บทที่ 1
หากเอ่ยถึงบุรุษที่สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างหมายปองมากที่สุด ชื่อของ เซี่ยอวี่เฉิน ย่อมเป็นชื่อแรกๆ ที่ผู้คนกล่าวถึงเสมอ คุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ย ผู้สืบทอดกิจการค้าผ้าไหมและกองคาราวานการค้าที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ชายหนุ่มผู้มีรูปโฉมหล่อเหลา บุคลิกสง่างาม และไหวพริบเฉียบคมจนพ่อค้ารุ่นใหญ่หลายคนยังยอมรับว่า หากวันหนึ่งสกุลเซี่ยไร้เงาของเขา อาณาจักรการค้าที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้คงไม่อาจรุ่งเรืองได้เช่นทุกวันนี้ แม้อายุยังไม่ถึงสามสิบปี แต่เขากลับเป็นผู้เปิดเส้นทางการค้าใหม่ เชื่อมสัมพันธ์กับต่างแคว้น และขยายชื่อเสียงของสกุลเซี่ยไปไกลเกินกว่าที่คนรุ่นก่อนเคยทำได้ ผู้คนต่างยกย่องในความสามารถ ทว่าทุกครั้งที่บทสนทนาเปลี่ยนจากเรื่องการค้ามาเป็นเรื่องหัวใจ หลายคนกลับได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา เพราะคุณชายใหญ่ผู้นี้มีชื่อเสียงอีกด้านไม่แพ้กัน...เขาไม่เคยคิดหยุดอยู่กับสตรีผู้ใด ข่าวลือเรื่องหญิงงามรายล้อมตัวเขามีให้ได้ยินแทบทุกเดือน วันนี้เป็นบุตรสาวเจ้าของโรงน้ำชา พรุ่งนี้อาจเป็นนักดนตรีในหอสุรา หรือแม้แต่คุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ต่างหวังจะได้ครองใจเขา แต่ไม่ว่าข่าวลือเหล่านั้นจะจริงหรือเท็จ เซี่ยอวี่เฉินก็ไม่เคยคิดออกมาชี้แจง เขาเพียงใช้ชีวิตในแบบของตนเอง
กลางวันทุ่มเททุกลมหายใจให้กับกิจการ กลางคืนใช้ชีวิตอย่างอิสระราวกับกำลังชดเชยบางสิ่งที่หายไปในชีวิต สิ่งที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ก็คือ...ชายหนุ่มผู้ดูเหมือนไม่แยแสสิ่งใดผู้นี้ ไม่ได้หลงใหลในสตรีหรือการเที่ยวเล่นอย่างที่ผู้คนเข้าใจ หากเพียงใช้ทั้งหมดนั้นเป็นกำแพงกั้นผู้คนไม่ให้ก้าวเข้ามาใกล้หัวใจของตนเท่านั้น
“แต่งงานเสียที”
เสียงทุ้มหนักแน่นของเจ้าสำนักเซี่ยทำลายความเงียบภายในห้องหนังสือ กลิ่นหมึกจีนและกระดาษเก่าลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นชาอุ่นที่เพิ่งชงใหม่ ชายวัยกลางคนค่อย ๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินอย่างเชื่องช้า ก่อนเงยหน้ามองบุตรชายที่กำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่ฝั่งตรงข้าม
เซี่ยอวี่เฉินไม่ได้เงยหน้าขึ้นในทันที เขาเพียงพลิกหน้าสมุดบัญชีอีกแผ่น ใช้ปลายนิ้วไล่ตรวจตัวเลขอย่างใจเย็น ราวกับประโยคเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านหน้าต่าง
“ข้าได้ยินแล้ว”
น้ำเสียงเรียบเฉยของเขาไม่ได้แสดงความยินดีหรือความรำคาญแม้แต่น้อย
“ได้ยินแล้วก็รีบแต่งเสียสิ”
“ข้ายังไม่อยากแต่ง”
คำตอบหลุดออกมาทันทีโดยแทบไม่ต้องใช้เวลาคิด เจ้าสำนักเซี่ยถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจมากกว่าความโกรธ
“เจ้าจะรออะไรอีก”
เซี่ยอวี่เฉินปิดสมุดบัญชีลง ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ
“รอวันที่ข้าอยากมีภรรยาจริง ๆ ตอนนี้ข้ามีงานต้องทำอีกมาก การแต่งงานมีแต่จะเพิ่มภาระ”
“ภาระ?”
ผู้เป็นบิดาทวนคำเสียงต่ำ คิ้วขมวดเข้าหากัน
“สตรีดี ๆ คนหนึ่ง ในสายตาเจ้าคือภาระหรือ”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ใช่”
เขาหลุบตามองผิวน้ำชา ก่อนหัวเราะในลำคออย่างขื่นขม
“แต่การแต่งกับคนที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า แล้วต้องใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวันตาย...”
เขาเว้นจังหวะสั้น ๆ
“ข้าไม่คิดว่ามันยุติธรรมกับใครทั้งนั้น”
เจ้าสำนักเซี่ยมองบุตรชายอยู่นาน ความเงียบปกคลุมห้องหนังสืออีกครั้ง เขารู้ดีกว่าผู้ใดว่าข่าวลือทั้งหลายไม่เคยสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเซี่ยอวี่เฉิน ลูกชายของเขาเป็นคนทำงานหนักจนแทบไม่รู้จักคำว่าพักผ่อน การเที่ยวเล่นที่ผู้คนกล่าวขานเป็นเพียงเปลือกนอกที่เจ้าตัวสร้างขึ้นเพื่อผลักทุกคนให้ออกห่าง เขาไม่ได้หวาดกลัวการแต่งงาน หากหวาดกลัวว่าสักวันหนึ่งจะทำร้ายหัวใจของสตรีผู้ที่ถูกส่งเข้ามาในชีวิตต่างหาก
“ถึงอย่างไร...เรื่องนี้ ข้าตัดสินใจแล้ว”
ผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วของเซี่ยอวี่เฉินกระชับถ้วยชาขึ้นเล็กน้อย ก่อนคลายออกในเวลาไม่นาน
“คู่หมั้นของเจ้าคือบุตรสาวคนโตแห่งสกุลซู”
“ซูชิงเหยา”
ชื่อนั้นลอยอยู่ท่ามกลางความเงียบภายในห้องชายหนุ่มนิ่งไปเพียงอึดใจ ก่อนยกยิ้มบาง ๆ อย่างคนยอมรับชะตากรรม
“แล้วแต่ท่านพ่อจะเห็นสมควร”
...
ในเวลาเดียวกัน เรือนสกุลซูเงียบสงบต่างจากจวนเซี่ยโดยสิ้นเชิง กลิ่นกำยานอ่อน ๆ ลอยคลุ้งเคล้าเสียงลมที่พัดผ่านต้นเหมยหน้าต่าง ซูชิงเหยานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าผู้เป็นบิดา มือเรียวประสานกันบนตักอย่างเรียบร้อย ใบหน้างดงามของนางอ่อนหวานหมดจด งดงามโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอาภรณ์หรือเครื่องประดับราคาแพงมาขับเน้น ดวงตาคู่งามสงบนิ่ง เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและมั่นคง นางไม่ใช่สตรีที่โดดเด่นด้วยวาจา แต่เป็นคนที่ผู้ใหญ่ทุกคนต่างไว้วางใจ เพราะรู้จักกาลเทศะ สุขุม รอบคอบ และไม่เคยสร้างปัญหาให้ผู้ใด
“ลูก...”
บิดาของนางมองบุตรสาวด้วยสายตาเจือความรู้สึกผิด
“พ่อทำให้เจ้าลำบากแล้ว”
ซูชิงเหยาส่ายหน้าเบา ๆ
“ท่านพ่ออย่าตรัสเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ยเป็นคนเช่นไร”
หญิงสาวนิ่งคิดเพียงครู่ ก่อนตอบตามความจริง
“เคยได้ยินข่าวลือมาบ้างเจ้าค่ะ”
“แล้วยังยอมแต่งอีกหรือ”
สายตาของนางทอดออกไปยังต้นเหมยที่กำลังไหวเอนตามสายลม
“การแต่งงานครั้งนี้ เป็นคำมั่นที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลให้ไว้ตั้งแต่รุ่นปู่”
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอ่อนโยน
“ในเมื่อข้าเกิดมาเป็นบุตรสาวของสกุลซู ก็ย่อมต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง”
นางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ตัดพ้อ และไม่เคยถามว่าทำไมผู้ที่ต้องเสียสละจึงเป็นนาง ความสงบนั้นกลับทำให้ผู้เป็นบิดายิ่งรู้สึกเจ็บปวด เพราะรู้ดีว่าบุตรสาวกำลังเก็บทุกความรู้สึกไว้ภายในหัวใจเพียงลำพัง
ไม่นาน ข่าวการหมั้นหมายของสองตระกูลใหญ่ก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับสายลมพายุ โรงน้ำชาทุกแห่งเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบ บ้างเสียดายคุณชายเซี่ย บ้างสงสารคุณหนูซู ขณะที่บางคนก็นั่งพนันกันอย่างสนุกสนานว่างานแต่งครั้งนี้จะผ่านไปได้กี่วัน
“ได้ยินว่าคุณชายใหญ่ไม่อยากแต่งเลยนะ”
“ก็ไม่แปลก เขาใช้ชีวิตอิสระมาตั้งนาน”
“น่าสงสารคุณหนูซู แต่งเข้าไปคงต้องอยู่คนเดียวทั้งวัน”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งหัวเราะเบา ๆ พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ข้าว่านะ...งานแต่งครั้งนี้ คงไม่มีเจ้าบ่าวเจ้าสาวคนไหนเต็มใจเข้าพิธีจริง ๆ”
แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า...คนหนึ่งกำลังพยายามหนีจากชีวิตที่ถูกกำหนดส่วนอีกคน...กำลังเตรียมหัวใจเพื่อยอมรับโชคชะตาอย่างเงียบงัน
