บทที่ 2
แสงโคมสีแดงนับร้อยดวงส่องสว่างไปทั่วจวนสกุลเซี่ยตั้งแต่ยามหัวค่ำ แสงไฟอุ่นละมุนทอดยาวไปตามชายคาและระเบียงทุกหลัง ขับให้เรือนใหญ่ที่สง่างามอยู่แล้วดูโอ่อ่าราวกับพระราชวังในคืนเฉลิมฉลอง เสียงประทัดดังสนั่นเป็นระยะสลับกับเสียงฆ้องกลองและดนตรีมงคลที่บรรเลงไม่ขาดสาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้น แขกเหรื่อจากตระกูลใหญ่ พ่อค้า ขุนนาง และผู้มีชื่อเสียงต่างทยอยเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีจนลานกว้างแน่นขนัด โต๊ะเลี้ยงถูกจัดเรียงยาวสุดสายตา อาหารเลิศรสทยอยยกขึ้นเสิร์ฟไม่หยุด กลิ่นสุราหอมกรุ่นลอยปะปนกับกลิ่นอาหารและเครื่องหอมชั้นดี บ่าวไพร่ทั้งชายหญิงต่างวิ่งวุ่นรับใช้แขกด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เพราะวันนี้คือวันแต่งงานของคุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ย บุรุษที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างยอมรับว่า หากไม่นับเรื่องข่าวคราวความเจ้าชู้ เขาคือชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบที่สุดคนหนึ่งของแคว้นต้าเซิ่ง ทั้งรูปโฉม ความสามารถ ฐานะ และสติปัญญาล้วนหาผู้ใดเทียบได้ยาก กระนั้นเอง หลายคนกลับอดแอบทอดถอนใจแทนเจ้าสาวไม่ได้ เพราะไม่มีผู้ใดเชื่อว่าบุรุษผู้รักอิสระอย่างเซี่ยอวี่เฉินจะยอมฝากหัวใจไว้กับสตรีเพียงผู้เดียวได้ตลอดชีวิต
“คุณชาย! วันนี้ดื่มให้เต็มที่ พรุ่งนี้ค่อยเป็นสามีที่ดี!”
เสียงสหายคนหนึ่งตะโกนลั่นพลางยกจอกสุราขึ้นสูง เรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนรอบวงได้ทันที
เซี่ยอวี่เฉินคลี่ยิ้มมุมปาก ดวงตาคมฉายแววขบขัน รอยยิ้มเจ้าสำราญที่มักปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาทำให้บรรยากาศยิ่งคึกคัก แม้ลึกลงไปในใจเขาจะไม่ได้รู้สึกยินดีกับการแต่งงานครั้งนี้นัก แต่ก็ไม่คิดทำให้บิดามารดาต้องเสียหน้าในวันสำคัญ ชายหนุ่มยกจอกสุราขึ้นชนกับทุกคนอย่างไม่ลังเล ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“คืนนี้ข้ายังเป็นข้า พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
เพียงสิ้นคำ เสียงโห่ร้องก็ดังลั่นไปทั่ววงสุรา
“ได้ยินแล้วหรือยัง!”
“เจ้าพูดเองนะ!”
“คืนนี้อย่าให้รอด!”
สุราถูกเทลงในจอกไม่ขาดสาย คนหนึ่งดื่มหมด อีกคนก็รีบเติมทันที ราวกับทุกคนกำลังร่วมมือกันล้มคุณชายใหญ่ให้ได้ภายในคืนเดียว
“เมียรออยู่ในหอแล้วนะ!”
“ปล่อยนางรอไปก่อน คืนนี้เจ้าต้องรอดจากพวกข้าให้ได้!”
“ดื่ม!”
“ดื่ม!”
เสียงเชียร์ดังแข่งกันอย่างสนุกสนานจนบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลยังอดหัวเราะตามไม่ได้
เซี่ยอวี่เฉินไม่ใช่คนคออ่อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาผ่านงานเลี้ยงและวงสุรามานับครั้งไม่ถ้วน สุราดีเพียงใด เขาล้วนเคยลิ้มลองมาแล้ว แต่คืนนี้กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะทุกคนต่างถือโอกาสในฐานะเจ้าของงาน รุมชนแก้วกับเขาไม่หยุด สหายเก่าผลัดกันเข้ามา พ่อค้าอาวุโสที่ปกติวางตัวสุขุมก็ยังหัวเราะเสียงดังพร้อมยกจอกเข้ามาร่วมวงด้วยตนเอง ไม่มีผู้ใดยอมปล่อยให้จอกในมือของเจ้าบ่าวว่างแม้เพียงชั่วอึดใจ
เวลาผ่านไปไม่นาน ใบหน้าขาวสะอาดของชายหนุ่มก็เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อ ความร้อนจากสุราไหลผ่านลำคอลงสู่ทรวงอกอย่างรวดเร็ว กลิ่นเหล้าหนักหน่วงอบอวลอยู่ทั่วร่าง ลมหายใจเริ่มร้อนผ่าว ภาพตรงหน้าค่อย ๆ พร่ามัวราวกับถูกหมอกบางปกคลุม เสียงหัวเราะของผู้คนที่เคยชัดเจนกลับค่อย ๆ ห่างออกไปราวกับถูกสายลมพัดพาไปไกล
“ไหวหรือไม่ คุณชาย”
“แค่นี้...”
เขายังไม่ทันพูดจบ จอกสุราในมือก็เอียงจนเหล้าหกลงบนโต๊ะไม้คนทั้งวงหัวเราะลั่น
“หมดแล้ว! คุณชายใหญ่หมดแล้ว!”
เซี่ยอวี่เฉินยกมือขึ้นโบกไล่ทุกคนอย่างรำคาญ พลางขมวดคิ้วแน่น
“พวกเจ้าหุบปาก...”
เขาพยายามลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่เพียงก้าวแรก โลกทั้งใบกลับหมุนคว้างจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ร่างสูงเซถอยหลัง มือรีบคว้าขอบโต๊ะไว้ตามสัญชาตญาณ หากสุดท้ายเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ก็หายวับไปในพริบตา เขาทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง หลับตาแน่น สูดลมหายใจยาวคล้ายกำลังต่อสู้กับอาการมึนเมาที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด
“พอเถอะ รีบส่งเจ้าบ่าวเข้าหอ เดี๋ยวฮูหยินใหญ่จะด่าเอา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สหายหลายคนจึงหัวเราะพลางช่วยกันพยุงร่างสูงขึ้นจากเก้าอี้ รถเข็นที่เตรียมไว้แทบไม่ได้ใช้งาน เพราะเซี่ยอวี่เฉินยังพอมีสติเดินเองได้อยู่บ้าง เพียงแต่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความโซเซ ก้าวหนึ่งเอนซ้าย อีกก้าวเอนขวา จนบ่าวรับใช้สองคนต้องรีบเข้ามาประคองไว้ทั้งสองด้าน
เสียงหัวเราะและเสียงแซวของเหล่าสหายยังดังไล่หลังมาตลอดทาง
“คืนนี้อย่าลืมทำหน้าที่เจ้าบ่าวด้วยล่ะ!”
“ถ้ายังไม่หลับเสียก่อนนะ!”
“ฮ่า ๆ ๆ”
เซี่ยอวี่เฉินเพียงโบกมือไล่ลวก ๆ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ปล่อยให้เสียงหัวเราะค่อย ๆ เลือนหายไปตามระยะทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่เรือนหอ
ในเวลาเดียวกัน ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งไว้อย่างวิจิตร ผ้าแพรสีแดงสดถูกประดับอยู่ทั่วทั้งห้อง เทียนมงคลคู่ส่องประกายอบอุ่นอยู่บนเชิงเทียนทอง เปลวไฟอ่อนโยนสะท้อนลวดลายแกะสลักบนผนังและเสาไม้จนเกิดเงาพริ้วไหวงดงาม กลิ่นดอกไม้สดปะปนกับกลิ่นกำยานชั้นดีลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้อง บนเตียงไม้แกะสลักขนาดใหญ่มีผลไม้มงคล ถั่วแดง เมล็ดบัว และเครื่องเสริมสิริมงคลถูกจัดวางไว้อย่างประณีตตามธรรมเนียมของงานวิวาห์ ทุกสิ่งภายในเรือนหอถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับกำลังรอคอยช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่ของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว
หญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงสดนั่งหลังตรงอยู่ริมเตียงไม้แกะสลักอย่างสงบเสงี่ยม ผ้าคลุมหน้าปักดิ้นทองลวดลายมงคลทอดทิ้งตัวปิดบังใบหน้างดงามเอาไว้จนมิดชิด มือนุ่มวางประสานกันบนตักอย่างเรียบร้อย หากปลายนิ้วกลับกำแน่นโดยไม่รู้ตัว แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งดุจสายน้ำ แต่ภายในหัวใจกลับเต็มไปด้วยความประหม่าและความไม่แน่นอนจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อข่มความตื่นเต้น ทว่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหัวเราะหรือเสียงชนจอกสุราดังแว่วมาจากด้านนอก หัวใจก็พลันเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง คืนนี้คือคืนแรกของชีวิตคู่ คืนที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตของนางไปตลอดกาล
เสียงผู้คนภายนอกค่อย ๆ แผ่วเบาลงตามกาลเวลา เหลือเพียงเสียงสายลมยามค่ำคืนที่พัดลอดผ่านบานหน้าต่าง เสียงใบไม้ไหวเสียดสีกันเบา ๆ และเปลวเทียนมงคลที่สั่นไหวเป็นระยะ ทุกสิ่งภายในเรือนหอเงียบสงบเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง
ซูชิงเหยาไม่รู้เลยว่าบุรุษผู้กำลังจะก้าวเข้ามาในชีวิตเป็นคนเช่นไร นางรู้เพียงข่าวลือที่ผู้คนต่างเล่าขานว่าเขาเป็นคุณชายเจ้าสำราญ มีสตรีรายล้อมไม่เคยขาดสาย แต่ข่าวลือเหล่านั้นจะจริงมากน้อยเพียงใด นางไม่อาจรู้ได้ นางไม่รู้ว่าเขาจะเป็นคนใจดีหรือเย็นชา จะรังเกียจนางหรือยอมรับนางในฐานะภรรยา และยิ่งไม่รู้ว่าชีวิตหลังจากคืนนี้จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มหรือน้ำตา สิ่งเดียวที่ทำได้ในเวลานี้คือรอ...รอให้ประตูเรือนหอเปิดออก และรอพบหน้าบุรุษที่กำลังจะกลายเป็นสามีของตนเป็นครั้งแรก
เวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านอย่างเชื่องช้าราวกับหยุดนิ่ง เปลวเทียนแดงค่อย ๆ หลอมละลายหยดลงบนเชิงเทียนทีละน้อย แสงไฟอบอุ่นสั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่านรอยแยกของหน้าต่าง บรรยากาศภายในห้องยิ่งเงียบงันจนทุกวินาทีกลายเป็นความกดดันที่ถ่วงอยู่ในหัวใจของหญิงสาว
กระทั่งเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากหน้าประตู
หัวใจของซูชิงเหยากระตุกวูบ ก่อนจะเต้นแรงขึ้นโดยไม่อาจควบคุมได้
ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างช้า ๆ หากสิ่งที่ลอยเข้ามาก่อนกลับไม่ใช่เสียงกล่าวทักทายของเจ้าบ่าว หากเป็นกลิ่นสุราเข้มข้นที่อบอวลจนแทบกลบกลิ่นกำยานและดอกไม้ภายในห้อง
บ่าวรับใช้สองคนช่วยกันพยุงร่างสูงของเซี่ยอวี่เฉินเดินเข้ามาภายในเรือนหอ ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มขึ้นสีแดงเรื่อจากฤทธิ์สุรา ดวงตาคมที่เคยเฉียบแหลมปรือลงอย่างคนแทบฝืนสติเอาไว้ไม่ไหว เขาเงยหน้ามองภายในห้องเพียงครู่เดียว ก่อนโบกมือไล่คนที่ประคองอยู่ทั้งสองข้างด้วยท่าทางรำคาญ
“ออก...ไปให้หมด”
น้ำเสียงแหบพร่าเพราะฤทธิ์เหล้าดังขึ้นเบา ๆ
บ่าวรับใช้ทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างลำบากใจ ต่างคนต่างลังเลว่าจะทิ้งเจ้าบ่าวไว้ในสภาพเช่นนี้ดีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังพอทรงตัวได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงค้อมศีรษะรับคำ ถอยออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ก่อนค่อย ๆ ปิดประตูเรือนหอไว้ดังเดิม
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับความเงียบที่เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง
ซูชิงเหยายังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง หัวใจของนางเต้นแรงเสียจนแทบได้ยินเสียงของมันเอง
นางได้ยินเสียงฝีเท้าที่โซเซค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าวยิ่งอีกฝ่ายเข้าใกล้มากเท่าใด ความประหม่าในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น นางคิดว่าอีกไม่นาน บุรุษผู้นั้นคงจะหยุดยืนตรงหน้า ก่อนยกผ้าคลุมหน้าของนางขึ้นตามธรรมเนียม และทั้งสองจะได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรกในฐานะสามีภรรยา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับต่างจากที่นางจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
ตุบ…!
