บทย่อ
นางถูกตราหน้าว่าไร้ค่า เขาถูกมองว่าเย็นชาไร้หัวใจ คนหนึ่งแสร้งอ่อนแอเพื่อมีชีวิตรอด คนหนึ่งซ่อนตัวตนเพื่อรอเวลาบางอย่าง เมื่อสองคนที่เต็มไปด้วยความลับต้องมาผูกพันกัน เกมลวง จึงเริ่มต้นขึ้น ใครกำลังล่า ใครกำลังถูกล่าและใครกันแน่ที่กำลังหลอกทุกคนอยู่ นิยายเรื่องนี้พระเอกธงเขียว รักเดียวใจเดียว นางเอกน่ารัก เก่ง ฉลาด บู๊ล้างผลาญ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานค่ะ
1
เสียงแจ้งเตือนอีเมลดังขึ้นเป็นครั้งที่สิบเจ็ดของคืน หลี่หมิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ดวงตาจะพร่าเลือนจนตัวอักษรตรงหน้าคล้ายจะซ้อนทับกันเป็นเงาดำ เขายกกาแฟเย็นชืดขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ปลายนิ้วข้างขวายังคงเคาะแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว
สามวันแล้วที่เขานอนรวมกันไม่ถึงห้าชั่วโมง ในฐานะประธานบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หลี่หมิงไม่มีสิทธิ์ป่วย ไม่มีสิทธิ์พัก และไม่มีสิทธิ์พลาด
บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารสัญญา รายงานการเงิน แผนควบรวมกิจการ และหน้าจอที่เปิดกราฟมูลค่าหุ้นเรียงกันสามจอ แสงเย็นจากหน้าจอกระทบใบหน้าซีดขาวของชายหนุ่มวัยสามสิบสอง ทำให้เขาดูคล้ายคนไร้ชีวิตมากกว่าคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่
โทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นอีกครั้ง ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือเลขาฯ ส่วนตัว
หลี่หมิงกดรับสาย เสียงปลายสายรีบร้อนดังขึ้นทันที
“ประธานหลี่ คณะกรรมการฝั่งอเมริกาต้องการแก้ตัวเลขประมาณการกำไรไตรมาสหน้า อีกอย่าง ฝ่ายกฎหมายบอกว่าเอกสารฉบับสุดท้ายต้องส่งภายในเจ็ดโมงเช้าค่ะ”
เขาหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ส่งไฟล์ทั้งหมดมาให้ผม”
“แต่ประธานหลี่ คุณยังไม่ได้นอนเลยนะคะ”
“ส่งมา”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรับคำเบา ๆ
เมื่อสายถูกตัด หลี่หมิงก้มหน้าทำงานต่อ นิ้วมือยังเคลื่อนไหว แต่หน้าอกกลับเริ่มแน่นขึ้นทีละน้อย เขาขมวดคิ้ว กดมือลงบนอกซ้าย หายใจเข้าลึก ๆ ทว่าความเจ็บกลับทวีขึ้นราวกับมีใครใช้มือบีบหัวใจไว้แน่น
เอกสารตรงหน้าพร่ามัว เสียงแจ้งเตือนยังดังไม่หยุด
หลี่หมิงพยายามเอื้อมมือไปหยิบยาในลิ้นชัก แต่ปลายนิ้วกลับหมดแรง แก้วกาแฟตกลงพื้นแตกกระจาย เสียงแก้วแตกเป็นเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนร่างทั้งร่างจะฟุบลงบนโต๊ะ
ในวินาทีที่สติสุดท้ายกำลังเลือนหาย เขาคิดเพียงอย่างเดียว
น่าเสียดาย…
ยังมีงานอีกหลายฉบับที่ยังไม่ได้เซ็น
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบ
เสียงร้องไห้ดังอยู่ข้างหู
ไม่ใช่เสียงของเลขาฯ ไม่ใช่เสียงของพนักงาน ไม่ใช่เสียงเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาล แต่เป็นเสียงร้องไห้แหลม ๆ ของสตรีหลายคน
“คุณชาย! คุณชายเจ้าคะ!”
“แย่แล้ว คุณชายใหญ่ไม่หายใจแล้ว!”
“รีบไปตามฮูหยินมาเร็ว!”
หลี่หมิงรู้สึกเหมือนศีรษะหนักอึ้ง ร่างกายปวดร้าวราวกับถูกใครทุบตีมาทั้งคืน กลิ่นสมุนไพรฉุนจัดลอยเข้าจมูก ผสมกับกลิ่นไม้เก่าและกลิ่นควันธูปบางเบา
เขาพยายามลืมตา เปลือกตาหนักราวกับมีหินทับอยู่ เสียงรอบตัวดังขึ้นอีก
“ตายแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
“อย่าพูดเหลวไหล! ถึงเขาจะโง่ แต่ก็ยังเป็นคุณชายใหญ่ของจวนเซียว!”
“โง่แล้วอย่างไรเล่า ตายไปจวนคงเบาขึ้นตั้งเยอะ…”
คำพูดสุดท้ายเบามาก แต่หลี่หมิงได้ยินชัดเจน
โง่?
ใครโง่?
เขาฝืนลืมตาขึ้นในที่สุด
สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานห้องทำงาน ไม่ใช่โคมไฟสีขาว ไม่ใช่กำแพงกระจกสูงเสียดฟ้าของบริษัท แต่เป็นม่านเตียงสีเทาหม่น ปักลายเมฆด้วยด้ายเงินเก่าซีด เพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ และคนรับใช้แต่งกายด้วยชุดจีนโบราณกำลังยืนล้อมเตียงด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด
ทันทีที่เขาขยับนิ้ว สาวใช้คนหนึ่งก็ร้องเสียงหลง
“คุณชายฟื้นแล้ว!”
เสียงนั้นดังจนหลี่หมิงปวดหัว เขาขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นกุมขมับ แต่เมื่อเห็นมือของตัวเอง เขาก็ชะงัก
มือนี้ไม่ใช่มือของเขา นิ้วเรียวยาวก็จริง แต่ผิวขาวซีด บอบบางเกินไป ไม่มีรอยกดจากปากกา ไม่มีเส้นเลือดเด่นชัดแบบคนอดนอนเรื้อรัง และที่สำคัญ ข้อมือสวมกำไลหยกเก่า ๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
หลี่หมิงพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายอ่อนแรงจนเกือบล้มกลับลงไป
สาวใช้คนหนึ่งรีบเข้ามาประคอง ทว่าแววตาของนางไม่มีความห่วงใย มีเพียงความรังเกียจที่ซ่อนไว้ไม่มิด
“คุณชาย ค่อย ๆ ลุกเจ้าค่ะ ท่านตกสระจนเกือบตาย หากเป็นอะไรไปอีก บ่าวอย่างพวกข้าคงถูกฮูหยินลงโทษ” น้ำเสียงเหมือนเคารพ แต่คำพูดกลับเหมือนกล่าวโทษ
หลี่หมิงมองนางนิ่ง ๆ
ตกสระ?
คุณชาย?
ฮูหยิน?
นี่คือที่ไหน
ความทรงจำบางอย่างพลันพุ่งเข้ามาในศีรษะอย่างรุนแรง
ภาพเด็กชายคนหนึ่งถูกคนใช้หัวเราะเยาะ ภาพหญิงวัยกลางคนแต่งกายงดงามแต่แววตาเย็นชา ภาพงานแต่งงานที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกแขกล้อว่า “คู่โง่” ภาพชายหนุ่มถูกผลักตกน้ำ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนในจวน
เซียวเฉิงเฟิง คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเซียว บิดาเสียชีวิตไปหลายปี มารดาแท้ ๆ ตายตั้งแต่เขายังเล็ก ปัจจุบันอยู่ใต้อำนาจแม่เลี้ยงที่ทุกคนเรียกว่า เซียวฮูหยิน เพราะป่วยไข้ตั้งแต่วัยเยาว์ สติจึงไม่สมบูรณ์ ถูกทั้งจวนเรียกว่าคุณชายโง่
หนึ่งปีก่อน เขาถูกจับแต่งงานกับบุตรีตระกูลกู้ที่ถูกเรียกว่าหญิงโง่เช่นกัน นางคือกู้ฉิงอวิ๋น ภรรยาของเขา
หลี่หมิงหลับตาลงช้า ๆ
ทะลุมิติ?
ตายแล้วมาอยู่ในร่างคนอื่น?
เรื่องเหลวไหลเช่นนี้ หากเป็นเมื่อวาน เขาคงหัวเราะใส่คนเล่า แต่ตอนนี้ร่างกาย ความทรงจำ และทุกอย่างตรงหน้าล้วนบังคับให้เขายอมรับความจริง
เขาไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกแล้ว และเจ้าของร่างเดิมก็ตายไปแล้วจริง ๆ
เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้อง ก่อนม่านประตูจะถูกเปิดออกอย่างแรง
สตรีวัยกลางคนแต่งกายหรูหราเดินเข้ามา ใบหน้าขาวผ่อง ริมฝีปากแต้มชาด ดวงตายกสูงเต็มไปด้วยความเย็นชา นางคือเซียวฮูหยิน มารดาเลี้ยงของเจ้าของร่างนี้
ด้านหลังนางมีสาวใช้สองคนตามมา หนึ่งในนั้นถือผ้าเช็ดหน้า อีกคนถือถ้วยยา
เซียวฮูหยินเห็นเขาฟื้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปเพียงชั่วแวบ ก่อนปรับเป็นท่าทีเป็นห่วงจอมปลอม

