บทที่ 9 วังหลวง
รุ่งเช้าอีกวันอู่เหว่นตี้ก็มารับนางแต่เช้าตามสัญญา ข่าวเรื่องเมื่อคืนแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง ยิ่งเรื่องพี่สาวนางยิ่งแซ่บกว่าละครหลังข่าว ได้ข่าวว่านางวิ่งตามไปถึงประตูตำหนักท่านอ๋อง แต่ประตูกลับปิดสนิทไม่ยอมเปิด นางจึงร้องไห้คุกเข่าอยู่หน้าตำหนักอยู่นาน และแหกปากร่ำไห้จนท่านอ๋องที่หน้าบางยอมเปิดประตูรับเจ้าสาวเข้าตำหนัก
และก็ยังได้ยินเสียงจากบ่าวที่รับใช้อีกว่า คืนนั้นท่านอ๋องไม่ได้เข้าหอกับพี่สาวคนดี แต่กลับไปขลุกกับอนุทั้งสองตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า ดังนั้นทั้งตำหนักจึงได้ยินแต่เสียงกรีดร้องทั้งคืน
ช่างบันเทิงดีแท้ นางชอบจัง เสียดายไม่ได้เห็นละครนี้ด้วยตาด้วยเอง
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงร้านอาหารหยวนเป่า จางลี่มองขึ้นไปชั้นบนที่ตอนนี้ถูกจองเกือบหมด แต่เพราะคนนัดจองไว้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาจึงได้ห้องส่วนตัวโดยไม่ต้องรอ กำลังจะเดินเข้าห้องก็มีเสียงเรียกด้านหลัง
“น้องซูซู่” ถึงไม่หันไปมองนางก็รู้ว่าเป็นใคร แต่เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางวางไว้ก็ต้องหันไปดูเสียหน่อย ก็เห็นองครักษ์หวงจื่อโม่เดินยิ้มมาแต่ไกล สายตายังมองหนุ่มข้างกายนางพลางทัก
“คารวะท่านอู่ น้องซูซู่มาด้วยกันได้อย่างไร”
“วันก่อนพี่อู่ช่วยทำคดีของเรือนข้า ข้าจึงมาเลี้ยงอาหารตอบแทน”
ตอนนี้คนถูกเลี้ยงเอ่ยปากขอเป็นคนเลี้ยงเอง เขาก็ยิ้มให้ ส่วนคนมาที่หลังก็ยิ้มยินดี “ดีจริง ถ้าเช่นนั้นเลี้ยงข้าด้วยได้หรือไม่”
คำว่าหน้าด้านยังน้อยไป จางลี่นินทาเขาในใจก่อนยิ้มหวาน
“เชิญเจ้าค่ะ” ถือว่าเลี้ยงอาหารให้หมาแล้วกัน
สองบุรุษกับหนึ่งสตรีนั่งอยู่ในห้องอาหาร มองจานอาหารที่เรียงรายเต็มโต๊ะ จางลี่มองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างนางทั้งซ้ายและขวาที่ต่างก็คีบอาหารเอาใจ นางสะอิดสะเอียนเต็มทน แต่ก็ยังต้องทนทำหน้าบริสุทธิ์ต่อหน้าพวกเขา
รับอาหารจากคนข้างขวาคืออู่เหว่นตี้ เมื่อกินเสร็จก็หันมายิ้มให้คนข้างซ้าย องครักษ์หวงจื่อโม่ พวกเขาตั้งใจจะให้นางสำลักตายก่อนได้แก้แค้นใช่ไหม
กินไปได้หนึ่งถ้วย นางก็หยุดมือ “อิ่มแล้วหรือน้องซูซู่”
ตอนนี้น้องซูซู่เริ่มหมดความอดทน “เจ้าค่ะ”
“ได้ข่าวว่าท่านอู่ยุ่งมากช่วงนี้ ไม่คิดว่าจะว่างมากินข้าวได้”
อู่เหว่นตี้เอ่ยกลับ “ข้าก็ได้ยินว่าท่านก็ยุ่งไม่แพ้กัน”
