ตอนที่ 7 บอก..
ดังนั้นตอนมื้อค่ำที่บ้านของเอกรัตน์จึงไม่ปรากฏว่าปัณนารีมาร่วมรับประทานอาหารด้วย ตอนแรกชายหนุ่มไม่ได้สนใจอะไรนักหนา นึกค่อนขอดในใจให้เสียด้วยซ้ำว่ามาอยู่บ้านคนอื่นแต่ยังลงมากินข้าวสายอีก แต่เมื่อผ่านไปสักพักใหญ่ อาหารในจานเขาพร่องไปเกือบครึ่งแล้วก็ไม่เห็นว่าปัณนารีจะปรากฏตัว จึงพูดลอย ๆ ขึ้นว่า
“แล้วรายนั้นเขาไม่มากินข้าวเหรอครับ”
คุณอรุณีเงยหน้าขึ้นจากอาหารในจาน เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้บอกลูกชาย ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากจะเอ่ยถึง กลัวลูกชายช้ำใจจึงหลงลืมไป
“เขากลับบ้านที่อยุธยาน่ะ”
“อ้อ นึกอยากจะไปก็ไปอยากจะมาก็มา ดีนะครับ เหมือนที่นี่เป็นห้างสรรพสินค้า”
“เป็นคนช่างกระแนะกระแหนตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะเรา” คุณอรุณีไม่เห็นด้วยนักที่ลูกชายจะมีนิสัยอย่างนั้น แม้จะเข้าใจดีถึงความโกรธที่ลูกชายยังฝังเอาไว้ในความรู้สึก คนเป็นแม่รู้ว่าลุกชายเอ็นดูหญิงสาวขนาดไหน คอยปกป้องดูแลกันมาตั้งแต่ฝ่ายนั้นเกิด เอกรัตน์ไม่มีพี่น้อง ปัณนารีจึงเป็นเหมือนครอบครัว
“ก็เป็นกับบางคนเท่านั้นแหละครับ” ลูกชายให้เหตุผล คนเป็นแม่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าลูกชายก็ค่อนขอดเก่งไม่แพ้ใคร
“ปูนเขาโทรมาบอกแม่ว่าเขาต้องไปทำเทียนที่อยุธยา ของที่ร้านเขาหมด”
“ผมไม่เห็นอยากรู้”
“ก็เห็นเกริ่นขึ้นมา”
เอกรัตน์จึงเงียบไปเสีย จะกลายเป็นว่าเขาสนใจเธอไปเสียอย่างนั้น เพราะอันที่จริงเขาไม่ได้อยากจะสนใจว่าผู้หญิงคนนั้นไปไหนมาไหนอย่างไร
คุณอรุณีรวบช้อนหลังรับประทานเสร็จ ใช้กระดาษทิชชู่ซับปากแล้วหันไปส่งสัญญาณให้เด็กเก็บจานออกไปก่อน อันที่จริงอยากจะคุยกับลูกชายเพียงสองคน พอสาวรับใช้พ้นตาไปแล้วจึงเริ่มเรื่อง
“เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เอกเชื่อเหรอว่าปูนเขาทำ”
เอกรัตน์เงยขึ้นสบตาผู้เป็นแม่ นี่แม่เขาไม่เชื่อหรือว่าผู้หญิงคนนั้นทำ “ก็ถ้าไม่ใช่ปูนทำแล้วใครจะทำล่ะครับ หรือคุณแม่คิดว่าผมทำเหรอครับ”
“เอกไม่ได้ทำหรอก” เรื่องนี้คุณอรุณีมั่นใจ “แต่ปูนเขาก็บอกว่าเขาไม่ได้ทำ”
ต่างฝ่ายต่างก็ยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเองชนิดที่เรียกว่าค้านกันหัวชนฝา
“ถ้าอย่างนั้นใครทำล่ะครับ ดาริกาเหรอครับ” เธอจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร เอกรัตน์คิดว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากอับอายที่งานแต่งงานของตัวเองพังทลาย
คุณอรุณีรู้ว่านั่นลูกชายพูดประชด
“ถ้าแม่เป็นปูนแม่ก็มีสิทธิ์จะคิดเหมือนกันว่าเอกเป็นคนทำ”
ลูกชายมึนเหมือนปลาโดนทุบหัว ก่อนหน้านี้เขากับแม่ไม่เคยคุยกันจริงจังเรื่องนี้มาก่อน เขาได้แต่เชื่อว่าอย่างไรแม่ก็ยืนข้างเขา “ผมจะทำอย่างนั้นไปทำไมครับ”
“ในมุมเขาเขาก็มีสิทธิ์คิดว่าเอกอาจจะล่วงเกินเขา”
“แต่ผมไม่ได้ทำ”
“แม่ถึงบอกว่าในมุมเขา” คุณอรุณีย้ำอีกครั้ง
เอกรัตน์ยังดื้อดึงในใจ ไม่พอใจนักที่แม่พูดเข้าข้างคนที่ตัวเองคิดว่าเป็นต้นเหตุทำให้งานแต่งงานของเขาพังทลาย
“คุณแม่พูดเหมือนเข้าข้างผู้หญิงคนนั้น ตอนนี้ดาริกายังหายตัวไป เธอกำลังเสียใจเพราะความเข้าใจผิดว่าผมมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นในงานแต่งงานของผมกับเธอ” แม้ความจริงจะยังไม่ถึงขั้นนั้นก็ตาม
คุณอรุณีประสานสองมือเข้าหากันวางไว้บนโต๊ะอาหาร ใบหน้าสงบแบบผู้ใหญ่ที่ไตร่ตรองทุกอย่างด้วยเหตุผล พายุอารมณ์ที่ก่อตัวเพราะความวุ่นวายในคืนนั้นเบาลงแล้ว ก่อนหน้านี้ตัวเองก็เกือบจะโกรธเคืองปัณนารีจนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับคำว่าโอกาสให้หญิงสาวที่เป็นลูกของเพื่อนสนิท หากไม่ใช่เพราะคำตอบของหญิงสาวในวันนั้น วันที่หล่อนสาดคำว่าผู้ต้องสงสัยกลับคืนไปที่เอกรัตน์จนแทบจะวางมวยกันเสียด้วยซ้ำ
โชคดีที่เอกรัตน์เห็นแม่อยู่ด้วยจึงไม่ทำอะไรรุนแรง กระแทกเท้าปึง ๆ ขึ้นไปบนห้องนอนเสียก่อน คุณอรุณีจึงมีโอกาสได้เอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจของปัณนารี
“เธอคิดว่าลูกชายฉันทำจริง ๆ เหรอ”
เมื่อมีคนมากล่าวหาลูกชายคนเป็นแม่ย่อมทนไม่ได้ คุณอรุณีเองก็มั่นใจเต็มร้อยว่าลูกชายคนไม่ได้ทำดังที่ถูกกล่าวหา โชคดีที่คำตอบของหญิงสาวไม่ได้เป็นดังที่คิด
“ไม่หรอกค่ะ” ปัณนารีตอบแทบจะทันที เสียงเธอเบาลงแตกต่างกับตอนพูดกับเอกรัตน์อย่างสิ้นเชิง “พี่เอกไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอกค่ะ”
“แต่เมื่อกี้เธอพูดว่ามันก็มีความเป็นไปได้ที่ลูกชายฉันจะทำ”
“ปูนแค่อยากจะให้เขารู้ว่าปูนเองก็มีสิทธิ์จะคิดอย่างนั้นได้เหมือนกัน”
“แล้วเธอคิดหรือเปล่า”
ปัณนารีส่ายหน้า “ถ้าปูนคิดปูนคงไปแจ้งตำรวจมาจับเขานานแล้วล่ะค่ะ”
เมื่อหมดข้อกังขาในความคิดของหญิงสาว คุณอรุณีจึงได้พิจารณาอย่างรอบคอบ หากปัณนารีจะวางยาลูกชายของตนเพียงเพื่อให้ได้ครอบครอง ก็ทำเสียตั้งแต่ก่อนจะแต่งงาน ทำเสียตั้งแต่ลูกชายตนไม่เจอกับเจ้าสาวของเขาไม่ง่ายกว่าหรือ เอกรัตน์เป็นผู้ชายเอาแต่ใจ แสนจะเกรี้ยวกราดเวลาโกรธหรือไม่พอใจ แต่สิ่งหนึ่งที่คนเป็นแม่รู้เหมือนที่หญิงสาวก็ต้องรู้คือเขาเป็นคนมีความรับผิดชอบ หากเกิดพลาดพลั้งไปแล้ว มีหรือคนอย่างปัณนารีจะไม่ได้เขาไปครอบครอง กลับกัน หากมาทำในงานแต่งงานเท่ากับทำร้ายผู้หญิงที่เขารัก คนอย่างลูกชายตนพร้อมจะปกป้องคนรักทุกเมื่อ นอกจากปัณนารีจะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว สิ่งที่ได้ไปก็จะกลายเป็นความจงเกลียดจงชังแบบที่กำลังประสบในตอนนี้
“ก็ถ้าในเมื่อต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ทำ ก็ให้โอกาสปูนเขาได้พิสูจน์สักหน่อยไม่ได้เหรอ”
“พิสูจน์อะไรเหรอครับคุณแม่ มีโจรที่ไหนบอกว่าตัวเองเป็นโจรบ้าง”
“จะจับโจรต้องมีหลักฐาน ต่อให้เป็นตำรวจก็ใช่ว่าไปเที่ยวบอกคนอื่นว่าเป็นโจรแล้วจะเอาคนนั้นเข้าคุกได้เสียเมื่อไหร่ ขนาดคนที่ถูกชี้ว่าเป็นฆาตกรเลวร้ายขนาดไหนเขายังได้รับโอกาสแก้ต่างในศาลเลย เอกทำงานมีลูกน้องมากมาย บางคนความสามารถร่อแร่ บางคนทำผิดพลาดจนงานเสียมากมาย” เรื่องนี้ลูกชายเล่าให้ตนฟังอยู่บ่อย ๆ “เอกก็ให้โอกาสเขาได้ กับคนที่รักที่เอ็นดูกันมาตั้งแต่เกิด จะใจร้ายใจดำขนาดไม่ให้เขาพิสูจน์ตัวเองเลยเหรอ”
ก็เพราะเป็นคนที่เอ็นดูกันมาตั้งแต่เกิดนั่นแหละเขาถึงได้เจ็บหนัก หากเป็นคนอื่นเขาคงไม่แค้นฟาดงวงฟาดงาขนาดนี้ แจ้งตำรวจจับเสียให้รู้แล้วรู้รอด ดำเนินคดีทุกช่องทางที่ทำได้ เพราะเป็นเธอ เพราะเป็นปัณนารี เพราะเป็นเด็กผู้หญิงที่ชอบเอากล้วยบวชชีมาล่อให้เขาทำในสิ่งที่เธอต้องการนั่นแหละ
เพราะเอ็นดูไม่น้อยกว่าใคร เขาจึงทำแค่ก่นด่า เกรี้ยวกราดให้หายโมโห หากไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็..
“ให้โอกาสเขา ให้โอกาสตัวเอง ถ้าเอกตัดสินเขาไปโดยปราศจากหลักฐาน วันนึงมาพบว่าเขาไม่ได้ผิด คนที่เสียใจที่สุดก็คือเอกนั่นแหละ” คนเป็นแม่ลุกจากโต๊ะอาหาร เดินเข้าไปลูบบ่าลูกชายเบา ๆ ฝากเอาไว้ก่อนเดินขึ้นชั้นบนว่า “ถ้าวันนึงมีหลักฐานยืนยันว่าเขาจงใจทำลายงานแต่งจริง ๆ ตอนนั้นจะเกลียดเขาเท่าไหร่ แม่จะไม่ห้ามเลย”
ความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ปัณนารีเดินหน้าลุยสร้างร้านเทียนหอมสองนารีมาจนประสบความสำเร็จ คำว่าสำเร็จในที่นี้หมายความว่ารายได้จากร้านสองนารีนั้นมากพอที่จะทำให้เธอและพิมพ์ชนกที่เป็นหุ้นส่วนมีกินมีใช้ได้โดยไม่ขัดสน แม้บางครั้งจะต้องอดตาหลับขับตานอนเพื่อทำสต็อกไปบ้าง แต่ความสุขที่ได้รับนั้นคุ้มค่า แม้ตอนนี้จะมีมรสุมใหญ่เข้ามา แต่ปัณนารีก็เชื่อว่าเธอจะไม่ท้อ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม
บรรยากาศรอบด้านมีเพียงความมืดโรยตัวปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ปัณนารีชินเสียแล้วด้วยคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก วัตถุดิบในการทำเทียนกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ เด็กหญิงลูกแก้วเพิ่งลากลับไปตอนสองทุ่มหลังจากเข้ามาช่วยผสมเทียนอยู่เกือบสามชั่วโมงแล้วพ่ายแพ้ต่อความง่วงในที่สุด ที่ห้องเก็บของจึงเหลือเพียงปัณนารีกำลังใช้ไม้หนีบผ้าที่ทำจากไม้หนีบไส้เทียนระหว่างรอเทียนแข็งตัว
เสียงฝีเท้าแว่วมาจากด้านหลัง หญิงสาวละงานในมือเหลียวไปมอง ยายพุดเดินโขยกเขยกลงมา สองแก้มผัดแป้งนวล หญิงสาวถึงกับอมยิ้ม
“ยายเพิ่งอาบน้ำเสร็จเหรอจ้ะ”
ยายพุดนั่งลงบนเตียงข้างข้าวของระเกะระ กลิ่นน้ำมันหอมระเหยลอยเตะจมูก ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย “กลิ่นอะไรล่ะคราวนี้”
“กลิ่นดอกโมกข์กับไพน์จ้ะ” หลานสาวบอก กดปลายที่หนีบผ้าไม้ให้อ้าออก กะลำไส้เทียนให้ตรงที่สุด ก่อนจะหนีบเอาไว้อย่างนั้น “กลิ่นนี้ขายดีนะยาย ลูกค้าชอบ เอาไว้จุดตอนสวดมนต์ รับรองว่าจำบทสวดได้แม่น”
“เอาไปให้พี่เขาบ้างสิ”
มือที่กำลังบีบไม้หนีบให้อ้าออกชะงัก “ยายหมายถึงพี่เอกเหรอคะ”
“เขาจะได้ไม่โกรธหลานยาย”
“ยายหมายถึง…” ปัณนารีสังหรณ์ใจประหลาด สีหน้าท่าทางยายพุดดูสงบ มีเพียงแววตาที่ส่งแววเวทนามาให้
“พี่เขาจะได้ไม่โกรธเพราะคิดว่าปูนไปทำลายงานแต่งงานเขา”