บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 ไม่เชื่อเท่ากับไม่รัก

“เขาเกือบบีบคอฉันตาย” ปัณนารีบอกเพื่อนที่ตั้งใจฟังเรื่องเล่าของเธออยู่นานสองนาน หลังการโต้เถียงที่เธอสาดคำว่าผู้ต้องสงสัยกลับไปสู่ตัวเขา เอกรัตน์สติแตกเสียจนเธอแทบจะต้องวิ่งหนีออกจากตรงนั้น ถ้าคุณอรุณีไม่อยู่ด้วยเขาฆ่าเธอแน่

สองสาวนั่งอยู่ในห้องเก็บของร้านเทียนหอมสองนารีที่ร่วมหุ้นลงทุนทำด้วยกันมาเกือบสองปี พิมพ์ชนกนั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอรู้จักเอกรัตน์ในฐานะคนที่เพื่อนเคารพรักเหมือนพี่ชาย รู้มาตลอดว่าปัณนารีรักผู้ชายคนนี้ แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เหมือนละครตอนสองทุ่มครึ่งที่เคยดูไม่มีผิด

หญิงสาวผมสั้นมารู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่เพื่อนโทรมาร้องห่มร้องไห้ในคืนนั้น ถึงกับต้องโบกแท็กซี่กลางดึกไปปลอบกันในงาน สภาพเพื่อนที่เห็นทำใจหล่นยวบ งุนงงอยู่นานกว่าจะกอบสติที่กระเจิดกระเจิงได้แล้วพาเพื่อนกลับห้องที่เช่าอยู่ใกล้ ๆ กัน หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ปัณนารีก็บอกว่ามารดาของเอกรัตน์ให้เธอเข้าไปอยู่ในบ้าน ตอนแรกพิมพ์ชนกไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายเพื่อนเธอก็ตกลงด้วยเหตุผลที่บอกว่าอยากจะตามหาความจริง วันนี้จึงถือเป็นการอัปเดตเรื่องราว

ห้องเก็บของทั้งเล็กทั้งแคบ มีชั้นวางสต็อกของอยู่ด้านข้างกับโต๊ะเล็ก ๆ หนึ่งตัวตั้งอยู่ด้านในสุด เก้าอี้เล็ก ๆ พอนั่งรับประทานอาหารอีกสองสามตัว ทำจากไม้อย่างง่าย ๆ ภายในอบอวลด้วยกลิ่นเทียนหอมปะปนตีกันยุ่งเหยิง สองสาวชินเสียแล้ว ปัณนารีกลับคิดว่าดีเสียอีก กลิ่นฉุนบ้างหอมบ้างก็ช่วยผ่อนคลายความเครียดไปได้

“แล้วแกไม่คิดว่าเขาทำจริง ๆ เหรอ” พิมพ์ชนกนึกสงสัย ตักข้าวผัดอเมริกันของโปรดเข้าปากเคี้ยวหยับ ๆ อะไรที่ทำให้เพื่อนมั่นใจว่าเขาไม่ได้ทำ หรือเพราะเพื่อนหลงรักเขาหัวปักหัวปำ ถึงจะโกรธเท่าไหร่ก็ยังเชื่อเขาเสมอ แบบที่เรียกว่าอาการลุ่มหลงผู้ชายอะไรแบบนั้น “จริง ๆ มันก็มีความเป็นไปได้ใช่มั้ยล่ะว่าเขาอาจจะทำก็ได้”

พิมพ์ชนกหยั่งเชิง ลอบสังเกตท่าทางเพื่อนไปด้วย

ปัณนารีไม่แสดงอาการหวั่นไหวเลยสักนิด ส่ายหน้าทันทีโดยไม่เว้นจังหวะไตร่ตรอง

“ไม่หรอก” แม้น้ำเสียงจะเบา แต่ก็ชัดเจนหนักแน่น ไม่มีความลังเลหรือแววไม่แน่ใจในแววตาคู่สวย

ปัณนารีเขี่ยข้าวราดผัดขิงในจานตรงหน้าไปมา กลืนลงคอไปสองสามคำแล้วรู้สึกฝืด ๆ ไม่ใช่เพราะรสชาติอาหาร แต่เพราะสถานการณ์ชวนเครียดที่กำลังเกิดขึ้นนี่เสียมากกว่า

“ก็แกบอกเองเขาก็ไม่ได้ไปตรวจร่างกายที่ไหน ไอ้อาการหื่นกระหายจะเผด็จศึกแกกลางงานแต่งน่ะเขาอาจจะแอคติ้งก็ได้นี่”

“พี่เอกไม่ใช่คนซับซ้อน” ปัณนารีให้เหตุผล ถึงยามนี้ความเชื่อมั่นในใจเธอก็ยังไม่ได้สั่นคลอน ต่อหน้าเอาชนะไปอย่างนั้น ลับหลังนั้นรักเขาเสียจนใจแกว่ง ลึกในใจก็กลัวเหลือเกินว่าถ้าหาคนทำผิดเรื่องนี้ไม่ได้จริง ๆ จะถูกเขาเกลียดไปตลอดกาล ถึงตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะทนอยู่อย่างไรไหว

“แต่ถ้าเกิดสมมติว่าเขาเกิดมาชอบแกหลังจากตกลงแต่งงานไปแล้ว เขาอาจจะวางแผนเพื่อจะได้เลิกกับคุณดาริกาก็ได้นี่นา”

นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ ปัณนารีแน่ใจเสียยิ่งกว่าอะไร “ถ้าเขาไม่ชอบคุณริกา เขาจะไปขอยกเลิกงานแต่งด้วยตัวเอง” เอกรัตน์เป็นคนกล้าหาญแบบนั้นแหละ เธอรู้จักเขาดี

ได้ฟังคำพูดมั่นอกมั่นใจของเพื่อน พิมพ์ชนกก็ไม่ถามอะไรต่อ เชื่อแล้วว่าเพื่อนมั่นใจในตัวผู้ชายคนนั้นหมดหัวใจกลายเป็นปัณนารีเสียอีกที่นึกสงสัยอะไรขึ้นมาแล้วถามออกไป

“แล้วแกไม่คิดว่าฉันทำเหรอ”

พิมพ์ชนกส่ายหน้าแทบจะทันทีเหมือนกัน

“ฉันรู้ว่าแกไม่ได้ทำหรอก”

“ทำไมล่ะ ฉันหลงรักเขาตั้งแต่ลืมตาขึ้นบนโลกนี้เลยนะ ฉันอาจจะวางยาเพื่อทำลายงานแต่งของเขาก็ได้ อย่างน้อยถึงเขาไม่รักฉัน เขาก็ยังไม่เป็นของใคร”

พิมพ์ชนกแทบจะกลั้นขำไม่อยู่ ให้เหตุผลด้วยความจริงใจว่า

“คนอย่างแกหยิ่งในตัวเอง มั่นหน้ามั่นโหนกจะตาย คนแบบนี้เหรอจะไปวางยาผู้ชาย ต่อให้แกอาจจะแบบแอบ ๆ คิดบ้าง ก็คงเพราะดูละครเยอะไป แต่แกไม่ทำหรอก”

คำพูดง่าย ๆ ของพิมพ์ชนกหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าคำด่าที่เอกรัตน์ฟาดใส่เธอตั้งแต่เกิดเรื่อง ใจนึงก็ดีใจในความเชื่อมั่น แต่อีกใจก็เศร้าสร้อยที่ไม่ได้ความเชื่อนี้จากคนที่หวัง

“เอ้า ! น้ำตาเอ่อทำไม” พิมพ์ชนกตกใจจนเหวอ ลุกขึ้นดึงกระดาษทิชชู่มายื่นให้เพื่อน “ซาบซึ้งในคำพูดฉันเหรอ”

ปัณนารีส่ายหน้า สูดน้ำมูกขึ้นจมูก พูดเสียงอู้อี้ฟังไม่ถนัดว่า

“ตอนเขาด่าฉันยังไม่เจ็บเท่าคำพูดของแกเลย แกเจอฉันหลังเขาตั้งหลายปี แกยังเชื่อฉันเลย ทำไมเขาไม่เชื่อฉันแบบนี้บ้าง”

ข้าวผัดอเมริกันเกิดฝืดเฝื่อนขึ้นมาเสียอย่างนั้น พิมพ์ชนกวางช้อนแล้วยื่นมือออกไปบีบไหล่เพื่อนเบา ๆ แทนการตอบคำถามที่เธอเองก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน

ครึ่งชั่วโมงหลังออกจากบ้านเอกรัตน์ก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดยังลานปูนหน้าโรงพักที่ภูบดินทร์ทำงานอยู่ เขาเปิดประตูเดินเข้าไปหาคนเป็นเพื่อนในโรงพักด้วยใจร้อนรน

ภูบดินทร์รออยู่ก่อนแล้วพอเห็นเพื่อนมาก็ดึงตัวเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัวทันที ภายในเต็มไปด้วยกองเอกสารรกรุงรัง เอกรัตน์ออกจะงุนงงเสียหน่อยที่ต้องคุยในที่ลับตาขนาดนี้ แต่ไม่ได้ติดใจอะไร ก่อนที่ภูบดินทร์จะบอกให้เขารออยู่ในห้องแล้วเปิดประตูหายออกไป ครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมกับถุงรองเท้าแต่งงานสีขาว

เอกรัตน์สังเกตทุกรายละเอียดบนรองเท้าคู่นั่น รอยเปรอะสีน้ำตาลเปื้อนอยู่ด้านข้างแทบจะสังเกตไม่เห็น แสดงให้เห็นว่าเธอใส่มันไปยังสถานที่อื่นนอกเหนือจากโรงแรมที่จัดงานแต่งงาน คงหลังจากเกิดเรื่อง เอกรัตน์คาดเดา หวนคิดไปถึงเธอผู้เป็นเจ้าของ ป่านนี้จะไปอยู่ที่ไหน จะเจ็บช้ำน้ำใจด้วยความเข้าใจผิดสักเพียงไร เขาห่วงจนกังวลไปหมด

