บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 พี่ชายที่เคยห่วงใย

สิบห้าปีก่อนบริเวณบ้านสวนที่อยุธยารกครึ้มไปด้วยไม้ดอกไม้ผลแย่งกันขึ้นรุงรัง เด็กหญิงปัณนารีมีรอยช้ำทั้งตัวปีนขึ้นบันไดมาบนเรือนไม้ด้วยความมุ่งมั่น วิ่งผ่านชานบ้านตรงไปยังโทรศัพท์บ้านสีน้ำเงินตุ่น ๆ ซึ่งวางอยู่ตรงโต๊ะไม้หน้าห้องนอนของผู้เป็นยาย นอกเรือนมืดสนิท ต้นไม้สะบัดปลิวตามลมเบายามค่ำคืน ดวงหน้าจิ้มลิ้มเขรอะไปด้วยคราบน้ำตา ใช้หลังมือปาดป้อย ๆ ตอนที่หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ด้วยมือสั่นเทา ไหล่เล็กไหวสะอื้นเบา ๆ ขณะรอสาย ครู่หนึ่งเสียงทุ้มที่ปลายทางก็ตอบกลับมา

“สวัสดีครับ บ้านคุณอรุณีครับ”

พอได้ยินเสียงทุ้ม ๆ นั้น ใบหน้าเด็ดเดี่ยวในตอนแรกก็ถึงกับน้ำตารื้น

“พี่เอก” เรียกชื่อเขาเสียงสั่น ก้มตัวลงเกาขาที่เต็มไปด้วยรอยยุงกัด มันทั้งคันทั้งเจ็บ เจ้าตัวเกาจนขาเหวอะไปหมด บางจุดเป็นแผลเป็นวงใหญ่เห็นชัดแต่ไกล เด็กหญิงมีเพียงยายวัยเกือบเจ็ดสิบกับแม่บ้านคอยดูแล ส่วนบิดามารดาลาลับไปคอยท่าล่วงหน้า ณ ดินแดนไกลแสนไกล

“ปูนเหรอ” เสียงถามที่ปลายสายอ่อนโยน คนทางนั้นรู้ดีว่าเสียงเจื้อยแจ้วทางนี้คือใคร รู้ด้วยว่าถ้าเสียงสั่นเครือมาแบบนี้หมายความว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแก่คนตัวยุ่งแน่ ๆ

“พี่เอก ไอ้บอยมันตีปูน” มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตา ทำน้ำมูกเปรอะยาวไปทั้งข้างแก้ม ตอนแรกก็ไม่ร้องหรอก พอได้ฟ้องก็ร้องไห้เสียใหญ่โต

“ไอ้บอย” คนรับรู้เรื่องราวลากเสียงยาวขณะประมวลผลเหตุการณ์ อันเนื่องมาจากคู่กรณีของเด็กหญิงนั้นมากเหลือเกิน เขาจึงต้องใช้เวลานึกเสียหน่อย ว่านี่คู่กรณีเก่าหรือใหม่

“มันมาเปิดกระโปรงปูน ปูนเลยเอารองเท้าปามัน มันเลยตีแขนปูน พอไปฟ้องครู ครูก็ให้มันเขกโต๊ะแค่สิบที พี่เอกมาตีมันให้ปูนหน่อย”

เป็นอันรู้ว่าเจ้าตัวไม่พอใจที่อีกฝ่ายไม่ถูกลงโทษเท่าความเจ็บของตัวเอง ยัยตัวเล็กก็เป็นเสียอย่างนี้ ไม่ยอมใครเอาเสียเลย ใครมาแหยมหน่อยก็พุ่งเข้าใส่ลูกเดียว

เอกรัตน์ลอบยิ้มที่ปลายสาย ที่ปัณนารีไม่เห็นคือ เขายังอยู่ในชุดนักเรียนครึ่งท่อน ท่อนบนเสื้อยืด ท่อนล่างกางเกงสีน้ำเงิน ในมือถือปากกาไฮไลท์หมุนไปพลางระหว่างคุยกัน

“วันเสาร์พี่บอกคุณแม่พาไปนะ”

พอได้รับการตอบสนองความที่ต้องการ เสียงสะอึกสะอื้นในตอนแรกก็เบาลง เปลี่ยนเป็นคำพูดเจื้อยแจ้วมาตามสายแทน

“อือ พี่เอกมานะ ถ้าตีไอ้บอยแล้ว ปูนจะพาไปตัดกล้วยมาให้ยายพุดทำกล้วยบวชชีให้”

เอกรัตน์ยิ้มกว้างถูกใจ นึกเอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยที่เข้าใจเอาของโปรดเขามาล่อ กล้วยบวชชีฝีมือผู้เป็นยายของเด็กหญิงปัณนารีนั้นอร่อยไม่เหมือนใคร ทั้งหวานมันและเค็มนิด ๆ กลมกล่อมกำลังดี หาซื้อแถวบ้านเขาไม่ได้ด้วย อยากกินทีต้องจูงมือคนเป็นแม่ไปที่บ้านสวนอยุธยาของยายพุดและปัณนารีนั่นแหละ ไปบ่อย ๆ เด็กหญิงปัณนารีก็รู้แกว จะเรียกพี่เอกมาทีไรก็เอากล้วยบวชชีมาล่อ รู้ว่าคนเป็นยายไม่ขัดอยู่แล้ว อยู่เหงา ๆ ไม่มีอะไรทำ ได้ลุกมาทำกล้วยบวชชีต้อนรับแขกยายพุดยิ่งชอบ

พอได้ฟ้องพี่เอกแล้ว เด็กหญิงปัณนารีก็ผ่อนคลายความโกรธเกรี้ยวเสียใจลง สนทนากันอีกสักหน่อย ส่วนใหญ่เอกรัตน์เป็นฝ่ายฟังเสียมากกว่า อีกฝ่ายพูดจ้อน้ำไหลไฟดับเล่าเรื่องที่โรงเรียนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะวางหู พอหันมาปัณนารีจึงเห็นว่าผู้เป็นยายยืนมองอยู่ด้านหลังด้วยสายตาคาดโทษก็ทำหน้ายู่ย่น

ยายพุดสวมเสื้อคอกระเช้าผ้านิ่มลายดอกกับกางเกงลายไทยขาบาน วัยที่ล่วงเลยมาจนถึงปลายชีวิตทำให้ไม่อาจจะยืนได้ตัวตรงดังเดิม คนสูงวัยค้อมตัวหลังงอเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น ผมทั้งศีรษะขาวโพลน แต่ก็พอจะมองออกว่าเป็นคนใจดี

“ไปฟ้องอะไรพี่เขาอีกน่ะเรา” คนเป็นยายเอ็ดหลานสาว ด้วยไม่อยากให้ไปรบกวนอีกฝ่ายบ่อย ๆ จริงอยู่ว่าเขามีน้ำใจ แต่ยายพุดก็อยากให้รู้จักเกรงใจ

ร่างเล็กเดินตามยายไปนั่งยังชานบ้าน ริมฝีปากเล็กขยับฟ้องเช่นเดียวกับที่บอกคนปลายสายเมื่อครู่

“ไอ้บอยมันตีปูน ปูนจะให้พี่เอกไปตีมัน”

ยายพุดนั่งลงบนพื้นบ้านยกสูงบริเวณหน้าหองก่อนถึงชาน ลมยามค่ำคืนพัดกระทบจนเย็นผิว ด้านนอกมืดสนิท แม้พุ่มไม้ก็มองแทบไม่เห็นแล้ว เสียงจั๊กจั่นบ้านสวนร้องระงมเซ็งแซ่คล้ายเสียงเพลงบรรเลงยามค่ำคืน ผู้เป็นยายรู้ดีถึงความดื้อของหลาน แต่ความสงสารก็อัดเต็มในหัวใจเช่นกัน

ปัณนารีกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ยายก็ร่างกายไม่แข็งแรงนัก ที่พึ่งเดียวยามอ่อนแอมีปัญหาคือลูกชายเพื่อนสนิทของมารดาผู้ล่วงลับ โชคดีที่ฝ่ายนั้นก็เอ็นดูเด็กหญิงอยู่มาก “ตีกันไปมาจะไม่วุ่นวายเหรอ”

“ไม่หรอก พี่เอกต่อยมันทีเดียว มันก็ตายแล้วยาย” เจ้าตัวกำหมัดวาดไปในอากาศออกท่าออกทางด้วยความมั่นอกมั่นใจ “ถ้าใครทำปูนนะ พี่เอกจะมาจัดการมัน”

“แต่เราก็อย่าไปรบกวนพี่เขาบ่อยล่ะ เกรงใจเขา พี่เขาต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย”

“พี่เอกเก่ง อ่านหนังสือสองหน้าก็สอบได้แล้วนะยาย” เด็กหญิงปัณนารีเอนศีรษะซบแขนนุ่มนิ่มของยายพุด ถูแก้มไปมาด้วยกิริยาออดอ้อน มีหรือที่คนเป็นยายจะไม่รู้ว่าหลานสาวกำลังเอาอกเอาใจด้วยหวังผลบางสิ่งบางอย่างอยู่ มือเหี่ยวบ่นเช็ดรอยน้ำมูกน้ำตาให้ด้วยความรู้สึกรักใคร่ นึกห่วงจับใจ หากตนไม่อยู่ ใครจะดูแลคนตัวเล็กนี้ “แต่ว่ายายจ๋า ถ้าพี่เอกมายายทำกล้วยบวชชีให้หน่อยสิ พี่เอกชอบกินกล้วยบวชชี”

“เราเอาของกินไปล่อเขาอีกแล้วสิ ระวังเถอะ นานไปเขารู้ว่าเราใช้ของกินหลอกล่อเขาจะโกรธเอา”

ปัณนารีหัวเราะคิก ภาคภูมิใจนักว่าตัวเองเก่งที่หลอกล่อเขามาได้ กระโดดลงจากม้านั่งหลังจากยื่นปลายจมูกแตะที่ผิวหนังเหี่ยวย่นบริเวณแก้มของคนเป็นยาย พูดด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจตามเดิมว่า

“พี่เอกไม่โกรธปูนหรอก ไม่มีทาง”

ร่างเล็กวิ่งปร๋อหายเข้าไปยังทางไปห้องส่วนตัวของตนเอง

เด็กหญิงปัณนารีเปิดประตูห้องเข้าไป ตรงไปยังตู้เสื้อผ้า เอื้อมหยิบแซมบัคออกมาแล้วนั่งลงบนพื้นไม้ มันเย็นจนเธอต้องย้ายไปบนฟูกที่ปูไว้นอนแทน สองมือเล็กเปิดฝาตลับยาแล้วทาที่รอยจ้ำแดง ๆบริเวณแขนขา พร่ำบอกตัวเองในใจว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่เอกไม่มีทางจะโกรธเธอ ถึงจะเรื่องเล็กเรื่องไหนเรื่องใหญ่เท่าไหร่ก็ตาม

ปัณนารีเชื่ออย่างนั้นต่อมาอีกสิบห้าปี จึงได้รู้ว่าตัวเองคิดผิด !

#รัก #นิยายรัก #โรมานซ์ #แต่งงาน #แอบรัก #ไม่รัก #ธงแดง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel