำนับอย่างงดงาม ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“เจ้าค่ะ”
นางตอบเพียงเท่านั้นไม่มีคำตำหนิใดได้เอ่ยออกมาและไม่มีแม้แต่การกล่าวถึงผู้เป็นสามีทั้งที่ความจริง...บุรุษผู้นั้นไม่เคยแม้แต่จะเปิดผ้าคลุมหน้า หรือมองเห็นใบหน้าของนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ผู้เป็นมารดาของเซี่ยอวี่เฉินทอดสายตามองสะใภ้คนใหม่อยู่นาน รอยยิ้มอ่อนโยนยังคงแต้มอยู่บนใบหน้า หากแววตากลับอ่อนลงกว่าเดิม นางผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี พบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วน มากพอจะมองทะลุรอยยิ้มที่แสนสุภาพนั้นได้ แม้ซูชิงเหยาจะตอบทุกคำถามด้วยท่าทีสงบนิ่ง วางตัวงดงามสมเป็นกุลสตรี แต่ดวงตาคู่งามกลับซ่อนความเงียบเหงาไว้ลึกเสียจนคนเป็นแม่อดรู้สึกสงสารไม่ได้
“อวี่เฉินคงยุ่งกับงาน”
ฮูหยินใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คล้ายกำลังหาข้อแก้ตัวแทนบุตรชายของตน
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวตอบรับเพียงสั้น ๆ ไม่มีแววตำหนิ ไม่มีคำตัดพ้อ และไม่มีแม้แต่สีหน้าผิดหวังให้ผู้ใดได้เห็น
“หากมีสิ่งใดไม่สบายใจ บอกแม่ได้เสมอ”
ซูชิงเหยาคลี่ยิ้มอ่อน ก่อนย่อกายคำนับเล็กน้อย
“ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
คำตอบที่สุภาพ อ่อนน้อม และวางตัวได้อย่างเหมาะสม ทำให้เจ้าสำนักเซี่ยกับฮูหยินใหญ่หันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสองต่างเห็นความพึงพอใจในแววตาของอีกฝ่าย แม้จะรู้ดีว่าลูกชายของตนทำตัวไม่น่าชื่นชมนักในคืนเข้าหอ แต่สะใภ้คนนี้กลับไม่เคยคิดหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาสร้างความอึดอัดให้ผู้ใหญ่ ไม่กล่าวโทษ ไม่ฟ้องร้อง และไม่ทำให้เรื่องเล็กบานปลายเป็นปัญหาใหญ่ ความหนักแน่นเช่นนี้ยิ่งทำให้ทั้งสองรู้สึกเอ็นดูนางมากขึ้นกว่าเดิม
หลังจากนั้นไม่นาน ซูชิงเหยาก็ค่อย ๆ เรียนรู้กิจวัตรต่าง ๆ ภายในจวนสกุลเซี่ยด้วยความตั้งใจ ทุกเช้า นางจะเดินตรวจครัวด้วยตนเอง คอยดูว่าวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารสดใหม่เพียงพอหรือไม่ อาหารของผู้สูงวัยควรปรุงให้รสชาติอ่อนลงเพียงใด ส่วนของบ่าวไพร่ควรจัดสรรอย่างไรจึงจะทั่วถึง หากพบว่าผู้ใดล้มป่วย นางก็รีบให้คนไปตามหมอมาตรวจรักษาโดยไม่ลังเล ส่วนผู้ที่ขยันขันแข็งหรือทำงานได้ดีก็มักได้รับคำชื่นชมจากนางอยู่เสมอ แม้จะเป็นเพียงคำพูดสั้น ๆ แต่ก็จริงใจจนผู้ฟังอดยิ้มไม่ได้ ซูชิงเหยาไม่เคยวางอำนาจ ไม่เคยถือตัวว่าเป็นฮูหยินใหญ่ และไม่เคยใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวกับผู้ใด
เพียงไม่กี่วันหลังแต่งเข้าจวน บ่าวไพร่ทั้งเรือนต่างก็รู้สึกตรงกันว่า เรือนใหญ่แห่งนี้ดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด รอยยิ้มของผู้คนมีมากกว่าเดิม และบรรยากาศที่เคยเงียบขรึมก็แฝงความสบายใจขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง เซี่ยอวี่เฉินกำลังนั่งอยู่ภายในห้องบัญชีของร้านผ้าใหญ่ สีหน้าที่เมื่อคืนยังเต็มไปด้วยอาการมึนเมา บัดนี้กลับหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงบุรุษผู้สุขุม เยือกเย็น และเฉียบคมสมกับที่ผู้คนร่ำลือ ดวงตาคมกวาดมองตัวเลขบนสมุดบัญชีอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วพลิกหน้ากระดาษต่อเนื่องโดยแทบไม่ต้องหยุดคิด ราวกับตัวเลขนับร้อยเหล่านั้นถูกจดจำไว้ในหัวทั้งหมดแล้ว
“ร้านสาขาตะวันตก กำไรลดลงสามส่วน”
น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้น ทำเอาผู้จัดการร้านที่ยืนอยู่เบื้องหน้าสะดุ้งสุดตัว
“ค...คุณชายทราบได้อย่างไรขอรับ”
เซี่ยอวี่เฉินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงไล่สายตาอ่านตัวเลขต่อไป ก่อนตอบสั้น ๆ
“ค่าขนส่งเพิ่ม แต่ยอดขายเท่าเดิม เจ้ายังไม่เปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออีกหรือ”
คำถามเพียงประโยคเดียวทำให้ผู้จัดการร้านหน้าซีดเผือดทันที เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เพราะทุกอย่างเป็นความจริงอย่างที่คุณชายใหญ่กล่าวไม่มีผิด
“ข้าน้อย...ข้าน้อยผิดเองขอรับ”
อีกฝ่ายรีบก้มศีรษะรับความผิดด้วยความหวาดหวั่นเซี่ยอวี่เฉินเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะช้า ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยคำสั่งสั้น ๆ
“พรุ่งนี้เปลี่ยนคนดูแลใหม่”
“ขอรับ!”
