ตอนที่ 2
เซิงหลี่จียืนจ้องมองประตูนั้นด้วยสายตาเคียดแค้น ทว่าเมื่อหลับตาลงพร้อมลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางก็กลับมาเป็นสตรียิ้มแย้มคนเดิม เดินตรงไปยังถนนฟู่หลาง กลับบ้านของนางที่ตรอกสืออีเงียบๆ
ซานเหอย่วน แห่งนี้นางอยู่ตัวคนเดียวลำพัง ด้วยสามีและแม่สามี รวมไปถึงญาติผู้น้องได้สิ้นใจในซากปรักหักพัง ทางการส่งคนเข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้าน มอบเงินเยียวยาให้จำนวนหนึ่ง
“เซิงซื่อเจ้ากลับมาแล้วหรือ วันนี้ข้าทำน้ำแกงปลา ข้าแบ่งมาให้เจ้าด้วย ดื่มให้มากหน่อยเจ้าผอมลงอีกแล้ว” ท่านป้าสวีที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามเดินเข้ามาหา
เซิงหลี่จียิ้ม “ลำบากท่านแล้วจริงๆ เกรงใจยิ่งนัก”
“ได้ยินมาว่าเจ้าไปเห็นคนตายเข้า มานี่มาเดินข้ามเตาไฟก่อนเข้าบ้าน โชคร้ายให้ไฟเผาผลาญไปจนสิ้น จากนี้ให้มีแต่โชคดี”
“ขอบคุณท่านมากนะเจ้าค่ะ เรื่องนี้ข้าลืมไปเลย”
“ไม่เป็นไรๆ เห็นเจ้าก็เหมือนเห็นลูกหลานของข้าเอง” ท่านป้าสวีเองก็เหลือตัวคนเดียวหลังลูกหลานต้องมาจากไปจนสิ้น
เซิงหลี่จีเดินเข้าไปกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างปลอบโยน ทั้งสองคอยห่วงใย ปลอบโยน ดูแลกันและกันมาเสมอ เช่นกันกับวันนี้ที่หญิงสาวไปพานพบเข้ากับเรื่องโชคร้ายเข้า ท่านป้าสวีได้ยินก็เตรียมเตาไฟมาวางที่ประตูทางเข้าบ้านให้
“วันนี้ไม่ต้องไปขายขนมแล้วก็นอนพักผ่อนดีๆ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน เจ้ากลับเข้าไปพักผ่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวเดินเข้าบ้านจากนั้นมองจนท่านป้าสวีปิดประตูฝั่งตรงข้ามจึงปิดประตูบ้าง ทันทีที่ประตูปิดรอยยิ้มของนางหายวับ ร่างอรชรเดินกลับเข้าบ้านตรงไปยังห้องนอนกว้างขวาง
ใต้เตียงมีกล่องใบหนึ่งซุกซ่อนอยู่ หน้ากล่องไม้และซอกลึกของรอยแกะสลักยังมีเศษดินติดอยู่ ราวกับว่านางเพิ่งไปขุดกล่องนี้ขึ้นมาจากพื้นดินที่ไหนสักแห่ง...
กล่องไม้ลงรักสูงค่าทว่ากลับเทียบไม่ได้กับของที่อยู่ในนั้น เซิงหลี่จีเปิดกล่องนั้นออก สายตาของนางจดจ้องไปยังหยกและเครื่องประดับมีค่าที่อัดแน่นในนั้น ยิ่งไปกว่านั้นข้างใต้สุดของกล่อง ยังมีโฉนดที่ดินซึ่งอยู่ในย่านการค้า มูลค่าของมันสามารถซื้อจวนหลังใหญ่ได้สองสามหลังเลยทีเดียว!!!
ถึงอย่างนั้นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ระบุในโฉนดกลับระบุเอาไว้ว่าเจ้าของก็คือ...จูอวี้หลาน สะใภ้คนงามของตระกูลจาง
จวนว่าการ...ห้องชันสูตร
“ผู้ตายเป็นสตรีอายุราวยี่สิบเอ็ดยี่สิบสอง จากสภาพศพพบว่าสิ้นใจมาได้ราวๆ หกเจ็ดเดือนแล้ว แต่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ศพไม่เน่าเปื่อย สาเหตุการตายคือถูกตีด้วยของแข็งที่ศีรษะด้านหลังและหัวไหล่ซ้าย ข้อเท้าขวามีร่องรอยกระดูกหักแต่สมานตัวดีก่อนที่นางจะสิ้นใจ ข้อนิ้วหลายนิ้วมีร่องรอยเสียหายแตกหัก กะโหลกด้านหน้ามีรอยยุบซึ่งอาจจะเกิดขึ้นก่อนนางสิ้นใจเช่นกัน”
เหอเสวี่ยขมวดคิ้วมองศพแห้งกรังตรงหน้า “นาง...ถูกทรมานก่อนตาย?”
“อาจใช่ หรืออาจไม่ใช่ขอรับ” หวู่โจ้เดินไปหยิบแหวนหยกที่ได้มาจากที่เกิดเหตุ “หากจะเริ่มสืบว่านางถูกทรมานก่อนสิ้นใจหรือไม่ คงต้องเริ่มจากหาว่าตัวตนของนางคือใคร”
เหอเสวี่ยรับแหวนหยกวงนั้นมา เขาขมวดคิ้วมองหวู่โจ้ “อะไร”
“ดูที่ขอบด้านในแหวน”
เหอเสวี่ยทำตาม “จู? ตระกูลจู?” เมืองหนานโจวมีคนตระกูลจูเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น “หรือว่านางก็คือสะใภ้ตระกูลจาง จูซื่อ จูอวี้หลาน?”
เดิมทีตระกูลจูเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งร่ำรวย นายท่านจูรักมั่นคงต่อฮูหยินจึงไม่เคยรับอนุ เขามีบุตรสาวเพียงคนเดียวก็คือจูอวี้หลาน ก่อนสิ้นใจนายท่านจูยกบุตรสาวให้แต่งกับบุตรชายของสหายสนิท บุรุษผู้นั้นก็คือคุณชายตระกูลจาง
หลังแต่งบุตรสาวเข้าจวนตระกูลจางได้ไม่นานนายท่านจูก็สิ้นใจด้วยอาการป่วยเรื้อรัง ทรัพย์สินตระกูลจูถูกถ่ายโอนไปยังตระกูลจางทั้งหมด กระทั่งผ่านไปเพียงปีเดียวจูซื่อก็สิ้นใจด้วยอาการป่วย
เหอเสวี่ยตรงไปยังห้องทะเบียนของจวนว่าการ ค้นบันทึกสาเหตุการตายของผู้คนในเมืองหนานโจว กระทั่งในที่สุดเขาก็พบว่าในบันทึกการตายของจูอวี้หลานระบุเพียงร่างกายอ่อนแอล้มป่วยกะทันหันจนสิ้นใจ ที่สำคัญในบันทึกมีชื่อของท่านหมอหูผู้ซึ่งเป็นพยานการตายของหญิงสาว
เขาเทียบบันทึกการตายกับบันทึกผลชันสูตรแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง... “มือปราบถาน”
“ขอรับหัวหน้า”
“เจ้าออกนอกเมืองตอนนี้เลย ไปดูสุสานตระกูลจางว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ มีร่องรอยการขุดค้นหรือมีอะไรผิดปกติหรือไม่ รีบไปรีบกลับมารายงานทันที”