“แล้วเจออย่างอื่นอีกมั้ยวะ”

นายตำรวจหนุ่มร่างสันทัดส่ายหน้าแทนคำตอบ

เอกรัตน์ยกมือลูบหน้า ตอนนี้เขาปวดหัวไปหมด คิดไม่ออกทั้งไม่กล้าคิดว่าดาริกาจะไปที่ไหนได้ ความจริงที่ว่าเขาไม่รู้ใจเธอเลยสร้างความรู้สึกแปลบปลาบทุกขณะ

“แต่แกแน่ใจนะว่าพ่อแม่เขาไม่ได้ซ่อนลูกเอาไว้ มันก็อาจจะเป็นไปได้นะเว้ยว่าคุณริกาอาจจะเสียใจมากจนไม่ให้พ่อแม่เปิดเผยที่อยู่เธอกับใคร”

“ฉันก็ไม่รู้ เขาไม่ยอมให้ฉันเข้าไปในบ้าน”

คนบ้านนั้นโกรธเขาจนไม่มองหน้า วันแรกเขาโดนพ่อของดาริกาเขวี้ยงรองเท้าข้ามรั้วออกมาใส่เสียด้วยซ้ำ นอกจากกลัดกลุ้มแล้วเอกรัตน์ก็พบว่าตัวเองแทบจะไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้เลย

“แล้วเรื่องของผู้หญิงคนนั้น”

“คนไหน” น้ำเสียงขุ่นเคืองย้อนถามทั้งที่ภูบดินทร์ยังถามไม่จบดีเสียด้วยซ้ำ

“ปัณนารี” นายตำรวจหนุ่มเรียกชื่อเต็ม “ปูนน่ะ เขาเป็นยังไงบ้าง”

เพียงได้ยินชื่อก็รู้สึกระคายหูอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้ารั้นที่เผยอมาเถียงเขาฉอด ๆ ก่อนออกมานี่ยังติดตา เขาเกือบจะเผลอบีบคอเธอให้สมแค้นแล้วเชียว หากคนเป็นแม่ไม่ยืนอยู่ด้วย

“ยัยนั่นมาอยู่บ้านฉัน”

“เฮ้ย !” ภูบดินทร์ถึงกับเด้งตัวขึ้นจากท่าทางสบาย ๆ ในตอนแรก “ได้ไงวะ”

“ก็แม่ฉันไปตามมา บอกยังไงก็ต้องรับผิดชอบ”

“แต่แกไม่ได้ทำอะไรเขาไม่ใช่เหรอ”

“ก็ไม่นะ” ถ้าหากภูบดินทร์หมายถึงการล่วงเกินจนถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางกาย ทุกอย่างยังไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่เกิดการยื้อยุดฉุดกระชากกันก่อนที่ดาริกาจะตามขึ้นมาเห็น ก็ภูบดินทร์นี่แหละที่ลากเขาเข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำเสียก่อน “แม่กังวลว่าถ้ายายพุดรู้เรื่องแล้วรู้ว่าทิ้งขว้างหลานเขาจะไม่พอใจ”

“เอ้า ! แต่หลานเขาวางยาจับผู้ชายนี่”

เอกรัตน์บอกไม่ถูกว่าได้ยินประโยคนี้แล้วรู้สึกอย่างไร รู้เพียงว่ามันแปร่งหู เหมือนมีบางอย่างที่ขัดแย้งกันอยู่ เพียงแต่เขานึกไม่ออก ไล่เรียงไม่ได้ว่ามันคืออะไร ความรู้สึกมันเหมือนเวลาที่เขาชิมกล้วยบวชชีที่คนเป็นแม่พยายามลอกเลียนแบบรสชาติของยายพุดนั่นแหละ แม้จะใช้สูตรเดียวกันแต่รสชาติมันไม่ใช่ มันแปร่ง ๆ เหมือนมีอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่อยู่

“ช่างเถอะ” เมื่อหาคำตอบไมได้จึงปัดทิ้งไปเสีย “คุยเรื่องริกาต่อดีกว่า ใครมันอยากจะอยู่บ้านฉันก็อยู่ไปเถอะ จะหน้าด้านหน้าทนได้สักกี่น้ำกันเชียว”

“อ้อ” ภูบดินทร์ครางในลำคอ

“แล้วแกเจอรองเท้าริกาที่ไหน”

“บ้านแกไง”

“หือ” เอกรัตน์หันควับมาแทบจะทันที

“บ้านพักชายทะเลที่ชะอำน่ะ” ภูบดินทร์ขยายความให้ชัดเจนเพิ่มขึ้น

เอกรัตน์เกือบจะลืมไปแล้วเชียวว่าเขามีบ้านหลังนั้นอยู่ ..

#รัก #นิยายรัก #อ่านนิยาย #แนะนำนิยาย #นิยายชายหญิง #พระเอกนางเอกเกลียดกัน #นิยายมาใหม่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel