บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 สิ่งที่ต้องเผชิญ

ปัญหาที่ปัณนารีเผชิญ ไม่ใช่แค่เรื่องที่เอกรัตน์ไม่เชื่อว่าเธอไม่ได้ทำเรื่องเลวร้าย แต่ยังเป็นเรื่องอาชีพหน้าที่การงานอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ร้านเทียนหอมสองนารีที่เธอก่อตั้งร่วมกับพิมพ์ชนกกำลังดำเนินไปอย่างสวยงามสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจนปัณนารีคิดจะขยายอีกสาขาเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อมีคนถ่ายคลิปวันเกิดเรื่องเผยแพร่ออกไปสู่สังคมออนไลน์พร้อมคำพาดหัวแบบผิด ๆ กระแสด้านลบก็กระหน่ำเข้ามาที่ร้านมากมายมหาศาล ทุกคนล้วนต่อว่าต่อขานว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าด้านที่มีความสัมพันธ์กับเจ้าบ่าวกลางงานแต่งงานจนเจ้าสาวหนีหายไป

ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้บรรยากาศในร้านเงียบเหงา หนำซ้ำยังมีคนที่มาพร้อมโทรศัพท์มือถือในมือ ทำท่าเหมือนถ่ายรูปตัวเองให้ติดพนักงานพาร์ทไทม์ของร้านด้านใน บางคนก็ไม่เกรงอกเกรงใจเข้ามาถามหาเธอตรง ๆ ก็มี ไม่นับข้อความต่อว่าที่ส่งมาทางอินบ็อกอย่างล้นหลาม ชนิดที่ว่าถ้านี่คือออเดอร์ เธอก็อาจจะติดอันดับมหาเศรษฐีโลกที่ร่ำรวยจากการขายเทียนหอมไปแล้ว

“วันนี้ฉันเคลียร์หลังบ้านให้แล้วกัน” ปัณนารีออกตัวทันทีที่เห็นเพื่อนลุกขึ้นหลังจากส่งกล่องข้าวลงถุงขยะสีดำไปแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวปัญหา หากโผล่หน้าออกไปจะทำให้ร้านวุ่นวายเสียเปล่า ๆ

พิมพ์ชนกไม่ติดขัดบอกอีกด้วยว่า “เดี๋ยวปุ้ยมันก็มาแล้ว”

ปุ้ยที่ว่าคือพนักงานพาร์ทไทม์ที่จะเข้างานหลังร้านเปิดได้หนึ่งชั่วโมง ร้านเทียนหอมสองนารีมีพนักงานพาร์ทไทม์สามคนเอาไว้สลับกันทำงานเพื่อช่วยแบ่งเบาหน้าที่หน้าร้านของทั้งสองคน

“อือ งั้นเดี๋ยวฉันเช็คสต็อกหลังร้านก่อนแล้วกัน ถ้าต้องทำเทียนเพิ่มฉันก็ขอตัวกลับไปทำเลยนะ”

พิมพ์ชนกหยิบผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลปักโลโก้ร้านมาสวม “เอาที่แกสบายใจเลย เรื่องหน้าร้านฉันจัดการให้ ถ้าไม่ไหวจะบอก”

“ขอบใจนะ”

ฝ่ายได้รับคำขอบคุณตบบ่าเพื่อนอีกครั้งเบา ๆ แล้วเดินออกไป

ทันทีที่เลื่อนเปิดประตูม้วนขึ้นเหนือศีรษะ พิมพ์ชนกก็พบว่ามีลูกค้าสาวสองคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว ตอนแรกเธอเกือบจะดีใจอยู่แล้วเชียวถ้าหากไม่เห็นว่าหนึ่งในสองคนกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่น

ได้แต่หวังว่าคงไม่ใช่ …

ทั้งสองคนปรี่เข้ามาทันที “ร้านเปิดแล้วใช่มั้ยคะ”

“ค่ะ”

วูบแรกได้แต่บอกตัวเองว่าเธอคงจะคิดมากไป ลูกค้าที่ติดใจกลิ่นเทียนมีมากมาย สองสาวอาจจะเป็นคนกลุ่มนั้นก็ได้ แต่หลังจากที่ทั้งคู่เดินวนไปวนมาไม่หยิบไม่จับอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สังเกตดูอยู่เกือบสิบห้านาที นอกจากลอบมองไปยังหลังร้านแล้วทั้งสองคนก็ไม่เห็นจะสนใจแม้แต่จะเปิดดมกลิ่นเทียนในร้านเสียด้วยซ้ำ พิมพ์ชนกยืนเอามือประสานไว้หน้าขาอยู่ต่ออีกสิบนาทีก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นของโทรศัพท์มือถือ เธอล้วงหยิบที่กระเป๋าด้านหน้าผ้ากันเปื้อน เป็นปัณนารีที่ส่งข้อความมาทางไลน์ พิมพ์ชนกอ่านแวบเดียวก็เดินเข้าไปหาทั้งสองคน

“ขอโทษนะคะ”

ทั้งสองคนสะดุ้งหันมาหา ทำท่าทางเลิ่กลั่กอยู่แวบนึงก็วางท่าสงบ

“ลูกค้ามีสนใจตัวไหนเป็นพิเศษมั้ยคะ ดิฉันจะช่วยแนะนำให้ ร้านเราเพิ่งออกกลิ่นใหม่นะคะ เป็นกลิ่นดอกไม้รวม ตัวน้ำหอมเป็นเอสเซนเชียลออยล์แท้”

“พี่อยู่ร้านคนเดียวเหรอคะ”

คราวนี้แน่เสียยิ่งกว่าแช่แป้ง ไม่ใช่ลูกค้าแล้วล่ะ เป็นพวกหิวแสงที่จะมาเก็บภาพเพื่อนเธอเพื่อนำไปรุมด่าในอินเตอร์เนตเสียมากกว่า

“ใช่ค่ะ”

“เอ แต่เท่าที่รู้ร้านจะมีหุ้นส่วนสองคนไม่ใช่เหรอคะ” หนึ่งในนั้นใจกล้าเอ่ยถาม ทั้งยังมองไปยังหลังร้านอย่างไม่เกรงใจอีกด้วย

“ใช่ค่ะ”

“เขาไปไหนเหรอคะ”

“ลูกค้าอยากพบเธอเหรอคะ”

“ใช่ค่ะ”

“ต้องรอสักครู่นะคะ เธอกำลังเดินทางมา”

สองสาวร้อง ‘อ้อ’ ในลำคอแล้วบอก “งั้นขอเดินเล่นรอนะคะ”

“ตามสบายค่ะ” พิมพ์ชนกบอกเท่านั้นก็เดินกลับไปยังเคาเตอร์จัดการกับโปรแกรมเปิดร้าน ตั้งค่าสำหรับทำการขายวันใหม่ แล้วปล่อยทั้งสองคนยืนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ

เกือบชั่วโมงผ่านไป ปุ้ยที่เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ก็เดินเข้ามาในชุดนักศึกษา ผ่านทั้งสองคนเข้าไปด้านหลังร้าน เห็นปัณนารีนั่งจิ้มไอแพดอย่างขะมักเขม้น

“เช้านี้ลูกค้าเข้าแต่เช้าเลยนะพี่ปูน”

ปัณนารีเงยขึ้นมาพยักหน้า “พี่ให้พิมพ์เขาถ่ายรูปลงเพจของร้านแล้วล่ะ”

“หวาย” ปุ้ยพาร่างอวบ ๆ ผิวขาว ๆ มาทรุดตัวลงนั่งข้างปัณนารี “เขาจะไม่โดนด่าเหรอพี่ มาสนับสนุนร้านเราตอนกระแสกำลังแรงเลย”

“ไม่รู้สิ” มุมปากของปัณนารียกโค้งขึ้นเล็กน้อย “ลองเข้าไปอ่านดูหน่อย พี่เพิ่งโพสต์ภาพลงไปเมื่อกี้นี้เอง” ปัณนารียื่นไอแพดให้ปุ้ยดู บนนั้นเป็นภาพด้านหลังลูกค้าสาวสองคนที่กำลังเดินดูโน่นดูนี่ในร้าน พร้อมแคปชั่น