ทุกคำสั่งของเขาสั้น กระชับ และเด็ดขาด จนไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้งแม้แต่น้อยนี่คือเซี่ยอวี่เฉินตัวจริงไม่ใช่คุณชายเจ้าสำราญที่หัวเราะร่ากับสหายและดื่มสุราอย่างสนุกสนานเมื่อคืน แต่เป็นบุรุษผู้มีสายตาเฉียบคมทางการค้า ผู้ผลักดันให้กิจการของสกุลเซี่ยเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
ตลอดครึ่งวัน เขาตรวจร้านผ้าเสร็จถึงสามแห่ง ก่อนเดินทางต่อไปยังโรงย้อมผ้าอีกสองแห่ง และปิดท้ายด้วยการตรวจสินค้าที่ท่าเรือด้วยตนเอง ทุกที่ที่เขาไป ผู้จัดการร้านต่างตึงเครียดจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เพราะรู้ดีว่าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นเพียงเล็กน้อย ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของคุณชายใหญ่ได้กว่าจะสะสางงานทั้งหมดเสร็จ พระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว
เมื่อเซี่ยอวี่เฉินกลับมาถึงจวน ทั่วบริเวณเรือนใหญ่มีเพียงแสงโคมที่ส่องสลัวอยู่ตามทางเดิน ลมยามค่ำคืนพัดเอื่อยจนชายเสื้อคลุมพลิ้วไหว บ่าวรับใช้รีบวิ่งเข้ามารับเสื้อคลุมจากผู้เป็นนายด้วยความเคารพ
“คุณชายใหญ่รับประทานอาหารหรือยังขอรับ”
พ่อบ้านเอ่ยถามอย่างนอบน้อมเซี่ยอวี่เฉินชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนตอบลวก ๆ โดยแทบไม่ใส่ใจ
“ไม่เป็นไร”
สิ้นคำ เขาก็เดินผ่านเรือนหลักไปยังห้องหนังสือทันที โดยไม่แม้แต่จะคิดแวะเรือนหอ ราวกับลืมไปแล้วว่าภายในจวนแห่งนี้ ยังมีสตรีผู้หนึ่งที่เพิ่งกลายเป็นภรรยาของเขาเมื่อวานกำลังใช้ชีวิตอยู่ ขณะเดียวกัน ซูชิงเหยากำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ใต้แสงตะเกียงภายในเรือนหอ เข็มปักในมือค่อย ๆ เคลื่อนไปตามผืนผ้าอย่างสม่ำเสมอ เสียงจักจั่นดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ลมเย็นยามค่ำคืนพัดชายม่านให้พลิ้วไหวเป็นระยะ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบเสียจนได้ยินเพียงเสียงด้ายเสียดสีกับเนื้อผ้า นางเงยหน้ามองประตูห้องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงเย็บผ้าต่ออย่างเงียบ ๆ
เมื่อเวลาผ่านไปจนดึกดื่น ประตูบานนั้นก็ยังคงปิดสนิท ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงเคาะ และไม่มีผู้ใดผลักมันเข้ามาซูชิงเหยาไม่ได้เฝ้ารอเพราะนางรู้ดีว่า...คนที่ไม่คิดจะมา ต่อให้นั่งรอทั้งคืน เขาก็ไม่มีวันมา
หญิงสาวค่อย ๆ วางเข็มปักลงบนโต๊ะ ดับตะเกียงที่ส่องแสงเพียงดวงเดียวภายในห้อง ก่อนเอนกายนอนลงบนเตียงกว้างเพียงลำพัง ความเงียบของราตรีโอบล้อมร่างบางไว้ พร้อมกับเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ค่อย ๆ กลืนหายไปในความมืด ส่วนอีกฟากหนึ่งของจวน เซี่ยอวี่เฉินยังคงนั่งอยู่ภายในห้องหนังสือ พลิกสมุดบัญชีทีละหน้าใต้แสงตะเกียงจนเกือบถึงยามรุ่งสาง
สำหรับเขา...
เรือนหอเป็นเพียงห้องหนึ่งภายในจวนเท่านั้นส่วนภรรยาที่ผู้ใหญ่เลือกให้...ก็เป็นเพียงหน้าที่ที่เขาคงต้องรับผิดชอบในสักวันหนึ่งเท่านั้น
