บทที่ 10 คนดูแลสวน
ตอนนี้สตรีที่คิดว่าจะได้เป็นสนมนั่นกำลังมองตำแหน่งคนดูแลสวนที่ได้อภิสิทธิ์มากกว่าตำแหน่ง นางได้เรือนส่วนตัวเสียด้วย ที่จริงแล้วขั้นตอนการเข้าวังจริง ๆ นั้นต้องผ่านการคัดเลือกจากฮ่องเต้ เพื่อเลือกสนมหรือนางกำนัล
แต่นางผ่านเลยไปจนได้งานทำ มีตำแหน่งเรียบร้อยโดยไม่ต้องรอ วันที่เหลือของวันจึงว่างพอที่จะสำรวจสถานที่พักได้ แม้แต่ที่พักของนาง เจ้ามังกรยังแยกออกจากนางกำนัลคนอื่น ๆ มีความเป็นส่วนตัวพอ ๆ กับนางกำนัลที่ทำงานมาหลายปี
อย่างนี้ก็ดีหน่อย นางจะได้ทำงานสะดวก
“คุณหนูเจ้าขา ที่พักนี้สบายกว่าเรือนที่เราอยู่เสียอีก” แน่ละ เรือนที่อยู่ก่อนหน้ามันเรือนสำหรับนักโทษ ไม่ใช่ในวังเสียหน่อย
จางลี่เปิดเข้าไปในด้านใน ห้องกว้างมีเตียงสองเตียง และมีโต๊ะหนังสือ มีโต๊ะกินข้าวพร้อม แถมยังมีเตียงเอนนอนกลางวันเสียด้วย นี่มากกว่าสนมขั้นตาอิ้งไปอีก
“ขอบพระคุณมามาหลี่มากเจ้าค่ะ” สตรีด้านหลังที่อยู่มานานพอจะรู้ว่าผู้ใดสำคัญ โดยเฉพาะสตรีนางนี้ แม้ตำแหน่งที่นางได้รับจะต่ำสุด แต่ผู้ให้การสนับสนุนก็ยิ่งใหญ่ในใต้หล้า นางไม่สามารถดูถูกได้เลย
“หากแม่นางหลี่ติดขัดสิ่งใดก็ให้บ่าวไปตามข้าได้ตลอดเวลา”
“แค่นี้ก็มากไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว”
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยมามาหลี่ก็ขอตัวไปทำงานต่อ ให้หลี่ซูซู่จัดของตามสบาย
“คุณหนูไปเดินเล่นด้านนอกก่อนเถอะ บ่าวจะจัดของเอง” เย่วจูเปิดห่อผ้าที่มีเพียงนิด เมื่อเปิดหีบก็พบเสื้อผ้านางกำนัลเต็มไปหมด และเครื่องหอมที่มีหลายกล่อง นางก็ยิ้มอย่างมีความสุข
อย่างน้อยเข้าวังก็ดีกว่าอยู่ในเรือนเก่า ๆ นั่น
จางลี่เห็นบ่าวมีความสุข นางก็เดินออกมาสำรวจบริเวณห้องของนาง ดูเหมือนห้องนี้จะติดอุทยาน อยู่ใกล้กับกำแพงกั้นระหว่างเขตนางกำนัลซักล้าง ส่วนอีกฝั่งถัดไปก็คือที่พักของพวกตาอิ้งทั้งหลาย ดูจากอายุของเรือนเหมือนจะสร้างมานาน แสดงว่านี่อาจเป็นของหัวหน้านางกำนัลสักคนหนึ่งมาก่อน
นางข้ามหน้าหลายคนเสียด้วย สร้างศัตรูตั้งแต่ก้าวเข้าวังโดยไม่รู้ตัว แค่คิดจะมาหาศัตรูเก่าที่คิดถึง กลับได้ศัตรูเพิ่มอีกหลายเท่าตัว
จางลี่เดินออกมาได้สองก้าวก็เห็นจางกงกงพาขันทีมาหลายคนเดินมาหานาง “คารวะคุณหนูหลี่”
นางทักอีกฝ่ายกลับพลางมองเลยไปด้านหลัง
“ท่านจะพาขันทีไปไหนหรือ”
จางกงกงเอ่ยประจบ “ขันทีเหล่านี้ฝ่าบาทพระราชทานมาให้ช่วยงาน” จะให้นางเปิดสำนักหมอดูในวังใช่ไหม เจ้ามังกรถึงทุ่มทุนส่งผู้สนับสนุนมาให้มากขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าจับผิดนางหรอกหรือ
“ฝากท่านขอบพระทัยฝ่าบาทแทนข้า แต่ข้าชอบความสงบ”
นี่ใช่ที่ผู้น้อยควรกล่าวกับมังกรไหม นางช่างกล้านัก ขันทีด้านหลังต่างคิดในใจคิดว่าจางกงกงจะต้องดุนางแน่ แต่ที่ไหนได้ ขันทีเฒ่าที่ไม่ยอมใครกลับก้มหัว แล้วกล่อมนางด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“หากคุณหนูหลี่ไม่รับ เห็นทีขันทีใหม่พวกนี้ต้องถูกส่งไปทำงานแบกมูลแน่ รบกวนคุณหนูหลี่รับไว้เถอะ”
พูดเหมือนอยากให้นางเมตตาพวกเขา แต่จริง ๆ แล้วกำลังขู่นางว่าหากนางไม่รับพวกเขา พวกเขาจะถูกส่งไปทำงานต่ำที่สุดของวัง
หลี่ซูซู่หันมองขันทีเหล่านั้น มีแค่ 4 คน คงไม่มากเกินไป ในบรรดา 4 คนมีเพียงหนึ่งที่กล้ามองหน้านาง คำถามนางคือ พวกเรารู้จักกันหรือ
“เจ้าชื่ออะไร”
เมื่อกล้ามองหน้า นางก็อยากรู้ว่าผู้กล้ามีนามว่าอย่างไร
“ข้าน้อย ต้าฝาง”
“ไม่มีชื่อแซ่รึ”
“ข้าน้อยเป็นเด็กกำพร้า ไร้บิดาและมารดา”
คนจะเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ได้ไง ยังไงเขาก็ต้องมีพ่อแม่แน่นอน แต่เป็นใครเท่านั้นเอง อาจจะเป็นลูกขุนนาง ลูกชู้ ลูกชาวบ้านที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดู ทำให้เขาต้องเติบโตมาเพียงลำพัง
“รบกวนจางกงกง ข้าขอรับเขาแค่คนเดียวได้ไหม”
จางกงกงหันมองขันทีที่เพิ่งรับมาใหม่ไม่ถึงเดือน แต่เรื่องงาน และกฎเกณฑ์ของวังก็ถือว่าเร็วกว่ารุ่นเดียวกัน ดูแล้วน่าจะไม่มีปัญหา ตาเฒ่าหลุบตาเก็บซ่อนบางอย่างแล้วเอ่ย
“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่คุณหนู ข้าไปทำงานก่อน”
นางหยิบเงินในถุงขึ้นมาให้จางกงกง “รบกวนท่านแล้ว น่าอายนักที่ข้ามีเพียงเท่านี้”
เท่านี้ของนางก็คือทองก้อนใหญ่ หากนี่คือเท่านี้ของนาง เช่นนั้นหมายความว่าหากเขาทำดีกับนาง ก็ย่อมดีต่อตัวเขาแน่
“เกรงใจอะไรกัน พวกเราสนิทกันอยู่แล้ว”
เจอกันสองครั้งเรียกว่าสนิทกันแล้ว ดีเสียจริง นางมองเขาจากไป จากนั้นก็หันมามองขันทีเพียงหนึ่งเดียว “ไม่ว่าจางกงกงสั่งอะไรมา แต่ว่าเมื่ออยู่เรือนข้าแล้วเจ้าต้องฟังคำสั่งข้าเท่านั้น”
นางไม่อยากได้คนพูดมาก ดูแล้วจะได้สมใจ เพราะตอนนี้ต้าฝางเอาแต่นิ่งเงียบรับคำอย่างเดียว ดูเหมือนว่าการเดินเล่นของนางจะถูกขัดขวางอีกแล้ว อู่เหว่นตี้เดินมาหานาง ก่อนส่งกล่องสมบัติของนางให้
“ขอบคุณคุณชายมาก เข้าเฝ้าเสร็จแล้วหรือเจ้าค่ะ”
จางลี่ส่งให้เย่วจูที่ตามออกมาดูรับไป ตอนนี้สาวใช้หันมองขันทีที่ยังยืนนิ่งไม่ขยับ นางจึงเรียก “เจ้าไปช่วยข้าด้านใน”
ต้าฝางหันมองคนข้างกาย ดวงตาเขานิ่งก่อนหันมาอยู่ท่าเดิม
“เจ้าขันทีคนนี้” สาวใช้แค่อยากให้เจ้านายอยู่กันลำพัง แต่ขันทีก็ไม่ยอมขยับกาย จางลี่ได้ยินก็หันมอง แล้วหันไปพูดกับบ่าวตน
“ให้เขาอยู่น่ะถูกแล้ว ข้ากับคุณชายเป็นบุรุษสตรีไม่ควรอยู่ตามลำพัง เจ้ายังจัดของไม่เสร็จก็เข้าไปด้านในเถอะ”
“เจ้าค่ะ” เย่วจูรับคำ รู้สึกขัดใจกับขันทีหูหนวกคนนี้ไม่น้อย นางสะบัดหน้าอย่างไม่พอใจแล้วเข้าไปจัดของด้านในตามเดิม
จางลี่กำลังจะหันมาคุยต่อ ขันทีหูหนวกก็เอ่ยขัด “คุณหนูขอรับ เจรจามากจะไม่ดี”
นางหันมองคนพูดทันที ในเมื่อตัวเองก็ไม่อยากพูดมากจึงหันมาลาอู่เหว่นตี้ ก่อนหันมองขันทีอีกรอบ
“พวกเราเคยเจอกันไหม”
ต้าฝางมองหน้าจางลี่ ก่อนมองกระพรวนตรงข้อมือนาง “ไม่เคยขอรับ”
ตอนนี่นางเห็นคนโกหกคำโต ดูลักษณะท่าทางแล้วเหมือนจะรู้จักนางจริง ๆ แต่ในเมื่อไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร นางจึงเดินกลับเข้าไปในด้านใน ไม่ดงไม่เดินแล้ว รู้สึกปัญหาจะวิ่งเข้าหานางจริง ๆ
“คุณหนูจะเอนก่อนไหมเจ้าคะ”
กว่าจะถึงเวลาอาหารรอบบ่ายก็เกือบสองชั่วยาม ปกติแล้วอาหารในวังหลวงจะมีเพียงสองมื้อ คือช่วงประมาณยามเว่ย (13.00-14.59) แต่ก็จะมีการสลับไปมาเพื่อให้คนยังพร้อมใช้งานข้างกายตลอดเวลา
“เอนสักหน่อยก็ดี” แม้จะนอน แต่ก็ไม่ได้หลับ สมองกำลังคิดว่าจะทำยังไงที่จะเข้าใกล้ชายผู้นั้นได้ เขาคนนี้นิสัยแตกต่างจากภพที่ผ่านมา นิสัยค่อนข้างสันโดษ นิ่งเงียบ เรื่องมาก แถมเจ้าระเบียบ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความโหดเหี้ยมไร้ปรานี ลงโทษคนอย่างเลือดเย็น
หากเขาลุ่มหลงสตรีสักนิด มันก็ง่ายที่นางจะเข้าใกล้ แต่เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเรื่องก็ยากกว่าเดิม แต่ถึงยากเท่าไรนางก็เชื่อว่าจะมีสักทาง ตอนนี้นางนึกถึงองครักษ์เสื้อแพรประจำองค์รัชทายาท พี่จื่อโม่ของนางนั่นเอง
ได้ใช้ประโยชน์ก็คงจะเป็นคราวนี้นี่แหละ แต่จะเริ่มจากตรงไหนดี
จางลี่ลืมตาเมื่อได้ยินเสียงดังจากด้านนอก เหมือนจะได้เวลาอาหารรอบบ่าย พวกนางกำนัลชุดใหม่ต่างเดินเรียงแถวไปยังห้องกินอาหาร
เมื่อนางเปิดประตูเพื่อดูพวกนาง สตรีเล่านั้นก็หันมองนางเช่นกัน มองจากชุดก็แบบเดียวกัน แต่ทำไมถึงได้นอนเรือนแยกกัน แถมยังมีสาวใช้ส่วนตัว และขันทีรับใช้อีก จะว่าเป็นตำแหน่งสูงกว่าก็ไม่ใช่
“เจ้าชื่ออะไรหรือ”
“หลี่ซูซู่” นางตอบคนที่อยู่หน้าสุด
“แล้วเจ้ามีหน้าที่อะไร”
จางลี่ยิ้มแล้วตอบน้ำเสียงเหมือนกระต่ายน้อย แต่ในใจได้แต่บ่น มันเรื่องอะไรของเจ้า “ข้ามีหน้าที่เพียงดูแลอุทยาน ปลูกต้นไม้พรวนดินเท่านั้น”
ตอนนี้สีหน้าคนถามนิ่งค้าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ของนางกำนัลต่ำสุดหรอกหรือ แต่ทำไม... พวกนางทั้งหมดนิ่งไม่ถามสิ่งใดอีก ออกจะประหลาดไปหน่อย คนที่ฉลาดที่สุดจึงไม่พูดสิ่งใด แต่ก็มีบางคนที่ลองดีกับนาง
“ก็แค่นางกำนัลต่ำสุด นึกว่าเป็นสนม”
นางไม่ตอบ แต่ปล่อยให้พวกเขานินทากันไป หญิงสาวเดินตามพวกนางไปรั้งท้ายสุด เมื่อไปถึงมามาหลี่เห็นหลี่ซูซู่ก็แหวกพวกนางกำนัลก่อนหน้า แล้วมาพาหลี่ซูซู่ไปนั่งใกล้นาง
เพียงแค่นี้คนที่นินทาก่อนหน้าก็เงียบ “เชิญแม่นาง”
จางลี่ขอบคุณก่อนจับตะเกียบ กำลังจะได้กินแล้วเชียว จางกงกงก็มาขัดอีกรอบ “แม่นางหลี่หยุดก่อน ฮ่องเต้ให้เข้าเฝ้าที่พระตำหนักตอนนี้”
ให้นางกินก่อนก็ไม่ได้ แค่นางทำสีหน้าเบื่อหน่ายก็พอทำให้หัวหลายคนหลุดจากบ่าได้ แต่จางกงกงไม่แม้แต่บ่นสักคำ
จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้หลังจากวันนั้น พวกนางกำนัลทั้งหลายต่างประจบนางไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็แอบนินทานางลับหลังประจำ ยิ่งทำให้จางลี่นิ่งเงียบ หยิ่งจนไม่ตอบผู้ใดอีกเลย นานวันเข้าพวกนั้นก็เลิกสนใจนาง
นางเข้าวังไม่ทันข้ามวันเจ้ามังกรก็เรียกหาแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะได้อยู่เงียบ ๆ สักพัก กลายเป็นว่าการมาของนางเรียกเสียงข่าวลือเสียจนนางหยุดไม่ได้
บ้างก็ว่านางเป็นคนรักของฮ่องเต้ แต่พระองค์ไม่ประสงค์จะแต่งตั้งตำแหน่งใดให้ เพื่อที่จะเรียกใช้นางได้ตลอดเวลา
ขอโทษ แก่จะลงโลงแล้วนางไม่เอาเด็ดขาด แล้วอีกอย่าง บุรุษทั้งโลกล้วนน่าตายคามือนางทั้งนั้น จะเอาทำพันธุ์ทำไมกัน
“หม่อมฉันหลี่ซูซู่ ถวายบังคมฝ่าบาท”
อยู่ในห้องทรงงานก็ย่อมมีงานเต็มห้องไปหมด เจ้ามังกรไม่ได้ตอบนาง แต่ให้นางคุกเข่ารอ จนหมดไปสองเค่อจึงตรัสออกมา
“ลุกขึ้น”
หญิงสาวลุกขึ้นตามคำสั่ง มองฮ่องเต้ที่หน้าเครียดเหมือนกับไม่ได้นอนมาหลายวัน “พระองค์ควรพักบ้าง” ไม่เกินสองปีสุขภาพพระองค์ก็จะแย่กว่านี้ จนทำให้ศึกการแย่งชิงบัลลังก์ดุเดือดเสียยิ่งกว่าละคร
