บทที่ 5
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
“คุณเกรย์ครับ มีพัสดุมาส่ง รบกวนลงลายมือชื่อรับด้วยครับ”
ฉันชะงักไปทั้งตัว ก่อนจะตะโกนตอบผ่านประตู
“ฉันไม่ได้สั่งอะไรเลย คุณแน่ใจหรือว่ามาส่งถูกที่”
“ผู้ส่งระบุว่าเป็นของขวัญสำคัญครับ ทั้งชื่อผู้รับและที่อยู่ตรงกันหมด”
ฉันเปิดประตู เซ็นรับของ ก่อนรับกล่องของขวัญสีขาวขนาดใหญ่เข้ามา
ฉันฉีกกระดาษห่อ แล้วยกฝาออก
ข้างในเป็นชุดสำหรับพิธีการ
ชุดสีดำสลับแดง ปลายแขนเสื้อและชายกระโปรงปักลายงูพิษพันเกี่ยวกับดอกกุหลาบด้วยด้ายสีทอง นั่นคือตราประจำตระกูลที่ใช้เฉพาะชุดของภรรยาเจ้าพ่อแห่งตระกูลโคซาในพิธีสำคัญเท่านั้น
เนื้อผ้าเป็นการผสมผสานระหว่างลูกไม้สไตล์วินเทจกับผ้าไหม ดูหรูหราและสง่างาม การตัดเย็บพอดีกับสัดส่วนของฉันอย่างไร้ที่ติ
เขาเคยสัมผัสทุกตารางนิ้วบนร่างกายของฉัน จึงไม่จำเป็นต้องให้ช่างตัดเสื้อวัดตัวใหม่ด้วยซ้ำ
ด้านในฝาของกล่องมีการ์ดใบหนึ่งติดอยู่
พื้นสีดำ ตัวอักษรสีเงิน
เป็นลายมือของไคลัน
[โอฟีเลีย คนเดียวที่ฉันอยากเห็นสวมชุดนี้เดินเข้ามาหาฉันในโบสถ์ มีเพียงคุณเท่านั้น]
[สุขสันต์วันครบรอบสามปี]
ฉันจ้องข้อความบรรทัดนั้นเขม็ง ความเจ็บปวดในอกบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันเคยจินตนาการภาพนี้ไว้ไม่รู้กี่ครั้ง
สวมชุดแบบนี้ แล้วเดินเข้าไปหาไคลันท่ามกลางสายตาของผู้คน
แต่ไม่ใช่หลังจากที่เขาประกาศต่อหน้าสาธารณะว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน
ไม่ใช่หลังจากที่เขาปฏิเสธตัวตนของฉันต่อหน้าทุกคนในงานหมั้น
และยิ่งไม่ใช่หลังจากที่เขาวางกระสุนนัดหนึ่งไว้บนโต๊ะเพื่อข่มขู่ฉัน แล้วกลับยังมีหน้าส่งชุดภรรยาเจ้าพ่อมาให้
ช่างน่าขันเหลือเกิน ช่างน่าสมเพชเสียจริง
ฉันมองชุดสีดำแดงที่แผ่อยู่อย่างสงบนิ่งบนโซฟา
มันเหมือนกระจกบานหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นความไร้เดียงสาและความโง่งมของฉันตลอดสามปีที่ผ่านมา
โทรศัพท์สั่นขึ้น เป็นข้อความจากไคลัน
[ได้รับของขวัญแล้วหรือยัง หวังว่าจะใส่ได้พอดี]
ฉันไม่ได้ตอบ
กำลังจะเก็บชุดกลับลงกล่อง หน้าจอก็สว่างขึ้นอีกครั้ง
เป็นการแจ้งเตือนข้อความส่วนตัว
ผู้ส่งคือ เซเลสต์ มอร์โรว์
ทุกเส้นประสาทในร่างกายร้องเตือนไม่ให้ฉันเปิดมัน
แต่สุดท้าย ฉันก็แตะเข้าไป
[โอฟีเลีย ฉันคือเซเลสต์นะ หวังว่าคุณคงไม่ถือสาที่ฉันติดต่อมาโดยตรง วันนี้เป็นวันแต่งงานของฉันกับไคลัน ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่องคุณ ฉันแค่อยากให้คุณเข้าใจความจริงบางอย่าง]
ข้อความที่สองตามมาติด ๆ