เสียงร่างหนักทิ้งตัวลงบนเตียงดังขึ้นจากอีกฝั่งของห้องตามมาด้วยเสียงถอนหายใจยาวของชายหนุ่ม
“หึ...เหนื่อยชะมัด...”
สิ้นประโยคนั้น ความเงียบก็หวนกลับมาอีกครั้ง ไม่นานนัก เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแผ่วเบาอยู่ภายในเรือนหอ
เจ้าบ่าว...หลับไปแล้ว
ซูชิงเหยานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน นางเฝ้ารออย่างอดทน หวังว่าเขาคงเพียงพักสายตาเพราะฤทธิ์สุรา อีกไม่นานก็คงตื่นขึ้นมาทำพิธีให้ครบถ้วน
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เสียงลมหายใจของอีกฝ่ายกลับยิ่งยาวและสม่ำเสมอขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาตื่น ไม่มีแม้แต่ความคิดจะหันมามองนาง ไม่มีแม้แต่ความคิดจะเปิดผ้าคลุมหน้า และไม่มีแม้แต่คำพูดสักคำที่จะเอ่ยกับภรรยาซึ่งกำลังนั่งรออยู่ไม่ไกล
หลังจากนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ หญิงสาวจึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นจับชายผ้าคลุมหน้า ก่อนเปิดมันออกด้วยตัวเองอย่างช้า ๆ แสงจากเทียนมงคลสาดต้องใบหน้าของบุรุษที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง
ใบหน้านั้นหล่อเหลาจนสมคำร่ำลือ คิ้วเข้มได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากคมสวย และเค้าโครงใบหน้าคมชัดจนยากจะละสายตา แม้กำลังหลับใหลอยู่ก็ยังดูสง่างาม หากกลิ่นสุราที่อบอวลอยู่ทั่วร่างกลับทำให้ภาพของบุรุษผู้สมบูรณ์แบบผู้นี้ดูน่าเอ็นดูขึ้นมาอย่างประหลาด แม้แต่ลมหายใจที่แผ่วเบาก็ยังเจือกลิ่นเหล้าจาง ๆ ติดอยู่ไม่หาย
ซูชิงเหยามองใบหน้าของเขาอยู่เนิ่นนาน ดวงตาอ่อนโยนค่อย ๆ อ่อนแสงลง ก่อนริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มแผ่วเบา เป็นรอยยิ้มที่ทั้งเจือความเศร้า ความผิดหวัง และการปลอบโยนหัวใจของตนเองไปพร้อมกัน นางไม่ได้โกรธแต่อย่างใด ไม่ได้ตัดพ้อเขาเลย และไม่ได้คิดตำหนิเขาแม้เพียงนิด เพียงแต่รับรู้ว่าคืนแรกของชีวิตคู่ คงไม่เป็นอย่างที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลต่างเฝ้าหวัง
หญิงสาวลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา หยิบผ้าห่มที่พับไว้อย่างเรียบร้อยมาคลุมร่างของชายหนุ่ม ระมัดระวังทุกการเคลื่อนไหวไม่ให้เจ้าของร่างตื่นจากนิทรา ก่อนจะหันกลับไปนั่งพิงหัวเตียงอีกฝั่ง เงียบงันอยู่กับความคิดของตนเอง
เปลวเทียนมงคลค่อย ๆ มอดดับลงทีละเล่ม พร้อมกับคืนเข้าหอที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ กลับจบลงท่ามกลางความเงียบงันอันยาวนาน ราวกับคนสองคนที่โชคชะตานำมาผูกชีวิตไว้ด้วยกัน...ทั้งที่ในค่ำคืนนี้ พวกเขายังไม่เคยแม้แต่จะสบตาหรือกล่าวคำทักทายต่อกันเลยสักคำ
