บทที่ 6
ฉันหมุนตัวกลับทันที รีบถอยขึ้นไปที่ชั้นสิบสอง ผลักประตูทางหนีไฟออกอย่างแรง แล้วพุ่งเข้าไปในโถงทางเดิน
สุดทางเดินมีลิฟต์ขนของอยู่หนึ่งตัว ฉันสังเกตเห็นมันตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้ามา
ลิฟต์ตัวนั้นสามารถลงไปยังเขตขนถ่ายสินค้าที่ชั้นใต้ดินสองและลานจอดรถได้โดยตรง
ฉันกดปุ่ม B2
ในช่วงเวลาสามวินาทีที่ประตูโลหะกำลังเลื่อนปิด ฉันกลั้นหายใจสุดแรง หัวใจเต้นกระแทกอย่างรุนแรงราวกับจะพุ่งทะลุซี่โครงออกมา
ลิฟต์ลงมาถึงชั้นใต้ดิน
ฉันก้มหน้าลง รีบเดินผ่านเขตขนถ่ายสินค้าที่มืดสลัว ก่อนลอบออกทางประตูเล็กสำหรับพนักงานไปยังตรอกด้านหลัง
รถตู้สีดำคันนั้นจอดอยู่ตรงจุดที่แม่บอกไว้
ติดป้ายทะเบียนรัฐวอชิงตัน
เครื่องยนต์ยังเดินเบาอยู่
ฉันวิ่งสุดแรงไปทางนั้น
ประตูสไลด์ด้านข้างเปิดออกอย่างไร้เสียง ชายคนหนึ่งในเสื้อคลุมสีเข้มและหมวกแก๊ปโผล่ตัวออกมา ก่อนโบกมือเรียกฉันอย่างเร่งรีบ
“รีบขึ้นมาครับ คุณวิสคอนติ”
ฉันปีนขึ้นไปยังเบาะหลังอย่างทุลักทุเล ก่อนประตูจะปิดดังหนักแน่น
ผ่านกระจกหลังที่ติดฟิล์มมืด ฉันเห็นลูกน้องของไคลันพุ่งออกมาจากประตูหลังของอาคาร มีใครบางคนชี้มาทางรถตู้พร้อมตะโกนอะไรบางอย่าง
แต่มันสายเกินไปแล้ว
รถของเราแล่นพ้นปากตรอก ก่อนกลืนหายเข้าไปในกระแสจราจรอันหนาแน่นยามเที่ยง
“ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้วครับ” คนขับมองฉันผ่านกระจกมองหลัง แววตาคมกริบแต่มั่นคง “คุณเรฟฝากความคิดถึงมาให้ เรียกผมว่าเกรแฮมก็พอ”
เขายื่นโทรศัพท์ราคาถูกเครื่องใหม่ที่ยังไม่ได้แกะกล่อง พร้อมกระเป๋าใบเล็กมาให้ฉัน
“ข้างในมีเงินสด บัตรเครดิตแบบไม่ระบุชื่อ และใบขับขี่ที่ไม่มีประวัติติดตาม โทรศัพท์มีเบอร์ติดต่อเพียงเบอร์เดียว คือหมายเลขใหม่ของคุณแม่ ส่วนโทรศัพท์กับเอกสารเก่า แนะนำให้ทิ้งทันทีครับ”
ฉันรับของมา แกะซิมการ์ดออกจากโทรศัพท์เครื่องเก่า หักมันเป็นสองท่อน ก่อนโยนทิ้งลงถังขยะสาธารณะริมถนนพร้อมกับหนังสือเดินทางเล่มเก่า
“เขาจะตรวจสอบประวัติการเดินทาง ทั้งสนามบิน สถานีรถไฟ...”
“เราไม่ใช้สถานที่พวกนั้นครับ” เกรแฮมพูดแทรก น้ำเสียงสงบนิ่งจนชวนให้รู้สึกอุ่นใจ “เรามีเส้นทางอื่น คุณเรฟจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว คุณเพียงพักผ่อนให้เต็มที่ก็พอ”
เมื่อรถตู้ขึ้นสู่ทางด่วน ในที่สุดฉันก็เอนตัวอ่อนแรงลงบนเบาะ แล้วปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้นานออกมายาว ๆ
ฉันหนีออกมาได้แล้ว
แต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาที
เพราะฉันรู้ดีกว่าใครว่า ไคลัน โคซา ไม่ใช่ผู้ชายที่ยอมรับความพ่ายแพ้ได้ง่าย ๆ
สำหรับเขา การสูญเสียของบางอย่างกับการถูกใครแย่งของบางอย่างไป เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
เรื่องแรกไม่เคยมีอยู่ในโลกของเขา
ส่วนเรื่องหลัง หมายถึงสงคราม
เมื่อถึงช่วงเย็น เราเปลี่ยนไปนั่งรถครอบครัวธรรมดาที่มีชายเงียบขรึมอีกคนเป็นคนขับ ส่วนเกรแฮมเปลี่ยนรถอีกคัน และขับตามมาอยู่ไม่ไกลอย่างเงียบ ๆ
ตอนเที่ยงคืน เรามาถึงสนามบินส่วนตัวขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองอันห่างไกล
เครื่องบินเซสนาที่ไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ จอดรออยู่ที่นั่น
“นี่คือการเดินทางช่วงสุดท้ายแล้วครับ”
เกรแฮมมาส่งฉันถึงข้างบันไดขึ้นเครื่อง ก่อนยื่นตราโลหะชิ้นหนึ่งมาให้ มันเป็นตราเงินร้อยอยู่บนสายหนังสีดำ สลักรูปต้นแอชวางไขว้กับกริช
“สวมมันไว้ครับ ในเขตของตระกูลวิสคอนติ ไม่มีใครกล้าแตะต้องคนที่สวมตรานี้”
ฉันคล้องมันไว้ที่คอ
เนื้อโลหะเย็นเฉียบแนบผิวกาย ก่อนค่อย ๆ ซึมรับอุณหภูมิจากตัวฉัน
เครื่องบินทะยานขึ้น
ฉันมองแสงไฟเจิดจ้าของนิวยอร์กค่อย ๆ เล็กลงใต้ชั้นเมฆ จนสุดท้ายกลายเป็นเพียงกลุ่มแสงพร่าเลือน
ชีวิตตลอดสามปีของฉัน สุดท้ายกลับเหลือเพียงแสงริบหรี่จาง ๆ นอกหน้าต่าง
จากนั้น ทุกอย่างก็หายไปในความว่างเปล่า
ฉันหยิบโทรศัพท์เครื่องใหม่ออกมา
นอกจากรายชื่อติดต่อที่ไม่ได้ตั้งชื่อไว้เพียงหนึ่งราย หน้าจอก็ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
ราวกับว่าฉันสามารถเริ่มต้นใหม่ได้จริง ๆ
แต่ความคิดของฉันยังคงวนเวียนไม่หยุด
เซเลสต์ไม่เคยเป็นผู้หญิงที่แทรกเข้ามาทีหลัง
เธออยู่ตรงนั้นมาตลอด
เธอคือ “ดวงดาวของฉัน” ที่เขาอาจพึมพำถึงในยามละเมอ เป็นความลับที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกรอบรูปของเรา และเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เขาเลือกโดยไม่ลังเล เป็นการผสมผสานอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างอำนาจ ผลประโยชน์ และสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง
แล้วฉันล่ะคืออะไร
ตัวแทนชั่วคราวหรือ หรือของเล่นที่เขาใช้ฆ่าเวลา ระหว่างรอให้ภรรยาเจ้าพ่อตัวจริงพร้อมกลับมายืนข้างเขา
ฉันหลับตาลง เล็บจิกลงกลางฝ่ามืออย่างแรง
แต่แม้แต่ความเจ็บนั้น ก็แทบไม่อาจกดความร้อนผ่าวที่กำลังเอ่อขึ้นในดวงตาได้
เมื่อเสียงประกาศจากนักบินดังขึ้นว่ากำลังลดระดับลง ฉันแนบหน้าผากกับกระจกหน้าต่าง
ด้านล่างคือผืนป่าสีเขียวเข้มและแนวภูเขาทอดยาว เป็นโลกที่แตกต่างจากเส้นขอบฟ้าเหล็กกล้าของนิวยอร์กโดยสิ้นเชิง
พอร์ตแลนด์ บางทีทุกอย่างอาจเริ่มต้นใหม่ได้จริง ๆ
แม่กำลังรออยู่ตรงทางออกสนามบินลับ
เธอสวมเสื้อโค้ตสีเข้ม ดวงตาแดงก่ำ ราวกับไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน
“โอฟีเลีย”
ทันทีที่เห็นฉัน ริมฝีปากของเธอก็สั่นอย่างรุนแรง ก่อนจะวิ่งเข้ามากอดฉันแน่น
“ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ลูกมาถึงอย่างปลอดภัย”
ฉันซุกใบหน้าลงบนไหล่ของแม่
ในวินาทีนั้น ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่เจ้าพ่อซ่อนเอาไว้ในเงามืดอีกต่อไป
ฉันเป็นเพียงลูกสาวของแม่คนหนึ่ง
“ไปกันเถอะ”
แม่รับเป้จากฉัน ก่อนพาเดินไปทางลานจอดรถ
ข้างรถมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่
รูปร่างสูงใหญ่ ผมสีน้ำตาลเข้ม ข้างแนวคิ้วมีรอยแผลเป็นเก่าจาง ๆ เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตสนามสีเขียวมะกอกที่พับแขนขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรง
อายุราวสามสิบต้น ๆ บรรยากาศรอบตัวสุขุมและเก็บงำ แตกต่างจากแรงกดดันอันคมกริบและรุกรานของไคลันอย่างสิ้นเชิง
แต่ฉันยังมองออกในทันที
นั่นคืออำนาจของคนที่ควบคุมสถานการณ์มานานหลายปี เพียงแต่ถูกเขาเก็บซ่อนไว้อย่างตั้งใจ
“โอฟีเลีย นี่คือเฟลิกซ์ สเตอร์ลิง” น้ำเสียงของแม่แฝงเจตนาจับคู่ให้อย่างไม่คิดปิดบัง “เจ้าพ่อหนุ่มแห่งตระกูลสเตอร์ลิง เขามาจัดการธุระที่พอร์ตแลนด์พอดี เลยแวะมารับพวกเรา”
เฟลิกซ์พยักหน้าให้ฉันเล็กน้อย
เขาไม่ได้เดินเข้ามาใกล้เกินไป และไม่มีท่าทางเสแสร้งแต่อย่างใด
“สวัสดี โอฟีเลีย”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง
ฉันกะพริบตา ก่อนจะนึกขึ้นได้ในที่สุด
นี่คือผู้ชายที่แม่เคยอยากแนะนำให้ฉันรู้จักก่อนหน้านี้
เจ้าพ่อแห่งตระกูลสเตอร์ลิง
ฉันหันไปมองแม่
เธอเพียงขยิบตาให้ สีหน้าชัดเจนราวกับกำลังบอกว่า ไม่ต้องขอบคุณหรอกจ้ะลูกรัก
“ขึ้นรถเถอะลูก”
ฉันสูดหายใจลึก แล้วนั่งลงบนเบาะหลัง
เฟลิกซ์ขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับโดยไม่พูดอะไร เพียงมองเส้นทางตรงหน้าอย่างเงียบสงบ
ไม่มีบทสนทนาฝืน ๆ ไม่มีความพยายามตีสนิท
น่าแปลกที่ความเงียบนั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย
ยี่สิบนาทีต่อมา รถก็จอดลงหน้าบ้านของแม่
สถานที่ที่ฉันเติบโตมาตั้งแต่เด็ก
ทุกอย่างภายในบ้านยังคงเหมือนเดิม
เตาผิงที่มีฟืนกำลังลุกไหม้
ชั้นวางที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายในวัยเด็กของฉัน
แม่เข้าไปชงชา
เรานั่งลงที่โต๊ะอาหารในครัว โต๊ะตัวเดียวกับที่ฉันเคยนั่งทำการบ้าน วางแผนอนาคต และฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้เปิดแกลเลอรีเป็นของตัวเอง
ในเวลานั้น ชีวิตของฉันยังอยู่ในมือของตัวเองอย่างสมบูรณ์
แม่ใช้สองมือกุมถ้วยชาแน่น ก่อนมองมาที่ฉัน
“โอฟีเลีย จำโต๊ะตัวนี้ได้ไหม ตอนลูกอายุสิบขวบ ลูกเคยนั่งตรงนี้แล้วพูดว่า สักวันหนึ่งลูกจะต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และจะไม่มีวันยอมให้ใครควบคุมชีวิต”
จมูกของฉันร้อนผ่าว ก่อนพยักหน้า
“แล้วลูกก็ทำได้จริง ๆ ลูกเกือบสูญเสียมันไป แต่สุดท้ายก็ยังทำสำเร็จ”
แม่กุมมือฉันไว้ ฝ่ามือของเธออบอุ่น
“ลูกกล้าหาญมาตั้งแต่เด็ก ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ลูกจะเอาทุกอย่างที่เป็นของลูกกลับคืนมา ทุกอย่างที่เป็นของลูกอย่างแท้จริง”
เฟลิกซ์กระแอมเบา ๆ
“คุณนายเกรย์ ผมคิดว่าผมควรกลับได้แล้ว”
“เดี๋ยวก่อน”
คำพูดนั้นหลุดออกจากปากก่อนที่ฉันจะห้ามตัวเองทัน
ฉันหันไปหาเขา
“คุณช่วยถ่ายรูปให้พวกเราหน่อยได้ไหม”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“ได้สิ”
ฉันยื่นโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้แม่ แล้วเดินไปยืนข้างเขา
เขาลังเลอยู่ครึ่งวินาที ก่อนวางแขนพาดบนพนักเก้าอี้ด้านหลังฉันอย่างสุภาพ แทบไม่ให้ตัวเองแตะต้องฉันจริง ๆ ท่าทีทั้งมีมารยาทและรักษาระยะห่าง
แม่กดชัตเตอร์ ถ่ายภาพนั้นไว้
เราดูเหมือนเพื่อนธรรมดา
หรืออาจเป็นชายหญิงสองคนที่เพิ่งเริ่มทำความรู้จักกัน
ฉันรับโทรศัพท์กลับมา เปิดภาพหน้าจอบันทึกบทสนทนากับไคลันที่สำรองไว้ล่วงหน้า เลือกภาพที่เพิ่งถ่ายเมื่อครู่ จากนั้นเข้าสู่ระบบบัญชีโซเชียลใหม่ที่ไม่มีประวัติใด ๆ แล้วเริ่มพิมพ์ข้อความ
[ฉันขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ต่อจากนี้จะถอนตัวจากกิจกรรมทางธุรกิจและสังคมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโคซา ส่วนข่าวลือในช่วงที่ผ่านมา ฉันอยากชี้แจงเพียงเรื่องเดียว ฉันไม่ใช่ “อดีตแฟนสาวที่ยอมรับการเลิกราไม่ได้” ความจริงนั้นเรียบง่ายมาก มีผู้ชายคนหนึ่งอยากได้ทั้งภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายและคนรักลับ ๆ ส่วนฉันเป็นฝ่ายปฏิเสธ]
ฉันเลื่อนหน้าจอลงไป ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เลือกภาพบันทึกบทสนทนาที่ถูกต้อง
[เซเลสต์เป็นเพียงข้อตกลงผลประโยชน์ของตระกูล เรื่องนี้เปลี่ยนแปลงอะไรระหว่างเราไม่ได้]
[ให้เวลาฉันสองปี ฉันจะยกเลิกสัญญานี้ แล้วเราจะเปิดเผยความสัมพันธ์ต่อสาธารณะ]
[คุณคือผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ฉันต้องการ โอฟีเลีย และเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ฉันรัก]
จากนั้น ฉันพิมพ์ประโยคสุดท้ายลงไป
[ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว หวังว่าเจ้าพ่อโคซาจะเคารพกติกา และหยุดแทรกแซงเสรีภาพของฉันเสียที]
นิ้วของฉันค้างอยู่เหนือปุ่ม “โพสต์”
จากนั้น ฉันก็กดลงไปอย่างหนักแน่น
โพสต์ถูกเผยแพร่เรียบร้อยแล้ว
ฉันปิดโทรศัพท์ แกะซิมการ์ดชั่วคราวออกมา หักเป็นสองท่อน แล้วโยนลงถังขยะ
จากนั้น ฉันหยิบส่วนที่เหลือของบัตรขึ้นเครื่องออกจากกระเป๋า ฉีกจนละเอียด ก่อนโยนทิ้งลงถังขยะเช่นกัน
ฉันจะไม่กลับไปอีกแล้ว ไม่กลับนิวยอร์ก
ไม่กลับไปหาไคลัน
และจะไม่กลับไปเป็นโอฟีเลียคนโง่คนนั้น ที่เฝ้ารอให้เขามอบสถานะสักอย่างให้อีกต่อไป
ตอนนี้ โทรศัพท์ของไคลันที่อยู่ไกลถึงนิวยอร์กคงแทบระเบิดเพราะสายเรียกเข้าแล้ว
ช่างมันเถอะ
ปล่อยให้คำโกหกทุกคำที่เขาสร้างขึ้น พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงต่อหน้าสายตาของสาธารณชน
ฉันเงยหน้าขึ้น มองแสงแดดที่ส่องลงบนชั้นเหนือเตาผิง และส่องให้ภาพถ่ายเก่าใบหนึ่งสว่างขึ้น
เด็กผู้หญิงตัวจ้ำม่ำในภาพกำลังหัวเราะอย่างเต็มที่อยู่กลางป่า นอนคว่ำอยู่บนต้นสนที่ล้มลง ราวกับเพิ่งพิชิตโลกทั้งใบได้สำเร็จ
เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่เคยรู้จักคำว่ากลัว
บางที เธออาจไม่เคยหายไปไหนเลย
