บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 ตามหาสิ่งที่หายไป

ปัณนารีพอจะจำทางไปบ้านพักชายทะเลของเอกรัตน์ได้ เคยขอเขามาพักกับเพื่อนเป็นครั้งคราวเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ระยะทางเกือบสองร้อยกิโลเมตรหญิงสาวขับรถโดยไม่แวะพักแม้สักนาทีเดียว ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม แยกเข้าเพชรบุรี จนกระทั่งรถจอดสนิทที่หน้าบ้านสีขาวหลังใหญ่ริมชายหาดชะอำ ปัณนารีจึงค่อยรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เกาะกินไปทั้งร่างกาย คอบ่าไหล่ทั้งเคล็ดทั้งตึงไปหมด

หญิงสาวบิดคอเบา ๆ คลายความเมื่อยล้า ดับเครื่องรถยนต์เปิดประตูลงจากรถ กลิ่นทะเลปะทะเข้าที่ปลายจมูก ตะวันลอยคล้อยบ่ายจวนเจียนจะตกดินเต็มที คุณอรุณีเป็นคนบอกเธอเรื่องที่เจอรองเท้าดาริกาให้ฟัง ไม่รอช้าปัณนารีขับรถมาที่นี่ทันที

ก่อนมาที่นี่เธอแวะเอาเทียนที่เพิ่งทำเสร็จไปเติมสต็อกที่ร้าน พิมพ์ชนกบ่นเรื่องยอดขายไม่ดีนัก มีนักแสดงชื่อดังมาออเดอร์เทียนเพื่อใช้ในงานแต่งงาน แต่ไม่ขอติดแบรนด์เพราะกังวลเรื่องภาพลักษณ์จากเรื่องราวของปัณนารีที่แชร์กันทางสังคมออนไลน์ เธอรับปากเพื่อนว่ากลับจากบ้านพักที่ชะอำแล้วจะจัดการให้ พิมพ์ชนกจึงได้รู้ว่าเธอจะไปบ้านพักชะอำเพราะเรื่องของดาริกาในตอนนั้นเอง

ตอนแรกเพื่อนรักไม่เห็นด้วย แต่ปัณนารียังยืนยัน การหาความจริงไม่ใช่แค่เพื่อเอาไว้เปลี่ยนความคิดที่เอกรัตน์มีแต่เธอ แต่เพื่อภาพลักษณ์ของร้านสองนารีด้วย พิมพ์ชนกจึงไม่แย้งอะไรอีก แม้จะยังยืนยันท่าทางไม่เห็นด้วยอยู่ตามเดิมก็ตาม

เมื่อใดที่ครอบครัวของเอกรัตน์เดินทางมาพักผ่อนที่นี่ คุณอรุณีจะแวะไปรับเธอที่บ้านสวนอยุธยาเกือบทุกครั้ง หากไม่ไปเองก็จะให้คนขับรถที่บ้านไป ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เธอเป็นเพื่อนเล่นกับเอกรัตน์ด้วย เขาเป็นลูกชายคนเดียว ทั้งนิสัยยังวางท่า ไม่เข้าหาใครก่อนสักเท่าไหร่ เพื่อนจึงน้อย เมื่อเธอเข้ามาเขาจึงรับเข้าเป็นน้องสาว โชคดีที่เธอชอบทะเล อาจจะเพราะเกิดในสวนจึงเห็นต้นไม้จนชิน เมื่อชินก็เบื่อไปอย่างนั้นเอง หรืออาจจะเพราะที่นี่เป็นพื้นที่ของเอกรัตน์กระมัง

ปัณนารีมองท้องทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา พลันสมองก็สงสัยขึ้นมาแวบนึงว่ายามเสียใจคนเราจะขับรถมาได้ไกลสักเท่าใดกัน เคยดูแต่ในละครที่นางเอกจะขับรถไปเรื่อย ๆ หลังเผชิญหน้ากับเรื่องร้ายแรงจนนำพาไปสู่อุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิต เพียงแต่นี่ไม่ใช่ละคร งานแต่งงานของเอกรัตน์กับดาริกาจัดขึ้นในโรงแรมใจกลางเมือง แม้สี่ห้าทุ่มไปแล้วรถยังแน่นหนา ไม่ต้องนับช่วงหกโมงเย็นที่เกิดเรื่อง รถติดแหง็กเสียจนเดินเอายังถึงที่หมายได้เร็วกว่า หากให้ประเมินคร่าว ๆ จากโรงแรมมาถึงชะอำในช่วงเวลานั้นไม่น่าจะต่ำหว่าห้าหกชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ

อีกคำถามคือมาทำไม ?

ฝ่ารถติดจากย่านใจกลางเมืองหกชั่วโมงในชุดแต่งงานเพื่อมานั่งทอดถอนอารมณ์เสียใจพร้อมรองเท้าแต่งงานที่เดินลงบนพื้นทราบสวบสาบนี่น่ะหรือ เดินเท้าเปล่ายังยาก

เอาเถอะ ! ปัณนารีลองแทนตัวเองเป็นดาริกาที่กำลังเศร้าเสียใจ เธออาจจะมุ่งมั่นถึงขนาดพาตัวเองมาที่นี่ อาจจะด้วยมีความหลังฝังใจเป็นสถานที่แห่งความรักหรืออะไรก็ตาม คิดมาถึงตรงนี้คนช่างวิเคราะห์ก็เจ็บแปลบที่ความรู้สึก พยายามคิดข้าม ๆ ความน่าจะเป็นที่ว่าทั้งสองคนมีความหลังอันแสนหวานที่นี่ไป

แล้วหลังจากนั้นเล่าดาริกาไปไหน ทำไมเธอไม่เอารองเท้าไปด้วย หรือหญิงสาวจงใจทิ้งไว้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเอกรัตน์ให้ติดตามเธอ

ข้อนี้ปัณนารีรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูง

เธอเคยเห็นเพื่อนเธอทำเป็นไปถอดรองเท้าแตะไว้บนสะพานแขวนยามที่ต้องการเรียกร้องความสนใจหลังจากทะเลาะกันเหมือนกัน

หากรองเท้าแต่งงานถูกทิ้งอยู่ที่นี่ แสดงว่าวันนั้นดาริกาต้องมาที่นี่ในชุดแต่งงาน แล้วชายหาดที่มีหญิงสาวใส่ชุดแต่งงานเดินร้องไห้ย่อมสะดุดตาคน ดังนั้นปัณนารีจึงคิดว่าเธอจะลองถามพ่อค้าที่อยู่แถว ๆ นี้ดูว่าพอจะเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหรือไม่

หญิงสาวเลือกร้านขายอาหารตามสั่งเล็ก ๆ ข้างซูเปอร์มาเก็ตเป็นที่หมาย หลังเมียงมองอยู่นานเธอรู้สึกว่าพ่อค้าหุ่นหมีที่กำลังผัดกะเพราโช้งเช้งเคาะกระทะโป้ก ๆ นี้ค่อนข้างดูเป็นมิตร สังเกตจากคำพูดคำจาที่ใช้ตอนรับคำลูกค้าที่มาสั่งอาหาร

"ปลาหมึกผัดผงกะหรี่ราดข้าวค่ะ" หญิงสาวสั่งแล้วไปนั่งรอที่โต๊ะ

ครู่เดียวข้าวราดด้วยปลาหมึกผัดผงกะหรี่ก็วางลงตรงหน้า ปัณนารีคว้าหมับเข้าที่ข้อมืออวบ ๆ ทำเอาพ่อค้าถึงกับตกใจ

“ถามอะไรหน่อยค่ะ” เธอไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายสงสัยนาน ยื่นโทรศัพท์มือถือพ่อค้าที่ยังดูงุนงงทันที “พี่เคยเห็นคนในรูปใส่ชุดแต่งงานเดินร้องไห้อยู่แถวนี้สักเมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมามั้ยคะ”

อีกฝ่ายยังประมวลผลกับคำถามที่ออกจะพิกลนั่นในหัว พ่อค้าหุ่นหมีเจ้าของร้านตามสั่งริมทางไม่คาดคิดว่าจะเจอคำถามอะไรแบบนี้มาก่อน

“ค่อย ๆ นึกก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันรออยู่ตรงนี้ ถ้าเผื่อพี่พอจะนึกได้ว่ามีคนใส่ชุดแต่งงานเดินผ่านหน้าร้านไปเมื่อสักสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาพี่บอกหน่อยนะคะ ฉันขอกินข้าวก่อน”

ปัณนารีปล่อยมืออีกฝ่ายให้เป็นอิสระ คนถูกถามเดินเกาศีรษะกลับไปหน้าเตา หญิงสาวที่ดูแล้วน่าจะเป็นผู้ช่วยปรี่เข้ามาหาอีกฝ่าย ปัณนารีได้ยินทั้งสองคนกระซิบกระซาบเหมือนปรึกษาหารือกันครู่หนึ่งฝ่ายผู้หญิงก็เดินเข้ามาบอกเธอว่า

“คนใส่ชุดแต่งงานเดินไปเดินมาไม่มีนะพี่”

ปัณนารีเพียงยิ้มด้วยความขอบคุณ “ขอบคุณนะคะ”

ปัณนารีใช้วิธีเดียวกันนี้อีกสองสามร้าน เพียงแต่ร้านอื่น ๆ เธอใช้วิธีซื้อกลับบ้านไม่ได้นั่งกินเหมือนร้านแรก แต่คำตอบที่ได้นั้นเหมือนกันคือไม่มีใครพบเจอว่ามีหญิงสาวใส่ชุดเจ้าสาวเดินไปเดินมาในช่วงสองสามสัปดาห์นี้ ด้วยเหตุนี้เธอจึงเดินกลับไปยังรถที่จอดไว้ยังหน้าบ้านพักตากอากาศของเอกรัตน์พร้อมถุงอาหารสองสามอย่างในมือ ปัณนารีครุ่นคิดมาตลอดทางว่าไม่มีใครจำได้เลยหรือว่าเคยเห็นหรือเปล่า

เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับคำถามในหัวจึงไม่ทันสังเกตว่าที่หน้ารถเธอมีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งยืนกอดอกจับจ้องสายตามายังเธอคล้ายเขากำลังคุรุ่นคิดพิจารณาบางสิ่งบางอย่างในหัวไปด้วย คิ้วหนาขมวดมุ่นเมื่อเธอยังทำเหมือนมองไม่เห็นเขา ผมรองทรงปลิวตามแรงลมริมชายทะเล ชายหนุ่มสวมเชิ๊ตยีนส์ยัดชายเสื้อส่วนหน้าเข้ากางเกงยีนส์สีใกล้เคียงกับเสื้อ ขาข้างหนึ่งไขว้ไว้ด้านหน้าส่วนหลังพิงกระโปรงหน้า กว่าปัณนารีจะรู้สึกตัวว่าถูกจ้องมองด้วยสายตาต่อว่าต่อขานก็ตอนที่เดินมาจนเกือบจะประชิดตัวเขาแล้ว ปัณนารีมองเขาเหมือนไม่เชื่อสายตา นึกว่าตัวเองตาฝาก พึมพำในคอ

“พี่เอก”

“ปูนมาทำอะไรที่นี่” เป็นคำถามแรกที่หลุดออกจากปากของคนวางท่าขึงขัง ปัณนารีรู้สึกแปร่งหูชอบกล ด้วยหลังจากเกิดเรื่องเขาก็แทนตัวเองด้วยคำพูดที่แสนจะห่างเหิน พอเขากลับมาเรียกชื่อเล่นเธออีกครั้ง กลับรู้สึกว่ามันไม่ชินหูเสียแล้ว

“คุณป้าบอกปูนว่าตำรวจเจอรองเท้าคุณริกาที่นี่ ปูนเลยมาดูค่ะ เผื่อจะเจออะไร”

“แล้วเจอมั้ย”

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่เจอค่ะ” ปัณนารีไม่อยากให้การมาสูญเปล่าจึงรีบบอก “แต่ว่ายังไม่ได้เข้าไปดูในบ้าน พอดีตอนออกมาลืมขอกุญแจคุณป้ามา พี่เอกมาก็ดีเลยค่ะ ปูนขอเข้าไปดูข้างในหน่อยได้มั้ยคะ”

เธอลืมไปเสียสนิทว่าควรจะถามเขาสักนิดว่ามาที่นี่ทำไม แต่อีกใจปัณนารีก็คิดว่ามันก็อาจจะเป็นไปได้ที่เขาจะมาหาร่องรอยของดาริกาเหมือนกันเธอ

“จะหาริกาไปทำไม”

“ก็จะบอกเขาว่าปูนกับพี่เอกไม่ได้มีอะไรกัน แล้วก็จะถามเขาหลายอย่างเลยค่ะ ไม่แน่ว่าบางทีคุณริกาอาจจะมีศัตรูลับ ๆ ที่ไหนก็ได้นี่คะ ถึงได้เกิดเรื่องขึ้น”

คิ้วหนาขมวดหนักกว่าเดิม สายตาเข้มจ้องเธอด้วยแววตาดุ

ปัณนารีก็รู้สึกว่าตัวเองพลาดอย่างแรงที่บอกไปอย่างนั้น มันเท่ากับว่าเธอโยนความผิดให้กับดาริกา ทั้งที่ความจริงไม่ได้เจตนาจะหมายความอย่างนั้น “คือปูนไม่ได้หมายความว่าคุณริกาเป็นคนผิด เพียงแต่ในเมื่อปูนไม่ได้ทำ พี่เอกไม่ได้ทำ บางทีคุณริกาอาจจะมีเบาะแสอะไรบ้าง ถ้าได้คุยกันอาจจะหาเจอ”

แวบนึงที่เอกรัตน์ประหลาดใจ ปัณนารีพูดง่าย ๆ ว่าเขาไม่ได้ทำ เธอรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้ทำ อะไรทำให้เชื่อมั่นได้ขนาดนั้น

“ไม่คิดว่าพี่อยากจะล่วงเกินปูนแล้วเหรอไง”

ปัณนารีเม้มปากแน่น เรื่องนั้นเธอเคยคิดจริง ๆ เสียที่ไหน แต่อารมณ์อยากเอาชนะที่ยังหลงเหลือทำให้ไม่พูดออกไป เลือกที่จะเงียบเพื่อแสดงถึงความดื้อดึงว่าตนเองไม่ยอมแทนการเถียงอย่างเมื่อคราวก่อน วันนี้คุณอรุณีไม่อยู่ ขืนพูดไม่เข้าหูเขาบีบคอเธอตายแน่

“เปิดให้หน่อยได้มั้ยคะ”

“ริกาเขาไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก”ที่รู้เพราะก่อนเธอจะมาเขาเข้าไปสำรวจเรียบร้อยแล้วช่วงระหว่างรอเธอมาเพียงแต่เขาไม่อยากบอก

“ปูนจะเข้าไปดูข้างในเผื่อมีร่องรอยอะไรอยู่ อาจจะมีของที่เธอทิ้งไว้”

เอกรัตน์ชี้ไปยังแม่กุญแจอันเบ้อเริ่มที่คล้องอยู่หน้าบ้าน แทนการบอกว่ากุญแจที่คล้องไว้เป็นการคล้องจากภายนอก หมายความว่าดาริกาย่อมไม่ได้อยู่ด้านใน

“แต่พี่เอกบอกคุณป้าว่าตำรวจเจอรองเท้าคุณริกาที่นี่ ไม่แน่นะคะ ก่อนหน้าคุณริกาอาจจะมาอยู่ชั่วคราวเพราะต้องการหนีหน้าพี่เอก หรือว่าตอนนี้เธอจะกลับบ้านแล้ว จริงสิ ! พี่เอกไปดูเธอที่บ้านหรือยังคะ”

“ไม่อยู่”

ไหล่บางลู่ลงคล้ายหมดหวัง ปัณนารีพยายามคิดเท่าไหร่ก็ปะติดปะต่ออะไรไม่ได้เลย ตอนนี้ในใจเธอหวังเพียงอยากจะเจอดาริกา ด้วยความคิดที่ว่าดาริกาจะเป็นคนเดียวที่น่าจะเกี่ยวข้องกับคนที่สร้างเรื่องในคืนนั้น เธอไม่ได้ทำแน่ ส่วนเอกรัตน์เธอก็ปัดทิ้งด้วยความมั่นใจในตัวเขาอยู่แล้ว “ไม่คิดว่าจะเป็นปูนเหรอที่มีศัตรูจนเขาแกล้งเอา”

ปัณนารีเอียงคอนิดนึง เธอใช้สายตามองเขาเหมือนจะย้อนถามว่าพี่เอกก็รู้นี่นาว่า “ศัตรูคนเดียวของปูนก็คือพี่เอกค่ะ” นอกนั้นเธอไม่มีศัตรูที่ไหนเลย นอกจากทำเทียนหอม ขายของกับพิมพ์ชนก คุยกับพนักงานพาร์ทไทม์ในร้าน ศึกษาเกี่ยวกับกลิ่นน้ำหอมและน้ำมันหอมระเหย ปัณนารีก็ไม่ได้สุงสิงวุ่นวายกับใครที่ไหน เพราะเพียงเท่านี้เวลาของเธอก็หมดไปทั้งวันแล้ว

อ๊ะ ! ปัณนารีนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เมื่อสักครู่เอกรัตน์ใช้คำว่าแกล้ง เขาบอกว่าอาจจะเป็นเธอที่ถูกแกล้ง เขาพูดราวกับเชื่อแล้วว่าเธอไม่ได้ทำ

“มองอะไร” เอกรัตน์ย้อนถามเมื่อเห็นผู้หญิงตรงหน้ามองเขาด้วยแววตาที่บอกว่าเธอกำลังสงสัย เพียงแต่เขาเดาไม่ออกว่าเธอสงสัยอะไร พอถูกดุปัณนารีจึงเปลี่ยนทิศทางของสายตาไปทางตัวบ้านที่เป็นเป้าหมายเดิมเสีย

ในบ้านเงียบเชียบไม่ปรากฏเงาการเคลื่อนไหวใดใดที่บอกว่ามีคนอยู่ หญิงสาวเงยขึ้นมองตัวบ้านด้านบน แม้ไม่ปรากฏสิ่งใดผิดแผก แต่เธอก็อยากจะเข้าไปดูให้แน่ใจ ไม่อย่างนั้นคงคาใจ

ปัณนารีเหลียวกลับมามองเอกรัตน์ที่ยังยืนกอดอกมองเธออยู่อย่างนั้น เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจความหมายของคำถามที่ส่งผ่านทางสายตาว่าจะไม่เปิดประตูให้จริง ๆ หรือ ชายหนุ่มยังยืนนิ่ง จึงแน่ใจแล้วว่าเขาไม่เปิดให้แน่ ปัณนารีวางสองมือลงบนขอบประตูรั้วไม้ที่สูงเพียงหน้าอก ดันทั้งร่างเบาโหวงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงเอกรัตน์โวยวายดังมาจากด้านหลัง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะปูน !”

คำสั่งของเขาไม่เป็นผลเมื่อร่างบางยกขาข้ามรั้วสีขาวเข้าไปข้างใน เพียงชั่วขณะเดียวเธอก็พาทั้งร่างเข้าไปสู่ภายในพื้นที่บ้านอย่างง่ายดาย ปัณนารีชินกับการปีนป่าย ยิ่งสัดส่วนขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็กเรียวทำให้คล่องแคล่ว

เอกรัตน์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ล้วงกุญแจจากกระเป๋า ไขเข้าไปข้างใน ทันดึงมือคนตัวเล็กเอาไว้ รั้งมาด้านหลังให้หยุดการกระทำ

“ปูนขอเข้าไปดูข้างในหน่อยนะคะ” ปัณนารีหันมาร้องขอก่อนหันกลับไปเบื้องหน้า เอื้อมไปหมุนลูกบิด พบว่าไม่ได้ล็อก

แม้แต่เอกรัตน์ยังแปลกใจ จ้องมือที่บิดลูกบิดอย่างง่ายดายด้วยความฉงน ปกติเขาล็อกประตูบ้านหลังนี้ไว้ตลอด ลองหมุนอีกคนก็พบว่ามันไม่ได้ล็อกจริง ๆ เขาดันประตูเปิดเข้าไปภายในบ้าน ข้างในบ้านเงียบกริบ ปัณนารีเหลียวหาที่เปิดไฟ เดินไปกดเปิดแล้วจึงสำรวจให้ทั่วอีกครั้ง

ด้านล่างเป็นห้องรับแขกและห้องครัว มีเพียงเก้าอี้หวายตัวยาวขนาบด้วยเก้าอี้หวายเล็กข้างละตัวซ้ายขวาตรงกลางเป็นโต๊ะกระจกวางทับบนผ้าลายดอกไม้ มีรูปวาดชายทะเลชะอำประดับบนผนัง ปัณนารีเปิดหน้าต่าง ใช้สองมือจับขอบ ชะโงกหน้าออกไปดู ไม่เห็นสิ่งใดที่ผิดปกติ นอกหน้าต่างมีเพียงชายหาดไกลสุดลูกตากับผืนน้ำทะเลกว้าง ทุกอย่างยังคงเงียบ

หญิงสาวยังไม่ยอมแพ้วิ่งขึ้นไปข้างบน เปิดประตูตู้เสื้อผ้าในห้องนอนทั้งสองห้อง พบเพียงความว่างเปล่า ตอนนั้นล่ะปัณนารีจึงเริ่มถอดใจ หรือจะไม่มีเบาะแสอะไรให้ค้นพบจริง ๆ

“คราวก่อนคงลืมล็อก” เอกรัตน์ที่เดินตามขึ้นมาคาดเดา ผิดหวังอยู่เหมือนกันที่ไม่เจออะไรเลย เขาเองก็แอบหวังว่าจะเจอเบาะแสหรือบางสิ่งบางอย่างที่จะบอกได้ว่าดาริกาอยู่ที่ไหน

“กลับได้แล้วหรือยัง”

ถึงตอนนี้คนที่ดื้อดึงในคราแรกเถียงไม่ออก ไม่รู้จะเอาเหตุผลไหนมาอ้างเพื่อจะอยู่ต่อ จำใจต้องเดินตามคนตัวสูงออกจากประตูห้อง ขณะที่สมองยังวนเวียนอยู่กับความสงสัยว่าคืนนั้นดาริกามาทำอะไรที่นี่จึงมีรองเท้าทิ้งไว้ที่ชายหาด จะเพียงแค่มาเดินวนหน้าบ้านแล้วขับรถกลับไป เพียงเท่านั้นจริง ๆ น่ะหรือ

“พี่เอกคะ” หญิงสาวเรียกเขาเอาไว้ เอกรัตน์จึงต้องชะงักเหลัยวกลับมามอง จึงได้เห็นว่ามีความสงสัยเต็มไปหมดในแววตาของปัณนารี “พี่เอกขอคุณริกาแต่งงานที่นี่หรือเปล่าคะ”

“เปล่า”

“ขอเป็นแฟนล่ะค่ะ ที่นี่หรือเปล่า”

“เปล่า” คำตอบเขาเหมือนเดิม

“วันครอบรอบ วันเกิด วันสำคัญมาฉลองที่นี่หรือเปล่าคะ”

“เปล่า” เสียงเขาเข้มขึ้น ความจริงคือดาริกาเคยมาที่นี่เพียงสองครั้ง ครั้งหนึ่งมาเนื่องจากมารดาของเขาต้องการมาพักผ่อนในช่วงวันปีใหม่ เขาจึงชวนเธอมาด้วย หญิงสาวแวะมาแต่ไม่ได้ค้างคืนเนื่องจากเธอต้องกลับไปฉลองปีใหม่กับพ่อแม่เหมือนกัน คืนนั้นเหลือเพียงเขากับแม่ที่อยู่ต่อ ส่วนอีกครั้งคือเมื่อตอนลูกค้าของเขามาจัดงานแต่งงานที่นี่ เขาแวะมาดูงานจึงพาเธอมาเดินเล่น ไม่ได้ค้างคืนเช่นเดียวกัน

“ไม่มีความหลังอะไรที่นี่เลยหรือคะ”

“ไม่มี” เสียงเขาขุ่น เดินนำลงไปก่อน ปัณนารียังตาลอย ไม่ได้จะสนใจทางเดินลงนัก กำลังคิดว่าหากเป็นอย่างนั้นทำไมดาริกาต้องตะบี้ตะบันขับรถมาหลายชั่วโมงเพื่อมาที่นี่ด้วย ในเมื่อที่นี่ไม่มีความหลังอะไรเลย

อารมณ์คิดอะไรเพลิน ๆ จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ในหัวมากกว่าจะระมัดระวังในการเดิน แม้ปลายหางตามองเห็นพื้นอยู่เรือง ๆ แต่ความไม่ระวังจึงทำให้ก้าวพลาดพรืดเดียวลื่นไถลลงกับพื้น ข้อเท้าพลิกทำล้มไปทั้งตัว ปัณนารีใจกระตุกวูบคิดว่าตัวเองตายแน่
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel