2
“เฉิงเฟิง ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว แม่เป็นห่วงแทบแย่”
คำว่า “แม่” ทำให้หลี่หมิงรู้สึกขนลุก
เขาไม่ได้ตอบ เพียงมองนางนิ่ง ๆ
เซียวฮูหยินชะงักเล็กน้อย คล้ายไม่คุ้นกับสายตาเช่นนี้ของเขา ปกติคุณชายโง่ผู้นี้เมื่อเห็นนางมักตัวสั่น ก้มหน้า ไม่กล้าสบตา แต่ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งลึก เย็นเยียบ ราวกับสามารถมองทะลุความคิดคนได้
นางฝืนยิ้ม “เจ้าตกน้ำจนสลบไปทั้งคืน หมอบอกว่าโชคดีมากที่รอดมาได้ ต่อไปอย่าวิ่งเล่นซนอีก เข้าใจหรือไม่”
วิ่งเล่นซน?
ความทรงจำในหัวบอกชัดว่าเขาไม่ได้วิ่งเล่น แต่ถูกคนผลักตกสระ
หลี่หมิงหรือในตอนนี้คือเซียวเฉิงเฟิง กวาดตามองคนรับใช้ในห้อง ทุกคนหลบตา ไม่มีใครกล้าสบตาเขา
เขาเข้าใจทันที เรื่องนี้ทั้งจวนรู้ แต่ไม่มีใครคิดทวงความยุติธรรมให้คนโง่คนหนึ่ง
เซียวเฉิงเฟิงยิ้มบาง ๆ
“ข้าจำได้ว่าไม่ได้วิ่งเล่นซน”
ทั้งห้องเงียบกริบ เซียวฮูหยินมองเขาอย่างตกใจ
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
เซียวเฉิงเฟิงยกมือกุมขมับ แสร้งทำสีหน้าอ่อนแรง
“ปวดหัว จำได้ไม่ชัด บางทีอาจเป็นข้าคิดไปเอง”
เซียวฮูหยินถอนหายใจ แต่แววตากลับวาบขึ้น
“เจ้าพักผ่อนเถอะ อย่าคิดฟุ้งซ่าน คนอย่างเจ้า คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ” คำพูดนี้หากฟังผ่าน ๆ เหมือนห่วงใย แต่แท้จริงคือการเหยียดหยามอย่างชัดเจน
เซียวเฉิงเฟิงไม่โต้ตอบ เขารู้ดีว่าตอนนี้ตนยังไม่รู้สถานการณ์ทั้งหมด การเปิดศึกทันทีไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก
เซียวฮูหยินหันไปสั่งสาวใช้
“ให้เขาดื่มยา แล้วคืนนี้ส่งข้าวต้มจืดมา อย่าให้ของมัน ของหนัก เดี๋ยวสมองจะยิ่งเสีย”
สาวใช้รับคำ ก่อนออกไป เซียวฮูหยินหันกลับมามองเขาอีกครั้ง แววตาคล้ายกำลังประเมินบางอย่าง
“อีกอย่าง ภรรยาเจ้าทำแจกันหยกในห้องโถงแตก ข้าสั่งให้นางคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่ลานหลังเรือน หากเจ้าหายดีแล้วก็ไปดูนางเสียหน่อย สองสามีภรรยาสองคนอยู่ด้วยกัน อย่างน้อยก็คงปลอบใจกันได้”
พูดจบ นางก็หัวเราะเบา ๆ แล้วเดินจากไป
เมื่อคนทั้งหมดออกจากห้อง เซียวเฉิงเฟิงค่อย ๆ หลับตา
กู้ฉิงอวิ๋น ภรรยาของเขาเช่นนั้นหรือ
หญิงสาวในความทรงจำมีใบหน้างดงามแต่ดวงตาว่างเปล่า มักก้มหน้า ไม่พูดไม่จา ถูกคนในจวนรังแกเป็นประจำ เจ้าของร่างเดิมเองก็ปกป้องนางไม่ได้ เพราะเขาก็ถูกเรียกว่าโง่ไม่ต่างกัน
เซียวเฉิงเฟิงยกมือแตะขมับ สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด ไม่มีอำนาจ ไม่มีเงิน ไม่มีคนของตัวเอง ยังถูกแม่เลี้ยงควบคุม ส่วนภรรยาก็ถูกทั้งจวนรังแก หากเขายังทำตัวเป็นคนโง่ต่อไป ชีวิตนี้คงจบลงในสระน้ำอีกครั้งไม่ช้าก็เร็ว แต่ถ้าเปลี่ยนเร็วเกินไป ก็จะถูกสงสัย เขาคงต้องค่อย ๆ เดินหมาก
ก่อนอื่นต้องรู้ว่าในจวนนี้ ใครเป็นคนผลักเจ้าของร่างเดิมตกน้ำ และใครอยากให้เขาตาย
ตกดึก ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิท เซียวเฉิงเฟิงสวมเสื้อคลุมสีหม่น เดินออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ร่างกายยังอ่อนแรง แต่จิตใจกลับตื่นตัวอย่างยิ่ง
จวนตระกูลเซียวกว้างใหญ่ แต่เงียบเหงา โคมไฟใต้ชายคาสั่นไหวตามแรงลม เงาต้นไผ่ทอดยาวบนพื้นหินราวกับกรงเล็บปีศาจ
เขาเดินตามความทรงจำของร่างเดิมไปยังลานหลังเรือน ยังไม่ทันถึง ก็ได้ยินเสียงสาวใช้ดังขึ้น
“ฮูหยินน้อย ท่านยังคิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูตระกูลกู้อยู่อีกหรือ แจกันใบนั้นราคาแพงกว่าชีวิตท่านเสียอีก!”
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังเพียะ!
เซียวเฉิงเฟิงหยุดฝีเท้า ดวงตาเย็นเยียบ ใต้แสงโคมสลัว สตรีร่างบางคนหนึ่งล้มอยู่บนพื้น นางสวมชุดสีขาวเก่าซีด ผมดำยาวหลุดลุ่ยเกลี่ยอยู่ข้างแก้ม ใบหน้างดงามซีดเผือด แต่มิได้ร้องไห้ สาวใช้ร่างท้วมยืนเท้าสะเอวมองนางด้วยสีหน้าดูถูก
“พูดสิ! ทำไมไม่พูด เป็นใบ้หรือโง่จนไม่รู้ว่าต้องขอโทษ”
สตรีบนพื้นคือกู้ฉิงอวิ๋น นางคือภรรยาของเขา
นางค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น ฝ่ามือขาวมีรอยถลอก แต่ใบหน้ากลับสงบนิ่งเกินกว่าคนโง่คนหนึ่งควรจะเป็น
สาวใช้เห็นนางนิ่ง ก็โมโหกว่าเดิม ก้าวเข้าไปผลักไหล่นางเต็มแรง
“ยังทำหน้าเซ่อเช่นนี้อยู่อีก!”
กู้ฉิงอวิ๋นเซถอยไปสองก้าว ชนเสาหินด้านหลังจนเกือบล้ม ทว่านางไม่ร้อง ไม่โวยวาย ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองสาวใช้ผู้นั้น กลับกัน นางค่อย ๆ หันไปมองมุมมืดว่างเปล่าข้างกำแพง
ตรงนั้นไม่มีใคร อย่างน้อย ในสายตาของเซียวเฉิงเฟิง ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่กู้ฉิงอวิ๋นกลับมองราวกับเห็นบางสิ่ง ริมฝีปากสีซีดของนางขยับเบา ๆ
ซึ่งเขารู้ว่าตรงนั้นมีบางอย่างที่เขาเองก็เห็นเช่นกัน
กู้ฉิงอวิ๋นมองมุมมืดข้างกำแพง ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ข้าสัญญาว่าจะช่วยเจ้า” เสียงของนางเบามาก แต่ในค่ำคืนอันเงียบสงัด เซียวเฉิงเฟิงได้ยินชัดทุกคำ
เขาหรี่ตาลงทันที สาวใช้ยังไม่รู้ตัว นางยกมือขึ้นหมายจะตบกู้ฉิงอวิ๋นอีกครั้ง
ก่อนฝ่ามือนั้นจะตกลงมา เสียงเย็นชาของบุรุษก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เจ้าลองตบนางอีกครั้งสิ”
สาวใช้สะดุ้ง หันกลับมาเห็นเซียวเฉิงเฟิงยืนอยู่ใต้เงาโคม สีหน้าจึงซีดลงเล็กน้อย แต่เมื่อนึกได้ว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงคุณชายโง่ นางก็ฝืนยิ้ม
“คุณชาย ท่านออกมาทำไมเจ้าคะ ฮูหยินน้อยทำผิด บ่าวเพียงสั่งสอนแทนฮูหยินใหญ่เท่านั้นเอง”
เซียวเฉิงเฟิงเดินเข้าไปช้า ๆ
“ตั้งแต่เมื่อใดที่บ่าวมีสิทธิ์สั่งสอนนาย”
สาวใช้ชะงัก กู้ฉิงอวิ๋นเองก็เงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่นั้นไม่ว่างเปล่าเลย ลุ่มลึก สงบนิ่ง และคมกริบ ไม่เหมือนคนโง่เลยแม้แต่น้อย
เซียวเฉิงเฟิงมองนาง นางก็มองเขา เพียงชั่วอึดใจเดียว ทั้งสองต่างรู้พร้อมกันว่า อีกฝ่ายกำลังซ่อนบางอย่าง
สาวใช้เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศผิดปกติ จึงรีบก้มหน้า
“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวจะไปรายงานฮูหยินใหญ่”
“หยุด”
สาวใช้แข็งค้าง
เซียวเฉิงเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ
“คุกเข่า”
“คุณชาย?”
“ข้าไม่ชอบพูดซ้ำ” น้ำเสียงนั้นไม่ดัง แต่กลับกดดันจนสาวใช้เข่าอ่อน นางคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่เข้าใจ
เหตุใดคุณชายโง่จึงน่ากลัวเช่นนี้
เซียวเฉิงเฟิงไม่มองนางอีก เขาหันไปหากู้ฉิงอวิ๋น แล้วยื่นมือให้นาง
“ลุกขึ้นได้หรือไม่”
กู้ฉิงอวิ๋นมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมือลงบนฝ่ามือเขา มือของนางเย็นมาก เย็นจนไม่เหมือนคนเป็น
เซียวเฉิงเฟิงประคองนางลุกขึ้น แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะกัน เขากลับรู้สึกถึงความเย็นประหลาดที่แล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กระดูก ไม่ใช่เพียงอากาศหนาว แต่เป็นความเย็นแบบเดียวกับห้องดับจิตในโรงพยาบาล
เขาหันไปมองรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว ลานหลังเรือนยังเงียบสงัด มีเพียงโคมไฟไหวตามลม เงาต้นไผ่ทอดยาวบนกำแพง ไม่มีใครอื่นนอกจากเขา กู้ฉิงอวิ๋นและสาวใช้ที่ยังคุกเข่าตัวสั่นอยู่ แต่ความรู้สึกเมื่อครู่ทำให้เขาแน่ใจว่า มีบางสิ่งอยู่ตรงนี้