ขอบคุณที่มาเลือกซื้อเทียนหอมสองนารีแต่เช้าเลยนะคะ

ปุ้ยส่งไอแพดคืนให้หลังจากดูเวลามุมขวาบนเห็นว่าถึงเวลาต้องออกไปหน้าร้านแล้ว ก่อนไปยังพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ดีเหมือนกันนะพี่ มีคนเข้ามาแต่เช้า เผื่อบางคนที่เขาไม่เชื่อข่าวเขาจะได้กล้ามาร้านเรา”

เจ้าของร้านเห็นด้วยตามนั้น รับไอแพดคืนมาแล้วจึงไลน์หาพิมพ์ชนกที่อยู่ด้านนอกว่า

“ถ้าแกเบื่อหน้าสองคนนั่น หรือสาแก่ใจแล้วก็บอกเขาได้เลยนะว่าฉันไม่เข้ามาที่ร้านแล้ว”

พิมพ์ชนกตอบตกลงกลับมาแล้ว ปัณนารีจึงหันไปเปิดสต็อกสินค้าเพื่อเช็คของต่อ

หลังออกจากร้านเทียนหอมสองนารีตอนบ่ายสามปัณนารีขับรถตรงกลับไปยังบ้านสวนที่อยุธยา บ้านไม้ยกสูงแห่งนี้สถานที่เดียวที่เธอจะได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าทั้งหมดทั้งมวลที่มี ตามปกติวัตถุดิบในการทำเทียนหอมร้านสองนารีจะอยู่ที่นี่ ปัณนารีใช้เงินประกันของพ่อแม่สร้างห้องเก็บของเล็ก ๆ ไว้ที่ใต้ถุนบ้าน เป็นห้องที่ด้านหลังสามารถเปิดประตูออกไปยังพื้นที่โล่งจึงเหมาะสำหรับผลิตเทียนยามสต็อกพร่องลง

เธอแวะที่ห้องเก็บของเตรียมวัตถุดิบไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินขึ้นไปหายายพุดด้านบน พอเห็นหลานมาคนเป็นยายที่ตอนแรกนอนพักผ่อนอยู่ที่โต๊ะไม้ใกล้ระเบียงก็ยันตัวลุกขึ้น เห็นดังนั้นปัณนารีจึงเข้าไปประคอง

“ยายลุกเร็วไปหรือเปล่า”

“แก่แล้วก็อย่างนี้” ยายพุดยังมึน ๆ ที่ศีรษะ ผมสีดอกเลายุ่งเหยิงเพราะเจ้าตัวเพิ่งพาศีรษะพ้นหมอนทรงสี่เหลี่ยมมาเมื่อครู่ ใบหน้าเหี่ยวย่นเด็ดเดี่ยวเช่นเดียวกับหลานสาวคนเก่งไม่ผิดเพี้ยน “งานแต่งงานพ่อเอกเป็นยังไงมั่งล่ะฮึ”

แม้รู้ดีว่ายายจะถามเรื่องนี้ แล้วตัวเองก็พยายามเตรียมใจ แต่พอต้องตอบจริง ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจเหมือนกัน “ก็ดีค่ะ” คำตอบอ้อมแอ้ม น้ำเสียงค่อนข้างเบา เพราะความจริงรู้ดีแก่ใจว่าพังพินาศลงไปแล้ว

“เสียดายยายไม่ได้ไป”

ปัณนารีอยากจะบอกว่า โชคดีแล้วที่ยายไม่ได้ไป ไม่อย่างนั้นทั้งความดันทั้งเบาหวานยายคงขึ้นมาพร้อม ๆ กับความเครียด

“เสียใจมากหรือเปล่าน่ะเรา” ยายพุดถามหลานด้วยความเป็นห่วง รู้ตั้งนานมแล้วว่าหลานสาวหลงรักชายหนุ่มที่เพิ่งจะเข้าประตูวิวาห์ไป

“ไม่หรอกค่ะ” ปัณนารีหลบตาวูบลง นั่งลงบนโต๊ะไม้ข้างผู้เป็นยาย

มือเหี่ยวยื่นมาลูบศีรษะหลานแผ่วเบาด้วยความเวทนา ใจยายพุดเองก็เคยหวังว่าหากเอกรัตน์มีใจให้หลานสาวของตนบ้างก็ดี เขาเป็นคนแข็ง เป็นผู้นำ ทั้งยังเป็นผู้ปกป้องที่ดี ในวันข้างหน้าจะคุ้มครองหญิงสาวที่เหลือเพียงตัวคนเดียวได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อไม่เป็นดังหวังก็ได้เพียงทำใจ โชคดีว่าหลานสาวของยายพุดเองก็เข้มแข็งไม่แพ้ใคร

“วันนึงปูนก็จะเจอคนที่เขาอยากจะยืนเคียงข้างปูนนะ”

“ค่ะ” ปัณนารีพูดอะไรไม่ออก “สักวันน่ะค่ะยาย” หญิงสาวฝืนยิ้มให้ยายรู้สึกดี เรื่องคนเคียงข้าง ปัณนารียังไม่สนใจมากนัก ที่สนใจคือการหาความจริงว่าใครทำเรื่องเลวทรามในคืนแต่งงานของเอกรัตน์มากกว่า

“แล้ววันนี้อยู่นานมั้ย”

“กลับพรุ่งนี้ค่ะ วันนี้ต้องทำเทียนทั้งคืน”

“เอ้อ ให้แม่ศรีมาช่วยมั้ยล่ะ เจ้าลูกแก้วด้วย เขาชอบดูเราทำเทียนนี่นะ”

สองคนที่ยายพุดเอ่ยถึงคือแม่บ้านกับลูกสาววัยสิบขวบที่ปัณนารีจ้างให้มาดูแลผู้เป็นยายเวลาที่เธอไม่อยู่ ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยเธอก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างกรุงเทพและอยุธยา เรื่องตัวเองไม่กังวลนัก แต่ยายพุดแก่แล้วปัณนารีอยากให้มีคนดูแลผู้เป็นยาย

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ถ้าลูกแก้วจะมาเล่นก็ได้” เธอจำได้ว่าเด็กน้อยชอบทำเทียน บางคราวก็มาช่วยละลายเทียน เปิดกลิ่นน้ำหอมดมเล่นไปตามประสา บางคราวปัณนารีก็ต้องเตือนบ้าง เนื่องจากหัวน้ำหอมดมมาก ๆ ก็ไม่ดีกับโพรงจมูก อันที่จริงเธอก็ชอบเวลามีเด็กน้อยมาอยู่เป็นเพื่อนทำให้ไม่เหงา พอวุ่นวายจนเหนื่อยลูกแก้วก็จะหลับบนโต๊ะวางของนั่นแหละ

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวยายลงไปตัดกล้วยที่สวนมาทำกล้วยบวชชีดีกว่า จะได้ฝากไปให้พ่อเอกกับแม่ณีเขาหน่อย เผื่อภรรยาพ่อเอกเขาด้วยชื่ออะไรนะ” ยายพุดนึกชื่อหญิงสาวที่เอกรัตน์เคยพามาแนะนำให้รู้จักไม่ได้

“ดาริกาค่ะ”

“อ้อ ! ใช่ ๆ จำได้แค่อะไรดา ๆ ยายเข้าไปเปลี่ยนเป็นกางเกงก่อน” ยายพุดลงจากเตียง ตวัดผ้าถุงม้วนเหน็บไว้ที่เอวเดินหายเข้าไปเปลี่ยนจากผ้าถุงลายดอกเป็นกางเกงลายไทยขาบานครู่เดียวก็เปิดประตูออกเดินลงบันไดไปร้องหาเด็กหญิงลูกแก้วที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ไกล ชักชวนกันไปตัดกล้วยยังสวนกล้วยหลังบ้าน

ปัณนารีหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมา กำลังลังเลว่าควรจะบอกเอกรัตน์หรือคุณอรุณีดีมั้ยว่าวันนี้เธอไม่ได้กลับไปที่บ้านนั้นเพราะต้องอยู่ทำเทียนที่นี่ทั้งคืน ใจนึงก็รู้สึกว่ามันคงไม่ได้สลักสำคัญอะไร บางทีอาจจะดีใจด้วยซ้ำถ้าเธอหายไป อีกใจนึงก็รู้สึกว่ามันเป็นมารยาทที่ควรทำ

หญิงสาวลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจโทรออก …

#นิยายรัก #โรมานซ์ #รักหวาน #อ่านนิยาย #นิยายออนไลน์

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel