บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 8 โอกาสของหัวใจ

เอกรัตน์กระวนกระวายใจอยู่ในห้องนอนเพียงลำพัง เขาพยายามคิดอยู่นานว่าถ้าหากไม่ใช่ปัณนารีแล้วจะมีใครที่ทำเรื่องนั้นได้ ความจริงแท้ข้อเดียวที่เขามั่นใจคือ เขาไม่ได้ทำ ! ดังนั้นมันย่อมเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากปัณนารีเพียงคนเดียวเท่านั้น ชายหนุ่มประสานสองมือไว้หลังศีรษะ ขณะนอนหนุนหมอนเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย

ชายหนุ่มครุ่นคิดถึงเหตุผลที่จู่ ๆ คนเป็นแม่เอ่ยปากขอโอกาสให้ปัณนารี เขาเชื่อว่าแม่มีเหตุผล แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสองจิตสองใจ ข้อแรกแม่ของเขากับแม่ของปัณนารีเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน ตั้งแต่เขาเกิดด้วยซ้ำ มีความเป็นไปได้ว่าโอกาสที่แม่ร้องขอนั้นเกิดขึ้นเพราะเห็นแก่เพื่อนรักที่ล่วงลับไปแล้ว ส่วนอีกเหตุผลที่พอจะคิดได้ก็คือ เกรงใจยายพุด

ยายพุดเคยมีบุญคุณกับแม่เขาตั้งแต่ครั้งสมัยสาว ๆ เรื่องนี้แม่ของเขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งสมัยเรียนที่บ้านยากจน ยายพุดช่วยออกค่าเล่าเรียนให้เพราะเป็นเพื่อนสนิทกับลูกสาว ทั้งแม่ของปัณนารียังเป็นคนแนะนำให้แม่ของเขามาทำงานที่บริษัทของพ่อด้วยกัน ทำให้แม่กับพ่อของเขาได้เจอกัน นอกนั้นแล้วเขาไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่สมควรมากพอให้คนเป็นแม่มาร้องขอให้เขาให้โอกาสผู้หญิงคนนั้น

เขารู้สึกว่าเหตุผลนั้นอ่อนเกินไป ทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์และความเกรงใจส่วนตัวล้วน ๆ ไม่หนักแน่นพอจะทำให้เขาให้โอกาสผู้หญิงคนนั้นได้เลย แต่ครั้นจะตัดสินใจปฏิเสธให้เด็ดขาด บอกตัวเองไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ให้อภัย ไม่ให้โอกาสอะไรทั้งนั้น ภาพเก่าของความผูกพันกลับวนเวียนขึ้นมาราวกับกลั่นแกล้ง

ปัณนารีที่เขารู้จักตั้งแต่เด็ก สดใสร่าเริงเข้มแข็งและเด็ดขาด ภาพแววตาดำขลับของเด็กหญิงร่างเล็กที่มองเขาราวกับเป็นโลกทั้งใบ เหมือนเขาเป็นฮีโร่ เป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับเธอยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ

"ปูนเป็นเจ้าสาวพี่เอกได้มั้ยคะ" เธอเคยถามเขาเมื่อครั้งยังตัวสูงเพียงไหล่ของเขาเท่านั้น

"เป็นน้องสาวแล้วเป็นเจ้าสาวไม่ได้แล้ว"

นับจากวันนั้นเธอจะตามเขาต้อย ๆ แต่ก็ไม่เคยล้ำเส้น หญิงสาววางตัวในฐานะน้องสาวได้อย่างดีจนเขาเอ็นดูมากกว่าใคร ไว้วางใจเธอมากกว่าทุกคนบนโลก เมื่อครั้งเขาคบหากับดาริกาเธอก็ดูเข้ากันได้ดีกับคนรักของเขา ทั้งยังเป็นคนเอาเทียนหอมที่ทำเองกับมือมาประดับประดาในงานแต่งของเขาเสียอีก

“กลิ่นดอกกุหลาบค่ะ คุณริกาเธอชอบกลิ่นหวาน ๆ” คำพูดนั้นบอกว่าปัณนารีใส่ใจจนเขาประทับใจ ไม่คาดคิดว่าเธอจะทำเรื่องเลวร้ายได้ลง

ชักจะหงุดหงิดเสียแล้วซี ! เอกรัตน์บอกตัวเอง ไม่ว่าอย่างไรก็ตัดสินใจไม่ได้ ชายหนุ่มเหลียวมองรอบกายเพื่อหาตัวช่วย ครู่เดียวก็เอี้ยวไปหยิบกระเป๋าสตางค์ของตนเองที่วางอยู่บนหัวเตียงรูดซิบช่องใส่เศษเหรียญเจอเหรียญห้าสิบสตางค์ที่หลงเหลือจากยามไปซื้อของในซูเปอร์มาเก็ต

หากออกหัวคำตอบคือไม่ แต่หากออกก้อยคำตอบจะเป็นตรงกันข้าม ชายหนุ่มวางเหรียญบนเล็บหัวแม่มือและนิ้วชี้ก่อนจะดีดลอยขึ้นไปบนอากาศ เหรียญตัดสินหล่นลงหมุนเป็นวงบนโต๊ะทำงานก่อนจะหยุดลง

หัว !

ปัณนารีไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณอรุณีจึงโทรบอกยายพุด ทั้งที่เธอเคยขอร้องเอาไว้ว่าไม่ให้บอก ยายพุดสุขภาพไม่ค่อยดีนัก ทั้งเบาหวานทั้งความดันรุมเล่นงานน่าดู ปัณนารีเกรงว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องนี่จะกระทบกับผู้เป็นยาย แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ยายพุดเข้มแข็งกว่าที่คิด ทั้งยังยืนยันอีกเสียงว่า

“ยายรู้ว่าปูนไม่ได้ทำหรอก”

หลานสาวน้ำตารื้น กอดคนเป็นยายเอาไว้แน่น มือเหี่ยวย่นลูบหลังเธอเรื่อยเฉื่อยคล้ายจะปลอบ ลมเย็นยามค่ำคืนโชยบาดผิวเบา ๆ ปัณนารีเย็นไปทั้งหน้า

“ยายรู้ แต่ยายก็อยากให้ปูนรู้ว่าพี่เขาไม่รู้” เสียงยายพุดสะดุดเป็นช่วง ๆ อายุที่เข้าสู่ช่วงปลายของชีวิตนำพาเรี่ยวแรงของแกไปด้วย “ถ้ายายเป็นพี่เขายายก็คงคิดเหมือนกันว่าปูนทำ”

“แต่ปูนไม่ได้ทำนะยาย”

“อือ พี่เขาก็คงอยากจะคิดอย่างนั้น”

“แต่เขาก็ไม่คิด” เรื่องนี้ปัณนารีน้อยใจจนน้ำตาคลอหน่วย

“เราก็รู้จักเขาดี ยายว่าที่เขายอมให้ปูนอยู่ในบ้านได้ก็เพราะลึกในใจเขาก็ยังแอบหวังว่าสิ่งที่เขาคิดมันผิด แต่เขายังหาเหตุผลที่จะมาหักล้างไม่ได้ จะบอกว่ารู้จักกันตั้งแต่เด็กเลยเชื่อว่าไม่ได้ทำ มันก็ดูจะเข้าข้างปูนมากเกินไป”

“ยายยังเข้าข้างปูนได้เลย”

“มันไม่เหมือนกัน”

ปัณนารีไม่เข้าใจ ทั้งยายพุด คุณอรุณีและเอกรัตน์ล้วนรู้จักเธอมาตั้งแต่เด็ก มีอะไรที่ไม่เหมือนกัน

“ยายเข้าข้างปูนได้เพราะยายไม่มีอีกคนให้ปกป้อง ยายมีปูนเป็นหลานคนเดียว ยายก็ยืนอยู่ข้างปูนได้เต็มที่ คนอื่นจะดีจะชั่วยายก็ไม่ได้รัก ยายไม่สนใจอยู่แล้ว ต่อให้ปูนผิด ยายก็ยังไม่สนอยู่ดี แต่พ่อเอกเขายืนอยู่ตรงกลางระหว่างผู้หญิงสองคน คนหนึ่งก็เอ็นดูเหมือนน้องเหมือนนุ่ง คนหนึ่งก็รักในฐานะว่าที่ภรรยา จะตัดสินใจอะไรต้องใช้เหตุผล เขาเพียงยังหาเหตุผลให้ปูนไม่ได้ เขาเลยตีโพยตีพายทำได้แค่เกรี้ยวกราดระบายความอึดอัดของตัวเอง ยายว่าพี่เขาก็คงทุกข์ทรมานไม่น้อยไปกว่าปูนหรอก”

ปัณนารีนิ่งอยู่นาน ค่อย ๆ คิดตามที่คนเป็นยายพูด เธอไม่เคยทำความเข้าใจมุมที่เอกรัตน์ยืนอยู่มาก่อนที่ผ่านมาก็เอาแต่เฝ้าน้อยใจว่าเขาไม่เชื่อเพียงอย่างเดียว

“เห็นใจพี่เขาหน่อยจะเป็นไร เขาเสียทั้งผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยา เสียทั้งปูนไปเลยนะตอนนี้ ถ้าคิดว่าตัวเองเจ็บที่เสียเขาไปแล้ว ให้คิดว่าเขาเจ็บกว่าที่เสียผู้หญิงที่รักทั้งสองคนในคราวเดียวจะได้มั้ย”

สมองปัณนารีอบอวลอื้ออึงไปด้วยความคิดสับสน

“เวลาเราน้อยใจน่ะ อะไรมันก็เป็นอารมณ์ได้ทั้งนั้น”

เรื่องนี้ปัณนารีไม่เถียง นับตั้งแต่วันเกิดเรื่องจนถึงตอนนี้เธอใช้ความน้อยใจเป็นที่ตั้งเพื่อให้สิทธิ์ตัวเองในการตอบโต้เขาจริง ๆ

“เขาจะคิดว่าปูนไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าเขาคิดอย่างนั้นเขาจะมองหน้าผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาของเขาได้อย่างไร เขาจะกลายเป็นผู้ชายแบบไหนในสายตาของคนที่เขาจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยเล่า ถ้าเราอยากช่วยเขาก็อดทนสักหน่อย หาทางพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็น ให้เขามีเหตุผลพอจะไปยืนยันกับคนอื่นได้ หรือหากความน้อยใจมันมากเสียจนปูนไม่ให้ความสำคัญ ไม่รักเขาอีกแล้ว ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม ก็ช่างปะไร ย้ายออกจากบ้านเขาแล้วไม่ต้องไปสนใจอีก เขาจะเสียใจ เป็นบ้าก็ช่างเขาเสีย แล้วมาบอกยาย ถ้าเขาว่าปูนยายจะไปตีปากเขาให้”

ปัณนารี พยายามทำความเข้าใจกับทุกคำบอกเล่าของยายพุด แม้บางเรื่องยังยากจะยอมรับ แต่ในชีวิตเธอมีคนสำคัญไม่มากนักหรอก หากไม่นับยายพุดแล้ว เขาแทบจะมาเป็นที่หนึ่งเลยเชียว

คนได้รับความสำคัญเป็นอันดับที่หนึ่งยังวุ่นวายอยู่กับการโยนเหรียญในห้องนอนของตัวเอง ตอนแรกเขาคิดว่าทุกอย่างควรตัดสินได้จากการเสี่ยงเพียงครั้งเดียว ตอนนี้ชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าการทำอย่างนั้นมันดูจะใจจืดใจดำไปหรือเปล่า เอกรัตน์รู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ ปัณนารียังพูดเสียด้วยซ้ำว่าเขาเป็นผู้ชายใจดีที่สุดในโลก

แต่อีกใจนึงเขาก็ไม่ควรหาข้ออ้างใดใดให้คนทำผิด !

ความบ้าบัดซบเกิดขึ้นตอนที่เขาตัดสินใจโยนเหรียญอีกครั้ง หากออกหัวเขาจะยึดเอาคำตอบนั้น ปัญหาคือมันออกก้อย เขาถึงกับยกมือก่ายหน้าผากก่อนจะเผลอหลับไป

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนที่แสดงตะวันลอดผ่านผ้าม่านสีเทาเข้ามาภายในห้อง ความคิดที่วนเวียนสับสนเหมือนคนตัดสินใจไม่ได้ว่าตัวเองจะเลี้ยวซ้ายหรือขวาดีทำเอกรัตน์ต้องสบถให้ตัวเองแต่เช้า หากผู้หญิงอีกคนไม่ใช่ดาริกาและหากผู้หญิงอีคนไม่ใช่ปัณนารี หาก หาก และหาก ต่อให้ใช้คำว่าหากสักเท่าไหร่ ก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าฝั่งที่อาจจะทำเรื่องเลวร้ายในคืนนั้นคือปัณนารีและฝั่งที่กำลังเศร้าเสียใจอยู่ที่ใดสักแห่งคือดาริกาไม่ได้เลย

นั่นแหละความจริงที่เขากำลังเผชิญ !

เอกรัตน์วางเหรียญบนเล็บหัวแม่มืออีกครั้งแล้วดีดให้มันลอยสูงขึ้นบนไปอากาศ แรงโน้มถ่วงรั้งมันตกลงสู่ที่นอน เขาไม่หันหน้าไปมอง เลือกที่จะนั่งอยู่ที่เดิม ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไป

สายน้ำอุ่น ๆ ราดรดตั้งแต่ศีรษะไหลเรื่อยลงสู่พื้น เขาหลับตาคลายความเคร่งเครียดที่กำลังเผชิญ บางครั้งนึกอยากจะปล่อยเรื่องนี้ไปเสีย ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่เขาไม่ใช่คนมักง่ายอย่างนั้น

หลังออกจากห้องน้ำ เอกรัตน์หยิบเสื้อเชิ้ตในตู้สำหรับสวมคู่กับกางเกงยีนส์สีเข้มตามสไตล์ ก่อนจะลงมาข้างล่างตอนเกือบแปดโมง เห็นผู้เป็นแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารซึ่งปราศจากปัณนารีเหมือนเดิม แม้ในใจเขาจะนึกสงสัยว่าเธอยังไม่กลับจากบ้านสวนหรืออย่างไร แต่เอกรัตน์ก็เลือกไม่ถามถึง กลับเดินไปนั่งลงถัดจากคนเป็นแม่แล้วดึงชามข้าวต้มให้เขยิบเข้ามาใกล้อีกนิด ไล่สายตามองกับข้าวบนโต๊ะอาหารจึงสะดุดเข้ากับกล้วยบวชชีชามเล็ก

“คุณแม่นึกยังไงครับ กินกล้วยบวชชีแต่เช้า”

“ยายพุดเขาฝากปูนมาให้เอกน่ะ”

ชายหนุ่มเงียบ ไม่ถามต่อ ด้วยใจยังสับสนวุ่นวาย ไม่อยากแสดงให้คนเป็นแม่เห็นถึงความลังเลภายในจิตใจ เอกรัตน์คนชามข้าวต้มตรงหน้าเงียบ ๆ เพิ่งนึกได้ว่าก่อนจะเดินลงมาเขาลืมดูเหรียญที่โยนเอาไว้เสียสนิท เมื่อคืนเขาโยนได้หัวหนึ่งครั้ง ก้อยหนึ่งครั้ง หากเมื่อสักครู่เขาหันไปมองคำตอบของครั้งที่สามมันจะเป็นคำตอบที่ตัดสินทางเลือก

“เรื่องหนูริกาเป็นยังไงบ้าง ได้เรื่องอะไรบ้างหรือเปล่า”

เอกรัตน์ส่ายหน้า สายตาจับจ้องที่ชามกล้วยบวชชีเล็ก ๆ ตรงหน้า เสียงเล็กแหลมเจื้อยแจ้วก็ดังมาในโสตประสาท

ถ้าพี่เอกชอบกิน ปูนจะบอกยายพุดทำให้ทู้กกกวันเลย

“ไอ้ดินมันบอกว่าเจอรองเท้าริกาหน้าบ้านพักที่ชะอำของเราครับ”

ข้าวต้มในชามหมดแล้วชายหนุ่มจึงวางช้อน คุณอรุณีลอบมองลูกชายแวบเดียว แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

“แม่ว่าเอกไปดูที่บ้านหนูริกาหน่อยมั้ย เรื่องมันผ่านมาสักพักแล้ว เผื่อเธอหายโกรธแล้วกลับมาบ้าน”

“ครับ” เอกรัตน์ตอบเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะเลื่อนชามข้าวที่กินจนเกือบหมดออกห่าง คุณอรุณีหันไปเรียกเด็กรับใช้ในบ้านให้เก็บชามข้าวต้มที่หมดแล้วของตนเองออกไป

“งั้นแม่ขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อนนะ มีคุยเรื่องงานที่สมาคมค้างไว้กับเพื่อนนิดหน่อย”

เอกรัตน์เพียงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ คล้อยหลังคนเป็นแม่ไปแล้ว ชายหนุ่มจึงดึงชามกล้วยบวชชีมาตรงหน้าแล้วตักเข้าปากเงียบ ๆ
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel