บทที่ 5
หากถามผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงว่าบุรุษผู้ใดมีข่าวลือมากที่สุดในแคว้นต้าเซิ่ง คำตอบคงมีเพียงชื่อเดียว...เซี่ยอวี่เฉิน คุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ย ผู้สืบทอดกิจการการค้าที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของแผ่นดิน บุรุษผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาจนสตรีมากมายยอมเสียเวลาเพียงเพื่อหวังได้เห็นรอยยิ้มของเขาสักครั้ง มีฐานะร่ำรวยจนนับเงินแทบไม่หวาดไม่ไหว และมีวาจาเฉียบคมที่ทำให้ผู้คนคล้อยตามได้โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะก้าวไปแห่งหนใด ชื่อของเขาก็มักตกเป็นหัวข้อสนทนาอยู่เสมอ
แต่สิ่งที่ทำให้เซี่ยอวี่เฉินเป็นที่กล่าวขานยิ่งกว่าความสามารถในการค้า หรือทรัพย์สินมหาศาลที่ครอบครอง กลับเป็นนิสัยเจ้าสำราญที่แทบไม่มีผู้ใดเทียบได้ เมื่อใดที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ชีวิตอีกด้านของคุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ยก็เริ่มต้นขึ้น
โรงเตี๊ยมชื่อดังและหอสุราริมแม่น้ำมักคึกคักกว่าปกติทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว แสงโคมหลากสีสะท้อนผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เสียงพิณและขลุ่ยบรรเลงคลอไปกับเสียงหัวเราะของเหล่าพ่อค้า ขุนนาง และคุณชายจากตระกูลใหญ่ กลิ่นสุราชั้นดีอบอวลปะปนกับกลิ่นกำยานและเครื่องหอมจากบรรดาหญิงงามที่คอยให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นจนแทบไม่มีที่ว่างให้ความเงียบเข้ามาแทรก
เซี่ยอวี่เฉินเอนกายพิงพนักเบาะไม้ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ อาภรณ์สีเข้มปักลายไหมทองขับให้บุคลิกของเขาดูสง่างามยิ่งกว่าเดิม ในมือถือติดจอกสุราหยกขาวที่ค่อย ๆ หมุนเล่นอย่างไม่รีบร้อน ก่อนยกขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองการแสดงของนักดนตรีและนางรำตรงหน้าอย่างผ่อนคลาย ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางเป็นระยะตามจังหวะเสียงเพลง ราวกับความวุ่นวายทั้งหมดรอบตัวเป็นเพียงสถานที่สำหรับพักสมองหลังจากทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน
หญิงสาวหลายคนผลัดกันเดินเข้ามารินสุรา ส่งยิ้มหวาน และเอ่ยถ้อยคำเอาใจไม่ขาดสาย บางคนแอบนั่งใกล้ บางคนยื่นผลไม้ให้ด้วยความเขินอาย ขณะที่บางคนพยายามชวนพูดคุยเพื่อเรียกร้องความสนใจจากบุรุษผู้เป็นที่หมายปองของสตรีทั้งเมือง
แต่ตลอดเวลาที่อยู่ในหอสุรา เซี่ยอวี่เฉินกลับตอบแทบทุกคนด้วยเพียงรอยยิ้มบางและถ้อยคำสุภาพ เขาไม่เคยโอบกอดสตรีผู้ใด ไม่เคยฉวยโอกาสแตะต้องร่างกายของหญิงสาว และไม่เคยเอ่ยคำหวานหรือคำมั่นสัญญาที่ตนเองไม่คิดจะทำให้เป็นจริง
“คุณชาย วันนี้ไม่ค้างที่นี่หรือเจ้าคะ”
หญิงสาวในชุดสีชมพูเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเขินอาย ดวงตากลมโตมองเขาอย่างมีความหวัง เซี่ยอวี่เฉินหัวเราะเบา ๆ ก่อนวางจอกสุราลงบนโต๊ะ
“พรุ่งนี้ข้ายังต้องทำมาหากินอยู่น่ะสิ”
หญิงสาวทำแก้มพองเล็กน้อย
“แต่พวกเราคิดถึงท่านนะเจ้าคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลายิ่งชัดขึ้น
“คิดถึงก็เก็บไว้คิดถึงเถิด”
เขายกพัดในมือขึ้นเคาะหน้าผากของหญิงสาวเบา ๆ อย่างหยอกเย้า
“อย่าเสียเวลากับคนอย่างข้าเลย”
หญิงสาวเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”
เซี่ยอวี่เฉินยิ้มเช่นเดิม หากน้ำเสียงกลับจริงจังกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย
“เพราะข้ายังไม่มีความคิดเช่นนั้น…”
ประโยคนั้นถูกเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมาหญิงสาวหลายคนที่นั่งอยู่ใกล้ต่างเงียบลงชั่วครู่ เพราะทุกคนรู้ดีว่า...เซี่ยอวี่เฉินอาจเป็นบุรุษเจ้าสำราญ อาจชอบดื่มสุรา อาจชอบฟังเพลงและใช้เวลาพักผ่อนในหอสุรา แต่เขาไม่เคยหลอกลวงสตรีผู้ใด ไม่เคยใช้คำหวานเพื่อหลอกเอาหัวใจของใคร และไม่เคยให้ความหวังกับคนที่เขาไม่ได้คิดจะรับผิดชอบ หากผู้ใดเลือกจะฝากหัวใจไว้กับเขา นั่นเป็นการตัดสินใจของอีกฝ่ายเอง ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนมอบความหวังให้ ท่ามกลางเสียงพิณและบทเพลง สหายคนหนึ่งเดินถือจอกสุราเข้ามา ก่อนทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ อย่างไม่เกรงใจ
“แต่งเมียแล้ว ยังเที่ยวไม่เลิกอีกหรือ”
เซี่ยอวี่เฉินเหลือบตามองอีกฝ่าย ก่อนหัวเราะในลำคอ
“เหตุใดต้องเลิก”
“ไม่คิดกลับไปเอาใจฮูหยินบ้างหรือ”
คำถามนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนคลี่ยิ้มเช่นเดิม
“นางคงอยู่ได้โดยไม่มีข้า”
สหายเลิกคิ้ว
“แล้วเจ้าล่ะ”
เซี่ยอวี่เฉินยักไหล่เบา ๆ
“ข้าก็อยู่ได้โดยไม่มีนาง”
คำตอบที่เรียบง่ายและไม่ทุกข์ร้อนแม้แต่น้อย ทำให้สหายได้แต่ส่ายหน้าพร้อมหัวเราะอย่างระอา
“สักวันเจ้าจะเสียใจคุณชายใหญ่”
เซี่ยอวี่เฉินยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมด ก่อนลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างไม่รีบร้อน
“วันนั้นคงอีกนาน”
เขาหยิบเสื้อคลุมพาดบ่า ก่อนหันไปหยิบพัดประจำตัว
“พอแล้ว ข้าต้องไปดูร้านผ้า”
สหายถึงกับเบิกตากว้าง
“นี่เพิ่งจะยามสามเองนะ!”
ชายหนุ่มเพียงยิ้มมุมปาก พลางกางพัดออกช้า ๆ อ้างแบบนี้ไปก็แล้วกัน
“กำไรไม่เดินเข้าหาข้าเองหรอกใช่หรือไม่”
สิ้นคำ เซี่ยอวี่เฉินก็หมุนตัวเดินออกจากหอสุราอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาเสียดายของหญิงสาวหลายคู่ที่มองตามแผ่นหลังกว้างจนลับสายตา แม้ชื่อเสียงของเขาจะผูกติดกับคำว่า "คุณชายเจ้าสำราญ" มานานหลายปี แต่คนที่รู้จักเซี่ยอวี่เฉินจริง ๆ ต่างเข้าใจดีว่า...เขาใช้เวลาในหอสุราเพียงไม่กี่ชั่วยาม แต่กลับใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับการสร้างกิจการของสกุลเซี่ยให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพราะสำหรับเขา...สุราเป็นเพียงของผ่อนคลาย ส่วนงานต่างหาก...คือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุด กลิ่นสุราที่ติดอยู่ปลายอาภรณ์ยังไม่ทันจางหาย เซี่ยอวี่เฉินก็ก้าวลงจากรถม้าหน้าร้านผ้าหลวงของสกุลเซี่ยซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างรีบหลีกทางให้คุณชายใหญ่โดยพร้อมเพรียง สีหน้าที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและรอยยิ้มจากวงสุรา บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นสุขุม เยือกเย็น และจริงจังในพริบตา ราวกับเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง ทันทีที่เขาเดินผ่านประตูร้าน ผู้จัดการร้านและพนักงานทุกคนต่างรีบวางงานในมือลง ก่อนค้อมศีรษะทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
“คุณชายใหญ่”
เซี่ยอวี่เฉินเพียงพยักหน้ารับเล็กน้อย ไม่เสียเวลาพูดคุยให้มากความ ก่อนก้าวเดินสำรวจร้านอย่างเงียบ ๆ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบร้านเพียงครั้งเดียวก็เก็บรายละเอียดได้แทบทุกจุด เขาหยุดอยู่หน้าแผงผ้าไหม ยื่นมือเรียวยกผืนแพรสีอ่อนขึ้นลูบเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ปลายนิ้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าเนื้อด้ายหยาบกว่าที่ควรเป็น จากนั้นจึงหันไปมองชั้นวางสินค้าซึ่งเรียงรายอยู่ตลอดแนวร้าน ก่อนแววตาจะนิ่งลงเล็กน้อย ยังไม่ทันมีผู้ใดเอ่ยรายงาน เขาก็เปิดปากขึ้นเสียก่อน
“ผ้าไหมสีครามล็อตนี้ขายช้ากว่าปกติ”
ผู้จัดการร้านที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับหน้าซีด รีบก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็ว
“คุณชายทราบได้อย่างไรขอรับ”
เซี่ยอวี่เฉินวางผืนผ้ากลับลงที่เดิมอย่างแผ่วเบา
“ฝุ่นเกาะมากกว่าผืนอื่น”
เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนชี้ไปยังชั้นวางด้านใน
“ย้ายไปขายเมืองเหนือ คนที่นั่นชอบสีเข้ม”
“ขอรับ”
ผู้จัดการรีบจดคำสั่งทันที เซี่ยอวี่เฉินเดินต่อไปยังห้องบัญชีด้านหลังร้าน เปิดสมุดบัญชีเพียงไม่กี่หน้า คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ใครอนุมัติให้ซื้อฝ้ายจากพ่อค้ารายนี้”
บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบกริบ ผู้จัดการหลายคนหันมองหน้ากันไปมา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยตอบ เซี่ยอวี่เฉินปิดสมุดบัญชีลงเบา ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองทุกคน
“ตอบมา”
น้ำเสียงไม่ได้ดังแม้แต่น้อย แต่กลับกดดันเสียจนผู้จัดการวัยกลางคนคนหนึ่งรีบยกมือขึ้น
“ข้าน้อยเองขอรับ”
“ราคาสูงกว่าตลาดหนึ่งส่วนยังซื้ออีกหรือ”
ผู้จัดการรีบก้มหน้าลง
“เขาบอกว่าคุณภาพ...”
ยังไม่ทันพูดจบ เซี่ยอวี่เฉินก็วางสมุดบัญชีกลับลงบนโต๊ะไม้ด้วยน้ำหนักพอประมาณ เสียงไม่ดังนัก แต่กลับทำให้ทุกคนในห้องสะดุ้งโดยพร้อมกัน
“การค้าใช้ความรู้สึกไม่ได้ คนขายย่อมบอกว่าสินค้าของตัวเองดีที่สุดหากเชื่อทุกคำที่ได้ยิน...กิจการของสกุลเซี่ยคงล่มไปนานแล้ว”
ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าขึ้นมอง เซี่ยอวี่เฉินหยิบพู่กันขึ้น เขียนตัวเลขและข้อความสั้น ๆ ลงบนกระดาษเพียงไม่กี่บรรทัด ก่อนส่งกลับคืนให้ผู้จัดการ
“ไปเจรจาใหม่ ลดราคาลงสองส่วนหากเขาไม่ยอม...เปลี่ยนเจ้าทันที”
“ขอรับ!”
ทุกคนรับคำพร้อมกันโดยไม่มีแม้แต่เสียงคัดค้าน ตลอดทั้งวัน เซี่ยอวี่เฉินเดินทางจากร้านผ้าไปยังโรงทอ จากโรงทอต่อไปโรงย้อม และจากโรงย้อมมุ่งหน้าสู่ท่าเรือสินค้าด้วยตนเอง ไม่ว่าก้าวไปที่ใด ปัญหาซึ่งคนอื่นใช้เวลาขบคิดหลายวัน กลับถูกเขาแก้ไขได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ประโยค เขามองคนออก จดจำตัวเลขได้อย่างแม่นยำ กล้าตัดสินใจในจังหวะที่ผู้อื่นยังลังเล และมักมองเห็นทางออกก่อนที่ปัญหาจะลุกลามใหญ่โต ด้วยเหตุนี้ กิจการของสกุลเซี่ยจึงเติบโตขึ้นทุกปีอย่างมั่นคง แม้ผู้คนภายนอกจะจดจำเขาในฐานะคุณชายเจ้าสำราญผู้ใช้ชีวิตอิสระ แต่ในโลกของการค้า ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนชื่อของเซี่ยอวี่เฉิน เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า...หากเขาเอาจริง ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีวันรอดพ้นสายตาของเขาได้ กระทั่งยามเย็น รถม้าคันหรูก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากท่าเรือ มุ่งหน้ากลับจวนสกุลเซี่ย แสงอาทิตย์ยามอัสดงทอดผ่านม่านรถม้าเป็นสีทองอมส้ม บรรยากาศเงียบสงบผิดกับความวุ่นวายตลอดทั้งวัน คนขับรถม้าเอ่ยถามขึ้นด้วยความเคารพ
“คุณชาย จะกลับเรือนใหญ่เลยหรือขอรับ”
เซี่ยอวี่เฉินหลับตาพิงพนักเบาะ ใช้ปลายนิ้วคลึงขมับเบา ๆ เพื่อคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่เช้าตรู่
“เข้าห้องหนังสือ”
เขาตอบสั้น ๆ โดยไม่ลืมตา คนขับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยถามต่อ
“แล้ว...เรือนฮูหยินใหญ่...”
ครั้งนี้เซี่ยอวี่เฉินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเพียงนิดเดียว ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์
“ไม่ต้อง”
รถม้าค่อย ๆ แล่นต่อไปตามถนนสายหลักของเมืองหลวง ขณะที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ จมหายไปหลังแนวกำแพงเมือง เซี่ยอวี่เฉินไม่เคยรู้เลยว่า...ภายในเรือนใหญ่ของสกุลเซี่ย มีสตรีผู้หนึ่งกำลังจัดสำรับอาหารเย็นให้บิดามารดาของเขาด้วยความใส่ใจ คอยดูแลบ่าวไพร่ทุกคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
