3
กู้ฉิงอวิ๋นหลุบตามองมือของเขาที่จับมือของนางเอาไว้ แววตาไหววูบเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนกลับมานิ่งสงบดังเดิม
“ขอบคุณท่านมาก” เสียงของนางเบามาก สุภาพมาก และไร้พิษภัยอย่างยิ่ง แต่เซียวเฉิงเฟิงไม่เชื่อ เขาเคยเจรจากับนักธุรกิจที่ซ่อนมีดไว้ใต้รอยยิ้มมานับไม่ถ้วน สตรีตรงหน้าแม้ดูบอบบาง ทว่าสายตากลับนิ่งสงบเกินไป นิ่งเหมือนคนที่เคยเห็นความตายมาแล้วหลายครั้ง
เขาถามเสียงต่ำ
“เมื่อครู่เจ้าพูดกับใคร”
กู้ฉิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาดำขลับของนางสะท้อนแสงโคมวูบไหว คล้ายบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น
นางไม่ตอบทันที กลับถามเขากลับเสียงเบา
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่าตกน้ำ”
ลมหยุดพัดไปชั่วขณะ เซียวเฉิงเฟิงนิ่งงัน
สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่นึกสงสัยว่าหญิงโง่ทำไมถึงรู้เรื่องราวดีขนาดนี้ แต่นางกลับไม่กล้าเงยหน้า
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว คืนนี้ดึกแล้ว เจ้าเจ็บอยู่ กลับไปพักก่อน”
ในลานหลังเรือนอันเย็นเยียบแห่งนี้ นางก็หมุนตัวเดินเข้าห้องอย่างช้า ๆ
ชายกระโปรงสีขาวเก่าลากผ่านพื้นหิน เห็นชัดว่านางยังเจ็บ แต่แผ่นหลังกลับยืดตรง ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
เซียวเฉิงเฟิงมองตามนางไป ก่อนที่ประตูห้องจะปิดสนิท เขาได้ยินเสียงนางเอ่ยเบามาก ราวกับพูดกับใครบางคนในความมืด
“ข้ารู้แล้ว ต่อไปจะปกป้องตัวเอง ไม่ให้ใครรังแกอีก”
ประตูปิดลง เซียวเฉิงเฟิงยืนนิ่งอยู่ในลานหลังเรือน ลมเย็นพัดผ่านชายเสื้อ เขาหลุบตาลงมองปลายนิ้วของตนเองที่ยังเหลือความเย็นจากมือของนาง ภรรยาโง่ที่ทั้งจวนดูถูก สตรีที่ถูกผลักล้มแล้วยังไม่ร้องไห้ สตรีที่พูดกับความว่างเปล่า
เซียวเฉิงเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย โลกใหม่นี้ดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าที่คิด แต่ก็น่าสนใจกว่าที่คิดเช่นกัน
ในจวนตระกูลเซียวแห่งนี้ ทุกคนคิดว่าเขาเป็นคนโง่ที่เพิ่งรอดตาย ทุกคนคิดว่านางเป็นฮูหยินโง่ที่ถูกรังแกได้ตามใจ แต่ค่ำคืนนี้ เซียวเฉิงเฟิงรู้แล้วว่าต่อจากนี้ไป เขาจะปกป้องนางเอง
เขาอยากปกป้องนางอย่างที่สุด ไม่ใช่เพราะนางเป็นภรรยาของเขา แต่เพราะนางมีชะตากรรมไม่ต่างจากเขา อย่างน้อยในจวนนรกแห่งนี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง
ค่ำคืนในจวนตระกูลเซียวเงียบงัน แสงจันทร์สีเงินทอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาเป็นแนวยาวบนพื้นห้อง เรือนหลังเล็กที่ถูกคนทั้งจวนเรียกว่าเรือนคนโง่ เงียบเสียจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจบนเตียงไม้เก่า ๆ
เซียวเฉิงเฟิงนอนนิ่ง หลับตาสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอราวกับกำลังหลับลึก แต่ความจริง เขาไม่ได้หลับหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนในลานหลังเรือน ความสนใจทั้งหมดของเขากลับไม่ได้อยู่กับคนที่ผลักเจ้าของร่างเดิมตกน้ำอีกต่อไป แต่กลับอยู่ที่ภรรยาของเขา กู้ฉิงอวิ๋น หญิงที่คนทั้งจวนเรียกว่าฮูหยินโง่
คืนนี้เขาจึงตั้งใจแกล้งหลับ เพื่อดูว่านางกำลังซ่อนอะไรไว้อยู่กันแน่ ภายในห้องเงียบสนิท ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงผ้าไหมเสียดสีกันเบา ๆ ก็ดังขึ้นเซียวเฉิงเฟิงยังคงนอนนิ่ง ผ่านแนวขนตา
เขาเห็นร่างบางลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ กู้ฉิงอวิ๋นเดินไปยังโต๊ะไม้ริมหน้าต่าง นางไม่ได้จุดโคมเพิ่ม ไม่ได้ทำเสียงแม้แต่น้อย แต่กลับหยิบธูปสามดอกออกมาจากลิ้นชักอย่างชำนาญเปลวไฟเล็ก ๆ จากหินเหล็กไฟสว่างวาบขึ้นชั่วครู่ กลิ่นธูปหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง
เซียวเฉิงเฟิงขมวดคิ้ว หญิงที่ทั้งวันถูกคนรังแกจนแทบยืนไม่ไหว กลับลุกขึ้นมาทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ธรรมดาจริง ๆ
กู้ฉิงอวิ๋นปักธูปลงในกระถางดิน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ออกมาได้แล้ว”
ทันใดนั้น ลมเย็นพัดวูบเข้ามาในห้อง เปลวเทียนสั่นไหว อุณหภูมิรอบตัวลดลงอย่างประหลาด ปลายนิ้วของเขากลับเย็นเฉียบ เงาสีขาวโปร่งใสค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าโต๊ะ เป็นหญิงสาววัยราวสิบเจ็ดปี ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงช้ำ ชุดสาวใช้เก่า ๆ เปื้อนเลือดแห้งกรังนางคือเสี่ยวชุ่ย
“ฮูหยินน้อย” เสียงของนางเบาราวกับดังมาจากก้นบ่อน้ำ แต่กู้ฉิงอวิ๋นกลับหาวเบา ๆ ก่อนหยิบกาน้ำชาขึ้นรินให้ตัวเอง
“ถ้าจะโผล่มาหาข้ารอบหน้า” นางจิบชาอย่างสบายอารมณ์
“ช่วยโผล่ดี ๆ หน่อย”
เสี่ยวชุ่ยกะพริบตา
“เจ้าคะ?” กู้ฉิงอวิ๋นถอนหายใจ
“เมื่อคืนเจ้าดันโผล่จากใต้เตียง ข้าเกือบเตะเจ้าไปอีกรอบ”
“…” เซียวเฉิงเฟิงเกือบหลุดหัวเราะหญิงผู้นี้ คุยกับผีเหมือนคุยกับเด็กข้างบ้าน กู้ฉิงอวิ๋นยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนถามตรงประเด็น
“ว่ามา บัญชีลับอยู่ที่ใด”
เสี่ยวชุ่ยรีบตอบทันที
“เรือนตะวันออกเจ้าค่ะ ใต้ชั้นหนังสือช่องล่างสุด”
“คนที่ยักยอกเงิน?”
“ชุนเหมยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของวิญญาณเริ่มสั่น
“ข้าจับได้ว่านางขโมยเงิน นางเลยผลักข้าตกบ่อน้ำ” น้ำตาเลือดค่อย ๆ ไหลลงมาจากดวงตาของเสี่ยวชุ่ย ห้องทั้งห้องเงียบลง
เซียวเฉิงเฟิงที่แกล้งหลับอยู่หรี่ตาลงเล็กน้อย นางไม่ได้เพียงเห็นผี แต่นางกำลังสืบเรื่องในจวน
กู้ฉิงอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆ
“ร้องไห้พอหรือยัง”
เสี่ยวชุ่ยสะอื้น
“พอ…พอแล้วเจ้าค่ะ…”
“ดี” นางยกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง
“พรุ่งนี้ข้าจะทวงความยุติธรรมให้เจ้า” วิญญาณสาวใช้เบิกตากว้าง
“จริงหรือเจ้าคะ!”
“อืม...” กู้ฉิงอวิ๋นพยักหน้า ก่อนหันกลับมามองเตียง ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อย
“ส่วนคนบางคน” ริมฝีปากของนางยกขึ้นน้อย ๆ
“แกล้งหลับไม่เนียนเลย” เซียวเฉิงเฟิงนิ่ง แต่ยังไม่ขยับ
กู้ฉิงอวิ๋นมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ในใจอดคิดไม่ได้ คนผู้นี้เปลี่ยนไปจริง ๆ สายตา ท่าทาง วิธีเดิน แม้แต่วิธีมองคน ไม่เหลือเค้าของเซียวเฉิงเฟิงคนเดิมแม้แต่น้อย แต่นางไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้น ตอนนี้บัญชีลับสำคัญกว่า ถ้าช้าแม้เพียงวันเดียว หลักฐานอาจหายไป
กู้ฉิงอวิ๋นหันกลับไปมองเสี่ยวชุ่ย
“คืนนี้พอแค่นี้ ไปหลอกคนอื่นเล่นได้แล้ว”
เสี่ยวชุ่ยพยักหน้ารัว ๆ ก่อนอุทานออกมา
“ไม่ ฮูหยินข้าไม่ใช่ผีชั่วร้ายเช่นนั้น ถึงจะไปหลอกคนอื่นเล่น”
“ล้อเล้น” กู้ฉิงอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ
“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยกล่าวหา ก่อนหายวับไปพร้อมสายลมเย็น
เซียวเฉิงเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ภรรยาของเขา ทั้งตลก ทั้งฉลาด และอันตรายกว่าที่คิด
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบงัน แต่ในจวนเซียว มีคนบางคนกำลังเดินเข้าสู่หายนะโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมา ลานอาหารของเรือนใหญ่ ชุนเหมยยืนกอดอก มองกู้ฉิงอวิ๋นด้วยสายตาดูถูก
“ฮูหยินน้อย ชงชาแค่นี้ยังทำหกอีกหรือ” พูดจบ นางก็ผลักไหล่กู้ฉิงอวิ๋นเต็มแรง
ปึก!
หน้าผากของกู้ฉิงอวิ๋นกระแทกมุมโต๊ะไม้ เสียงดังจนคนทั้งลานสะดุ้ง