[ฉันกับไคลันเติบโตมาด้วยกัน เราเข้าร่วมงานเลี้ยงของตระกูลครั้งแรกใต้ต้นคริสต์มาสต้นเดียวกัน วันที่พ่อของพวกเราพาไปสัมผัสธุรกิจของตระกูลเป็นครั้งแรก ก็เป็นวันที่เราสองคนไปด้วยกัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทั้งสองตระกูลก็ต่างรู้ดีว่าคนที่จะยืนอยู่เคียงข้างกันในวันสุดท้าย ก็คือพวกเรา]
ข้อความที่สาม
[เมื่อสี่ปีก่อน พวกเราเคยแยกจากกันช่วงสั้น ๆ เพราะความเห็นไม่ตรงกันเรื่องผู้สืบทอด และในช่วงเวลานั้นเอง เขาถึงได้พบกับคุณ]
[แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาชั่วคราวเท่านั้น โอฟีเลีย ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า สุดท้ายพวกเราจะกลับมาอยู่ด้วยกัน นี่ไม่ใช่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่มันเป็นเพียงทุกอย่างที่กลับคืนสู่เส้นทางที่ควรจะเป็น]
ข้อความที่สี่
[ฉันไม่ได้ต้องการทำร้ายคุณ ฉันแค่อยากให้คุณเลือกทางที่ฉลาด อย่าปล่อยให้ตัวเองถลำลึกไปมากกว่านี้ และอย่าพยายามใช้ลูกไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจอีกเลย]
ข้อความสุดท้าย
[เพราะเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องเลือกจริง ๆ... เขาจะไม่มีวันเลือกคุณ เรื่องนี้ ฉันคิดว่าคุณคงเห็นชัดเจนแล้วในงานหมั้น]
ฉันวางโทรศัพท์ลง นิ้วมือเย็นชาจนแทบไร้ความรู้สึก ก่อนเลื่อนดูข่าวอย่างไร้อารมณ์
พาดหัวข่าวเปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว
ภาพจากการถ่ายทอดสดคือมหาวิหารเซนต์ไมเคิล สถานที่ซึ่งเจ้าพ่อแห่งตระกูลโคซาทุกรุ่นใช้ประกอบพิธีที่สำคัญที่สุด
ไคลันสวมชุดสูทพิธีเช้าสีดำ
เซเลสต์สวมชุดเจ้าสาวสีขาว ยืนคล้องแขนอยู่ข้างเขา
มือของเขาวางทับมือเธออย่างเป็นธรรมชาติ แนบชิดสนิทราวกับเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ
หัวข้อข่าวเขียนไว้ว่า
[พิธีวิวาห์อันยิ่งใหญ่ของตระกูลโคซาและมอร์โรว์ เหล่าชนชั้นสูงแห่งชายฝั่งตะวันออกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง]
มหาวิหารเซนต์ไมเคิล
ก็คือมหาวิหารแห่งนั้น ที่ไคลันเคยขับรถพาฉันผ่าน แล้วสัญญากับฉันว่า
“สักวันหนึ่ง ฉันจะจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้คุณที่นี่”
แต่สุดท้าย ผู้หญิงที่ยืนแลกแหวนกับเขาในสถานที่แห่งนั้น กลับเป็นเธอ
ในช่องแสดงความคิดเห็นเต็มไปด้วยคำอวยพรอย่างล้นหลาม
ไม่มีใครเอ่ยถึงชื่อของฉันแม้แต่คนเดียว
ราวกับว่าฉันไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
ฉันวางโทรศัพท์คว่ำลงบนโซฟา
ฉันเตือนตัวเองมาตลอดว่าต้องปล่อยวางให้ได้
