บทที่ 3 พอจะแทนกันได้ไหม
เอ็มเจยืนพิงไหล่กับชั้นหนังสือที่ว่าที่คู่หมั้นของเขากำลังเลือกหาหนังสืออยู่ เขามองใบหน้าหวานที่ไม่เก็บอาการตื่นเต้นของตัวเองเลย ไม่รู้จะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่เขาพาเอบีเกลมาห้องสมุดนี้
“เอ็มเจคะ” เสียงหวานเอ่ยเรียก ชายหนุ่มก็รีบเดินตรงเข้าไปหาเธอโดยอัตโนมัติ ขาของเอ็มเจตอบสนองต่อการเรียกของเธอจนตัวเขาเองแอบแปลกใจ แค่เอบีเกลเรียกก็เดินไปหาง่ายๆแล้ว หรือว่าเมื่อกี้ไม่มีสติวะ
“ครับ”
“เอ็มเจหยิบเล่มข้างบนนั้นให้เกลหน่อยได้ไหมคะ” เขามองตามนิ้วของเอบีเกลที่ชี้ขึ้นไปยังชั้นที่อยู่เกินความสูงที่เธอจะเอื้อมถึง
“เล่มไหนครับ”
“เล่มที่สันปกสีเขียวค่ะ เขียวเข้มๆ”
เอ็มเจแอบคิด ‘มันก็เขียวเข้มๆเหมือนกันเกือบทุกเล่ม’ แต่ดูจากนิ้วเล็กชี้แล้วเขาก็เดาว่าคงเป็นเล่มที่ดูเขียวเข้มกว่าเล่มอื่น(มั้ง) ขยับตัวเข้าไปยืนซ้อนด้านหลังของเอบีเกลนั่นทำให้คนตัวเล็กกว่าต้องยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับกายเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
ด้วยความสูงของเอ็มเจเขาแค่ยกแขนขึ้นก็สามารถหยิบหนังสือเล่มที่คาดว่าเป็นเล่มที่เอบีเกลต้องการลงมาได้แล้ว คนตัวสูงกว่าขยับถอยหลังเล็กน้อยเพื่อให้เอบีเกลหมุนตัวกลับมาหาเขาได้สะดวกขึ้น
“ใช่เล่มนี้หรือเปล่า?”
“ใช่ค่ะ ขอบคุณนะคะ” เอบีเกลยื่นมือออกไปเพื่อจะรับหนังสือจากเอ็มเจแต่เขาไม่ยอมส่งให้เธอ
“เลือกเล่มอื่นต่อสิครับ”
“...” แม้จะงงๆกับการกระทำของเขาเล็กน้อยแต่เอบีเกลก็ยอมหันไปสนใจเลือกหนังสือเล่มต่อไป
เอ็มเจจะแย่งหนังสือทุกเล่มที่เอบีเกลเลือกมาถือไว้เองทั้งหมด และคอยยืนอยู่ข้างๆเธอ นานเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้และนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขายอมยืนถือหนังสือที่เขาไม่คิดจะสนใจนานขนาดนี้ ไม่เคยต้องมายืนรอใครนานๆแบบนี้ ซึ่งเขาเองก็หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไม?
“ให้เกลช่วยถือนะคะ”
“ไม่ต้อง สามเล่มแค่นี้เบามากครับ รอนี่นะ” บอกเสร็จก็เดินตรงไปหาบรรณารักษ์เพื่อแจ้งรายการหนังสือที่จะขออนุญาตนำออกจากห้องสมุดในนามของ เอ็มเจ โรเซนต์เบิร์ก
“คุณเบเนดิกต์แจ้งไว้ว่าหนังสือที่คุณเอ็มเจจะขอยืมออกไปสามารถเอามาคืนได้หลังจากอ่านจบค่ะ ไม่มีกำหนดวันคืนขอแค่รักษาสภาพให้เหมือนเดิมค่ะ” บรรณารักษ์บอกข้อความที่เบเนดิกต์ฝากแจ้งเอ็มเจไว้พร้อมส่งบางอย่างที่ห่อหุ้มด้วยกระดาษคราฟท์สีน้ำตาลอ่อนให้เขา
“เป็นของที่คุณเบเนดิกต์ฝากไว้ให้ค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ” เอ็มเจรับมาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินกลับมาหาเอบีเกลที่ยืนรอเขาอยู่และพากันเดินออกไป
“คุณอยากไปไหนต่อไหมครับ” หันมาถามคนที่นั่งอยู่ข้างคนขับและเขาพึ่งจัดการรัดเข้มขัดนิรภัยให้เธอ
“เกลอยากไปนั่งอ่านหนังสือที่คาเฟ่ค่ะ” กิจกรรมที่เธออยากทำดูเหมือนเป็นคนว่างงานแต่ที่จริงแล้วเอบีเกลทำงานในบริษัทที่เป็นธุรกิจของครอบครัวตัวเอง หน้าที่หลักของเธอก็คือฝ่ายคิดค้นและพัฒนาสินค้า และวันนี้เป็นวันที่เธอวางไว้เป็นวันหยุดพอดีนั่นเลยทำให้เธอมีเวลาว่างที่จะออกมาพักผ่อนในแบบที่ตัวเองอยากทำ
“แต่ว่าไม่ไปก็ได้ค่ะ เกลเข้าใจว่าเอ็มเจจะต้องกลับไปทำงานต่อ” พอเห็นใบหน้าเขาไม่แสดงออกใดๆ เอบีเกลก็ไม่กล้ารบกวนเขา แค่วันนี้เอ็มเจพาเธอออกมาแถมยังขับรถมาด้วยตัวเองอีกเธอก็เกรงใจเขามากๆแล้ว
“ผมจะพาเกลไปวันหลังก็แล้วกันครับ” วันนี้เขาไม่ได้มีธุระด่วนช่วงบ่ายก็จริง แต่มีประชุมตอนสองทุ่มกับหุ้นส่วนที่อยู่ต่างประเทศ หากเขาพาเอบีเกลไปคาเฟ่ก็แอบกลัวว่าตัวเองจะกลับไปประชุมไม่ทัน เพราะตอนนี้ก็เกือบห้าโมงเย็นแล้วคงต้องค้างเรื่องพาเธอไปอ่านหนังสือที่คาเฟ่ก่อน
“อันนี้ผมให้” เอ็มเจเอี้ยวตัวไปหยิบของที่เขารบกวนฝาแฝดของตัวเองให้หามาให้ แม้ระยะเวลาจะจำกัดแต่เขามั่นใจว่าเบเนดิกต์สามารถหามาให้เขาได้และก็ใช่ เพราะของสิ่งนั้นมาอยู่ที่มือของเขาแล้วตอนนี้และกำลังส่งต่อให้เอบีเกล
“อะ อะไรเหรอคะ”
“แกะสิครับ ไม่แกะออกแล้วจะรู้ไหม”
เอบีเกลย่นจมูกให้คนชอบพูดจาแข็งๆใส่เธอก่อนจะรับสิ่งนั้นมาแล้วแกะห่อกระดาษออกอย่างระมัดระวัง เอ็มเจมองดูมือเล็กแกะไปด้วยเขาเองก็แอบลุ้นไปด้วยไม่รู้จะลุ้นไปด้วยทำไมในเมื่อเขาเองก็รู้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไร คงกังวลกลัวว่าคนรับจะถูกใจหรือไม่ อาจจะเป็นแบบนั้น
เมื่อกระดาษที่ห่อหุ้มภายนอกถูกแกะออกจนหมดและเผยให้เห็นถึงสิ่งของที่อยู่ภายใน สิ่งนั้นทำให้เอบีเกลรีบหันกลับมามองใบหน้าที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ของเอ็มเจ และก้มลงไปสนใจสิ่งที่อยู่ในมือต่อ
“เอ็มเจหาหนังสือเล่มนี้มาให้เกลเหรอคะ” ถามไปด้วยความปราบปลื้ม รู้สึกหัวใจพองโตมากๆกับสิ่งที่เขาทำให้
สิ่งนั้นคือหนังสือเรื่องเดียวกันกับเล่มที่เอ็มเจโยนออกจากรถไป เขามองเอบีเกลอ่านแป๊บเดียวก็จำชื่อเรื่องได้แล้วแต่จะให้ขับรถกลับไปหาหนังสือเล่มนั้นมาคืนก็อย่างไงอยู่ เขาเลยตัดสินใจรบกวนเบเนดิกต์ให้เป็นธุระหาเล่มใหม่มาให้
“อาจจะแทนเล่มเก่าไม่ได้แต่มันก็คือเรื่องเดียวกัน เกลรับมันไว้นะครับถือว่าแทนคำขอโทษจากผม” ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกผิดที่ทำร้ายจิตใจเธอไปแบบนั้น ตอนนั้นเขาใจร้อนเองและรู้ว่าตัวเองทำเกินกว่าเหตุ
“ขอบคุณค่ะเอ็มเจ” ด้วยความที่เธอดีใจมากๆและต้องการขอบคุณเอ็มเจ ทำให้เอบีเกลโน้มตัวไปหอมแก้มเขาแทนคำขอบคุณจากเธอเหมือนกัน และนี่คือครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้รับการหอมแก้มจากว่าที่คู่หมั้นของเขา เล่นเอาคนที่ผ่านเรื่องบนเตียงมาอย่างโชกโชนเกร็งคอขึ้นทันที เกิดอาการทำตัวไม่ถูกไปชั่วชณะหนึ่งเลยทีเดียว
ตอนเขาแกล้งเอาแก้มตัวเองไปโดนปากสีชมพูระเรื่อของเธอตอนนั้นใจไม่เห็นจะเต้นแบบนี้ แล้วทำไมพอโดนเอบีเกลหอมแก้มหัวใจเขาถึงได้เต้นรัวเป็นกลองชุดไปได้ ใจสั่นเกินไป...
“อืม”
“เกลจะดูแลรักษาหนังสือที่เอ็มเจอย่างดีเลยค่ะ” หายากนะที่เขาจะทำแบบนี้ให้เธอ แม้จะเป็นการไถ่โทษก็เถอะแต่น่ารัก
“คงไม่ถึงขั้นเอาขึ้นไปบูชาไว้บนหิ้งหรอกนะครับ” พูดติดตลกออกไป ก็เขาเห็นหน้าตาดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ก็อดแซวไม่ได้ จะดีใจอะไรขนาดนั้นก็แค่หนังสือเรื่องเดิมแต่เป็นเล่มใหม่ ถ้าไม่ได้รู้สึกผิดที่โยนเล่มนั้นทิ้งไปคิดเหรอว่าเขาจะซื้ออะไรแบบนี้ให้ ไม่มีทาง!!
“เกลจะเก็บไว้ข้างเตียงต่างหาก” อยากทำแบบนั้นเพราะจะได้รู้สึกว่ามีเขาอยู่ใกล้ๆ ในความเป็นจริงเวลาว่างตรงกันน้อยมาก เธออยากมาพบเขาบ้างอยากทำความคุ้นชินให้มากขึ้นเพราะเราต้องหมั้นกัน
แต่เอ็มเจไม่ได้คิดแบบเดียวกับเธอ ก็เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆจะทำความคุ้นชินอะไรอีก เมื่อถึงเวลาหมั้นก็แค่ทำๆให้มันจบไป ส่วนเรื่องผู้หญิง เขาซื้อครั้งเดียวจบ ไม่มีจริงจัง ไม่ผูกมัด ไม่มีคู่นอนด้วย หลังจากหมั้นกันแล้วเรื่องพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ถึงเขาจะไม่ได้รักเอบีเกล แต่เขาจะให้เกียรติเธอในฐานะคู่หมั้น
ตลอดทางเอบีเกลไม่ได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเลย เธอไม่กล้าทำแบบนั้นแล้วเพราะรู้ซึ้งอย่างถ่องแท้ว่าเอ็มเจจะทำอะไรถ้าเธอจะอ่านหนังสือบนรถอีก
“ฝากขอโทษคุณแม่ของคุณด้วยที่วันนี้ผมไม่ได้แวะเข้าไปหา” ปกติแล้วถ้าวันไหนที่เธอไปกับเขาเอ็มเจจะเป็นคนพาเอบีเกลไปส่งที่บ้าน และเขาจะเข้าไปทักทายคุยกับแม่ของเธอสักพักแล้วค่อยกลับ
เอบีเกลเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้เธอเหลือเพียงคุณแม่ของเธอเนื่องจากพ่อของเธอด่วนจากไปด้วยโรคหัวใจเมื่อปีก่อน แม้จะมีกันแค่สองคนแม่ลูกแต่แม่ของเธอเป็นผู้หญิงแกร่ง สามารถบริหารธุรกิจต่อได้แม้จะไม่มีสามีที่รักยืนอยู่เคียงข้าง สำหรับเอบีเกลแล้ว คุณแม่ของเธอคือต้นแบบผู้หญิงแกร่งที่เธออยากทำให้ได้แบบแม่บ้าง
“ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวเกลจะบอกคุณแม่ให้นะคะ” พูดพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินผ่านร่างสูงตรงไปที่รถของตัวเอง โดนมีเอ็มเจเดินตามเธอมาติดๆพร้อมแย่งคนขับรถของเอบีเกลเปิดประตูรถให้เธอ
“วันนี้ขอบคุณมากๆนะคะเอ็มเจ...” เอ่ยขอบคุณเขา แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มีบางอย่างเรียกความสนใจของเอ็มเจไปเสียแล้ว เอบีเกลมองตามสายตาของคนที่ยืนเปิดประตูค้างไว้ให้เธอ แล้วก็พบว่ามีผู้หญิงรูปร่างดีสวยอย่างกับนางแบบยืนบอกมือให้ว่าที่คู่หมั้นของเธออยู่
วันๆหนึ่งเขาจะเรียกให้ผู้หญิงมาหากี่คนกันนะ ไม่อยากจะคิดให้ปวดใจเลยจริงๆ แม้ว่าเขาจะเคยพูดกับเธอเอาไว้แล้วว่า เขาจะไม่ซื้อกินอีกหลังจากที่หมั้นกับเธอแล้วเรียบร้อย แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน เพราะฉะนั้น เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะไปห้ามเขา หวงก็ไม่ได้ด้วย หรือว่าเขาต้องการทดสบความอดทนของเธอ แบบว่าทนไม่ได้ก็ยกเลิกการหมั้นไปสะ
“เกล...” กลับก่อนนะคะ ได้แต่พูดในใจแล้วรีบก้าวเข้าไปนั่งในรถดึงประตูปิดเองด้วย
คนที่ยืนจับประตูรถให้เธออยู่ถึงกลับทำหน้างง เมื่อจู่ๆเอบีเกลก็ดึงประตูรถปิดด้วยตัวเธอเอง เขามองจ้องเข้าไปในกระจกรถ แต่ฟิมล์มืดขนาดนี้คงมองเห็นใบหน้าหวานของเธอหรอก
‘โกรธเหรอ? ไร้สาระ เกลไม่โกรธกับเรื่องแบบนี้หรอก’
“อย่าขับเร็วนะครับคุณกานต์” หันไปพูดกับคนขับรถของเอบีเกลก่อนจะใช้นิ้วเคาะที่กระจกรถเพื่อต้องการให้เธอเลื่อนกระจกลง ซึ่งเอบีเกลก็เลื่อนกระจกลงจริงๆตามความต้องการของเขา
“คะ?” เอ็มเจสำรวจอารมณ์บนใบหน้าหญิงสาวแต่เขาไม่พบความโกรธหรือน้อยใจอะไรเลย นี่ต่อมรับรู้อารมณ์ของเขาพังหรือว่าเอบีเกลเก็บอารมณ์เก่งกันแน่
“ถึงแล้วไลน์มาบอกผมด้วยนะครับ” คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น เธอจะต้องดีใจหรือตกใจจะต้องรู้สึกอะไรก่อนดี ‘เอ็มเจให้ไลน์หา หูฝาดไปหรือเปล่า’
“ค่ะ” ตอบกลับไปแบบงงๆ แต่ยิ้มกว้างให้เขาเฉยเลย
“ห้ามอ่านหนังสือบนรถนะครับ แต่ถ้าอยากสายตาเสียก็ตามใจคุณนะเกล” เหมือนจะเป็นห่วงและโดนดุไปด้วยในคราวเดียวกัน
“...” เอบีเกลพยักหน้าตอบเขาเบาๆแล้วต้องชะงักเมื่อมือหนาเคลื่อนมาเกลี่ยแก้มเนียนใส ก่อนจะดึงกลับแล้วหมุนตัวเดินออกไป ทำไมเขาต้องทำให้ใจเธอสั่นอยู่เรื่อยเลย...