เชิญพวกท่านไปยุ่งกันสองคนเลยไป นางลุกขึ้นเดินไปทางหน้าต่าง มองออกไปด้านนอกที่เห็นถนนชัดเจน ผู้คนเดินจับจ่ายกันอย่างสนุกสนาน เศรษฐกิจของเมืองหยางลิ่งปีนี้เป็นปีที่เจริญเติบโตสูงสุด มีผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเข้ามาทำกำไร นำสินค้าจำพวกเครื่องทอ เครื่องหนัง ตลอดจนแร่เหล็ก ทองคำ เพื่อนำไปผลิตอาวุธ
ขุมทรัพย์ที่เมืองนี้มีแต่คนอยากได้ อีกสามปีกองทัพแคว้นเกอร์ฉู่จะนำกำลังทหารมาประชิดชายแดน ตอนนั้นเองที่ได้เกิดแม่ทัพอู่เหว่นตี้ที่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายอย่างราบคาบ เรื่องนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อแคว้น นางไม่ขวางเขาอยู่แล้ว แต่บางเรื่องเขาก็ไม่ควรมาขวางนางเช่นกัน
“พรุ่งนี้ข้ามีเรื่องต้องเข้าวังหลวงพอดี ให้ข้าไปส่งเจ้านะ” อู่เหว่นตี้เดินมาเคียงข้างนางพลางบอกสิ่งที่คิด
ไม่นานคนไม่ยอมก็มาประชิดอีกข้าง “ข้าก็ต้องกลับวังเช่นกัน ดีเสียจริง”
ดีบ้านท่านน่ะสิ นางอยากไปอย่างเงียบ ๆ ขืนพาพวกท่านไปคนบางคนก็หมดความสนใจนางพอดี ไม่ได้เด็ดขาด
“ข้าขอบคุณท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ แต่ไม่รบกวนจะดีกว่า อีกอย่าง หากข้าไปกับพวกท่าน สตรีที่มารอต่อแถวหน้าวังอาจจะไม่พอใจ ทำให้ข้าโดนรังแกได้”
นางขู่พวกเขา รู้อยู่ว่าพวกเขาก็ค่อนข้างเป็นบุรุษที่สตรีกำนัลในวังหมายปองเช่นกัน ชายโสดทั้งสองมองหน้าแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“เป็นอย่างเจ้าว่าก็ดี”
ไม่ปฏิเสธว่าตัวเองเนื้อหอมเสียด้วย กลับยอมรับโดยดี บุรุษบนโลกนี้ล้วนหลงตัวเองทั้งสิ้น
“ให้ข้าไปส่ง” พอนางบอกจะกลับ พวกเขาก็พูดพร้อมกันอีก
“ข้ากลับเองได้เจ้าค่ะ ไม่รบกวนพวกท่านแล้ว”
ชายหนุ่มสองคนหันมองหน้ากัน ตอนนี้ในใจได้แต่โทษอีกฝ่ายที่ทำให้หญิงสาวรีบกลับเรือนไม่ยอมอยู่ต่อ
เย่วจูเดินตาม ประคองคุณหนูเดินออกจากร้าน “คุณหนูเจ้าขา พวกเราจะไปไหนเจ้าคะ”
“ยังมีของหลายอย่างที่ยังไม่ได้ซื้อเข้าวัง” ของบางอย่างที่นางต้องเตรียมพร้อมเอาไว้
ตามปกติแล้วก่อนเข้าและออกจากวัง ทุกคนจะถูกตรวจข้าวของสัมภาระเสมอ ยกเว้นคนสำคัญ คิดว่าพรุ่งนี้นางอาจจะเจอพวกเขาอีกแน่ มุมปากของนางยกขึ้น ประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ใช่ว่าจะไม่ดี
ห่อยาที่นางซื้อมาถูกแปรสภาพใส่อยู่ในกล่องเครื่องประดับปูทับด้วยแผ่นไม้หนาอีกชั้น ทำให้ไม่ได้กลิ่นของมัน จากนั้นก็วางเครื่องประดับลงไป ห่อทับด้วยผ้าอีกผืน
เช้าวันใหม่ ทุกคนรู้ว่านางจะเข้าวัง แต่อย่าหวังว่าใครจะมาส่ง เพราะตอนนี้บิดามารดานางก็อยู่ในคุกรอคำตัดสิน ส่วนท่านย่าที่เคารพตอนนี้ก็ป่วยจนลุกไม่ขึ้น
นางไม่แม้แต่หันหลังมอง แต่รีบเดินออกจากเรือนนี้ เมื่อออกไปก็เป็นอย่างที่นางคิดจริง ๆ บุรุษทั้งสองรออยู่