แต่เมื่อเห็นภาพนั้นกับตา หัวใจของฉันก็ยังเหมือนถูกแท่งน้ำแข็งแหลมคมแทงทะลุ
แม้แต่ลมหายใจยังเจือรสเลือดอันขมฝาด
คำว่า “ดวงดาว” ที่เขาเคยเขียนเอาไว้ ได้บอกทุกอย่างชัดเจนแล้ว
ตั้งแต่ต้นจนจบ ฉันก็เป็นเพียงคนที่เข้ามาแทนที่ชั่วคราวเท่านั้น
แต่ในวันที่เขาจัดงานแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น เขากลับยังมีหน้าส่งชุดภรรยาเจ้าพ่อที่ฉันไม่มีวันได้สวมมาให้ฉัน
จังหวะนั้นเอง แม่ก็โทรเข้ามา
“โอฟีเลีย คนของเรฟมาถึงแล้ว รถตู้สีดำทะเบียนวอชิงตันที่ไม่มีเครื่องหมายอะไรเลย จอดอยู่ตรงเขตขนถ่ายสินค้าด้านหลังอาคาร คนขับใส่หมวกแก๊ป ลูกออกมาได้ไหม”
“วันนี้เป็นวันแต่งงานของไคลัน ตอนนี้เขาไม่มีทางปลีกตัวออกมาได้”
ฉันลุกขึ้นยืนแล้ว รีบยัดของจำเป็นทุกอย่างลงในเป้สะพายหลัง
“แม่ หนูจะออกไปเดี๋ยวนี้”
“ดี ถึงชายฝั่งตะวันตกเมื่อไร โทรหาแม่ทันที ใช้โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่แม่เตรียมไว้ให้”
น้ำเสียงของแม่ยังมั่นคง แต่ฉันก็ยังได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ จากปลายสาย
“ดูแลตัวเองนะลูกรัก จำไว้... ตัดทุกอย่างที่เป็นอดีตทิ้งให้หมด”
หลังวางสาย ฉันยกกล่องของขวัญไปวางไว้หน้าห้อง
จากนั้น ฉันจัดสัมภาระทั้งหมดให้เหลือเพียงเป้ใบเดียว
เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหนึ่งชุด เงินสด หนังสือเดินทางเล่มใหม่ และเอกสารยืนยันตัวตนชุดใหม่ที่แม่เตรียมไว้ให้ตั้งนานแล้ว แต่ฉันไม่เคยได้ใช้
ชุดราตรีโอต์กูตูร์ เครื่องประดับราคาแพง และชีวิตจอมปลอมที่เขากับฉันร่วมกันสร้างขึ้น
ฉันทิ้งทุกอย่างไว้ในอพาร์ตเมนต์แห่งนั้น
ฉันจะฉีกหน้าสกปรกหน้านี้ออกจากชีวิต และลบร่องรอยทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับมันให้หมดสิ้น
ฉันผลักประตูกันไฟบานหนักออก แล้วก้าวเข้าสู่บันไดหนีไฟด้านหลัง
เสียงฝีเท้าของฉันสะท้อนก้องอยู่ในพื้นที่ปิด ทุกย่างก้าวดังรัวไม่ต่างจากเสียงหัวใจของตัวเอง
แต่เมื่อเดินลงมาถึงชั้นสิบสอง
จู่ ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้นจากด้านล่าง
เป็นเสียงคน และไม่ใช่แค่คนเดียว
พวกเขากำลังเร่งฝีเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เสียงรองเท้าคอมแบตกระแทกพื้นดังหนักและถี่ สลับกับเสียงซ่าแหลมบาดหูจากวิทยุสื่อสาร
“——คำสั่งจากเจ้าพ่อ เป้าหมายอยู่ชั้นบนสุด——”
“——ปิดพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อนเที่ยง——”
ทั้งร่างของฉันแข็งทื่อในทันที
ฉันแนบตัวชิดกำแพง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
พวกเขากำลังขึ้นมา
เป็นคนของไคลัน