“พวกข้าจะไปส่งแค่ครึ่งทาง”
จางลี่ถอนใจ ครึ่งทางก็ครึ่งทาง อย่างน้อยก็ไม่ต้องรอพวกเขาว่าจะมาตอนไหนเพื่อฝากของเข้าวัง
ไม่นานรถม้าสามคันก็เคลื่อนขบวน ที่จริงแล้ววังหลวงอยู่แค่นี้ เหตุใดต้องทำให้มันยิ่งใหญ่ เมื่อไปถึงครึ่งทางนางก็ลงจากรถม้า ส่งห่อผ้าให้อู่เหว่นตี้
“ข้าได้ยินว่าในวังหลวงหากไม่มีเงินจะลำบาก แต่เขาก็จำกัดเงินที่จะเอาเข้าไปเช่นกัน ฝากท่านช่วยนำเครื่องประดับ และเงินบางส่วนเข้าไปให้ข้าได้ไหม”
พอตัวเองได้รับเรื่องไหว้วานจากนางคนเดียว ชายหนุ่มก็ยิ้มอย่างผู้มีชัย รับมาอย่างเต็มใจก่อนเคลื่อนเกี้ยวเข้าไปก่อน อู่เหว่นตี้เปิดห่อผ้ามองเห็นเครื่องประดับแววตาก็หม่นลง นี่คือเครื่องประดับล้ำค่าของนางงั้นหรือ เทียบไม่ได้กับสาวใช้ในเรือนเขาด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มหยิบปิ่นทองข้างเอวที่คิดจะมอบให้นางขึ้นมา ยิ้มแล้ววางมันทับลงไปในกล่องเครื่องประดับ แล้วห่อเก็บเหมือนเดิม
อีกฝ่ายของชายหนุ่มที่ไม่ได้อะไรสักอย่าง ก็หันมาย้ำกับนาง
“เจ้าอยู่ในวังหลวงต้องระวังให้มาก หากมีสิ่งใดที่เดือดเนื้อร้อนใจก็ให้บ่าวเจ้านำสิ่งนี้ไปให้ข้าที่สำนักองครักษ์”
“เจ้าค่ะ” เรื่องดี ๆ นางจะไม่รับได้ยังไง แผ่นป้ายหยกในมือเขานอกจากสามารถขอความช่วยเหลืออย่างที่เขาบอกแล้ว มันยังทำเรื่องอื่นได้อีก แค่นี้นางก็สบายไปหนึ่งก้าว
ปล่อยให้ชายหนุ่มแข่งกันไปมาก็สนุกดี ไม่นานบุรุษคนที่สองก็ขึ้นม้าจากไปเช่นกัน จางลี่หยิบกระดาษเข้าวังตรงไปยังโต๊ะที่ใช้สำหรับรับนางกำนัลเข้าวังหลวง
เมื่อกระดาษเปิดออก กงกงมีสีหน้าตกใจเพราะลายมือในจดหมายเป็นลายพระหัตถ์ฮ่องเต้
“ข้าจะพาเจ้าไปพบมามาหลี่”
“รบกวนด้วยเจ้าค่ะ”
หญิงสาวเดินตามกงกงเข้าไปด้านในโดยไม่ต้องรอตรวจจากแถวที่ยาวเหยียด ทำให้นางเด่นพอที่จะให้สตรีที่ต่อแถวอยู่นั้นหมั่นไส้โดยไม่ออกเสียงได้
หนึ่งในนั้นมีหลัวชิงชิง บุตรสาวของตุลาการหลัว เป็นสตรีที่งามพร้อม โดดเด่นด้วยใบหน้าและความสามารถ นางที่มาก่อนเกือบชั่วยามยังต้องรอ แต่สตรีที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาถูกกลับได้เข้าวังก่อนใคร
สตรีนางนั้นคือผู้ใดกัน นางต้องรู้ให้ได้ แววตานิ่งเหมือนสายน้ำทำให้ไม่อาจรู้ได้ว่านางคิดเช่นไร เมื่อได้ยินสตรีข้างหน้าบ่นนางจึงได้แต่รับฟัง
“นางผู้นั้นเป็นใครกัน”
“ไม่รู้สิ รู้แต่ใหญ่พอตัว ไม่เช่นนั้นจะเดินข้ามแถวตรงเข้าวังเลยได้เช่นไร”
“อย่างนั้นก็แสดงว่านางก็มีสิทธิที่จะได้เป็นสนมน่ะสิ”
หลัวชิงชิงรับฟังทุกประโยค แต่ไม่ได้ร่วมสนทนากับพวกนางด้วย ดวงตาหลุบต่ำลงรอคอยเวลาที่จะเข้าวัง
