บทที่ 8 ปลากตัญญู
ตอนนี้ปลาที่ย่างเหลือแต่ก้าง จางลี่กินอย่างสบายใจ อาจเป็นเพราะปลาสดจากทะเล จึงมีรสอร่อยกว่าเดิม พอหมดพระอาทิตย์ก็ขึ้นสว่างพอดี ถ้าจำไม่ผิด วันนี้เป็นวันแต่งงานของพี่สาวคนสวยแล้วสินะ และแน่นอน นางถูกสั่งให้อยู่แต่ในเรือน ห้ามออกไปเด็ดขาด
ไม่นานเสียงประทัดก็ดังขึ้น จางลี่กลับรู้สึกว่าดีเสียอีก ภาพในภพนี้ของท่านอ๋องดูแล้วจะสุขสบายจริง อนาคตรุ่งโรจน์ ต่อไปมีสิทธิได้เป็นถึงฮ่องเต้องค์ต่อไป
แต่เส้นทางราบรื่นจะสนุกไปไย นางไม่สนใจ สนใจแต่ว่าจะทำยังไงให้พวกมันชดใช้กรรม วันนี้บ้านสกุลหลี่เปิด คนย่อมมากผิดปกติ ดูแล้วคงมีชายหนุ่มบางคนคิดถึงเรือนนางอยู่บ้าง จางลี่จึงหยิบหนังสือมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา
ลมพัดอยู่นอกชานเรือน หิมะที่ตกอยู่บนพื้นก็เริ่มจางหาย ฤดูใบไม้ผลิใกล้จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง นางก็ยังนอนสบายอยู่ท่าเดิม พอนานเข้าตัวก็เริ่มเลื่อนลงแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น
เมื่อบุรุษที่เป็นแขกในงานได้เวลาปลีกตัวมาก็พบกับภาพสตรีที่นอนท่าเดิมอีกแล้ว อู่เหว่นตี้ยืนมองภาพงดงามตรงหน้าไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวว่านางจะตื่น แต่ดูเหมือนไม่เป็นผล เพราะเพียงเขาขยับเท้าเพียงสองก้าวนางก็ตื่น
“ข้ามากวนเจ้า”
“ไม่เลย ข้ากำลังเบื่อจนหลับไปต่างหาก ท่านเสร็จธุระแล้วหรือเจ้าคะ” นางไม่ได้เอ่ยเรื่องพี่สาวแต่งงานเลย ส่วนเขาที่พอทราบเรื่องการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวมาบ้างก็ไม่กล้าเอ่ยต่อเช่นกัน
“เจ้ากำลังอ่านหนังสือ” เขามองตำราที่วางอยู่ข้างตัวนาง เมื่อหยิบมากลับไม่ใช่ตำราสตรี แต่เป็นตำราพิชัยสงคราม
“ไม่คิดว่าเจ้าจะสนใจตำราแบบนี้”
“ทั้งเรือนมีเพียงเล่มเดียว ข้าจะหาเล่มอื่นอ่านได้อย่างไร”
ชายหนุ่มหันมองเรือนที่ว่างเปล่า ก็คงจริงอย่างนางพูด ดูแล้วการเลี้ยงลูกเรือนนี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว “เจ้าไม่หิวหรือ”
“ท่านไม่อิ่มหรือ ถึงได้ถามว่าไม่หิว”
เขายิ้มแทนคำตอบ “ไม่หิว แต่ก็ยังไม่ได้กินอะไร พอเสร็จพิธีก็แวะมาหาเจ้า”
“ดีจริง งั้นกินอะไรดีล่ะ” นางมองไปรอบ ๆ ก่อนหันมาทางเขาที่ยิ้มตอบ
“ไปร้านหยวนเป่าไหม อาหารอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเชียวนะ”
นางนึกถึงร้านอาหารที่เธอไปพังวันก่อนก็พยักหน้า คิดว่าพวกเขาคงจำได้ไม่ได้ละมัง หรือต่อให้จำได้นางก็ไม่สน นางอยากออกไปพอดี แต่ก็ไม่อยากออกประตูหน้าให้พวกเขานินทา “ไปประตูหลังเถอะ”
ชายหนุ่มเห็นด้วยจึงถือดาบแล้วเดินตามนางไปทางประตูด้านหลัง ซึ่งสามารถทะลุไปยังตรอกที่มีเรือนของคนมีฐานะปลูกเรียงรายตลอดทาง
“เจ้าไม่เสียใจจริง ๆ หรือ”
“ท่านดูหน้าข้าเสียใจมากสินะ”
ใบหน้านั้นแดงระเรื่อยิ้มกว้างให้เขา ทำหัวใจเขาเต้นแรงกว่าเดิม
“ชายที่ไม่รักษาสัญญา ข้าย่อมไม่นึกเสียดาย”
“ข้าขอแวะเยี่ยมอนุเฉียนก่อนได้ไหมเจ้าคะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าตอบรับ เพราะยังไงก็ต้องเดินผ่านที่ว่าการอยู่แล้ว ไม่นานพวกเขาก็มาถึง เขานำทางนางไปยังห้องขังด้านหลัง
“ข้างในมืดมาก ข้าจะพานางออกมาพบตรงนี้” จางลี่มองห้องทำงานคนเฝ้าคุกก็พยักหน้ารับคำ แล้วนั่งรออย่างใจเย็น
นางมองสมุดให้ปากคำบนโต๊ะก่อนหยิบขึ้นมาอ่าน คำให้การของอนุเฉียนวกวนไปมาไม่หยุด ท้ายที่สุดก็สรุปไม่ได้ นางวางลงแล้วหันมาสนใจชาต่อ ไม่นานอนุเฉียนก็มาถึง เมื่อเห็นว่าเป็นนางก็ขมวดคิ้ว
จางลี่หันไปทางผู้มีอำนาจ “ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านน้า รบกวนท่านหน่อย”
ชายหนุ่มยิ้มแล้วยอมออกไป แต่ก็ยังสั่งให้คนเฝ้าอยู่ด้านนอก
“เจ้ามาทำไม” เสียงอนุเฉียนพูดอย่างไม่พอใจ อย่างที่บอก ใครเจอนางต่างก็ซวยกันไปหมด นางกลัวว่านางจะไม่รอดหลังจากเห็นหน้าหลี่ซูซู่
หญิงสาวยิ้ม “ข้ามาช่วยท่านน้า ท่านจะพูดจาดี ๆ กับข้าไม่ได้เชียวหรือ ข้าเสียใจนัก”
“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า ถึงคนอื่นจะเห็นว่าเจ้าเป็นเด็กโง่ ๆ แต่ข้ารู้ว่าเจ้ามันจิ้งจอก” จิ้งจอกมองเห็นจิ้งจอกสินะ อนุเฉียนถึงดูนางออก
“และข้าก็รู้ว่าคนที่จะมาพบข้าก็คือคนร้ายตัวจริง”
แล้วอย่างไร นางไม่สน จางลี่ยิ้มแล้วกระซิบข้างหู “ท่านผิดแล้ว คิดสิว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายสิบปี ใครกันแน่ที่ต้องการกำจัดท่าน ไหนจะเรื่องบุตรของท่านที่ไม่มีโอกาสลืมตามาดูโลก ไหนจะตระกูลของท่านที่ตกต่ำไม่หยุด ท่านคิดว่าข้ามีความสามารถขนาดนั้นหรือ”
จางลี่เอนตัวออกมานั่งพิงเก้าอี้ตามเดิม เรื่องอื่นถือว่าเป็นเรื่องทั่วไป แต่เรื่องที่นางแท้งบุตรมีเพียงสามคนที่รู้เรื่อง และตอนนั้นหลี่ซูซู่ก็อายุแค่ไม่กี่ขวบ จะจดจำอะไรได้
“เจ้าเห็นอะไร” เพราะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้ามองเห็นภาพในสิ่งที่คนไม่เห็น
จางลี่ยกถ้วยชาขึ้นมาเป่าให้หายร้อนแล้วยกขึ้นดื่ม
“แม้แต่ตอนนี้ท่านเองก็ไม่สงสัย ทุกเดือนท่านพ่อจะส่งดอกไม้ชนิดหนึ่งมาให้ที่เรือนท่านน้า เพราะว่ามันเป็นต้นไม้ที่อายุสั้นกว่าต้นอื่น ๆ ดอกไม้สีแดงส่งกลิ่นหอมไปทั่วเรือน ท่านรู้ไหมว่ามันคือดอกอะไร”
ดอกไม้ดอกเดียวที่สามีส่งมาให้เรือนนางบ่อย ๆ นางได้สูดดมกลิ่นทุกเช้าเย็น ร่างกายสดชื่นแจ่มใส ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเป็นพิษ
“เจ้ากำลังโกหกข้า”
“ท่านคงไม่เชื่อ ดอกไม้ชนิดนี้ชื่อว่าดอกพญาเพลิง ยามเมื่อสตรีสูดดมจะทำให้สดชื่น มีกำลังเรี่ยวแรงปรารถนาเรื่องอย่างว่าไม่หยุดหย่อน มันมักจะถูกนำไปวางในหอคณิกา แต่หากสตรีตั้งครรภ์เมื่อไหร่ มันก็จะมีสรรพคุณในการกำจัดทิ้งเช่นกัน ดังนั้นหอคณิกาจึงมักมีติดหอไว้ไม่ขาด”
มืออนุเฉียนบีบแน่นกว่าเดิม สามีนางมองนางเป็นอะไรกัน ความแค้นที่ถูกวางให้เป็นที่สองมาตลอดทำให้นางยิ่งแค้นใจ
“ตอนที่ท่านพ่อแต่งท่านน้าเข้ามาตอนนั้น ก็เพื่อใช้บิดาท่านเป็นบันไดขึ้นตำแหน่งเสนาบดี พอท่านพ่อสมปรารถนา ครอบครัวท่านก็ถูกใส่ร้าย มันไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ แม้ว่าไม่ถึงตาย แต่ก็ยากที่จะรุ่งเรืองอย่างแต่ก่อน”
อนุเฉียนที่ปิดหูปิดตาพยายามเข้าข้างคนที่รักมาตลอด พอมีคนพูดสิ่งที่นางปฏิเสธมาตลอด ก็ทำให้หูตาเปิดกว้าง นางกัดฟันแล้วถาม
“เจ้าต้องการสิ่งใด” มาคุยเพื่อให้นางเกลียดบิดาตัวเอง ดูแล้วหลี่ซูซู่ก็ใช่ว่าจะดีนักหนา
“ข้าจะช่วยท่าน คืนนั้นข้าบังเอิญออกมาเดินเล่นพอดี มองเห็นเงาหนึ่งเข้าไปยังเรือนท่านแม่ ไม่แน่ใจว่าท่านแม่จะมีส่วนรู้เห็นไหม”
อนุเฉียนนิ่งประมวลเหตุการณ์ทั้งหมด หากนางเชื่อก็ไม่เท่ากับว่าจะเป็นการช่วยหลี่ซูซู่กำจัดมารดาตัวเองหรอกหรือ แต่ถึงหลี่หลานฟางจะตาย ถูกขัง หรือลงโทษยังไง นางก็ได้ประโยชน์อยู่ดี เมื่อคำนวณแล้วยังไงก็ดีกว่าไม่พูด
เมื่ออู่เหว่นตี้เดินเข้ามาก็ได้ยินข่าวสำคัญ จึงรีบนำกำลังไปยังบ้านสกุลหลี่อีกครั้ง ตอนนี้ทุกคนกำลังสนุก กินอาหารดูงิ้วอย่างมีความสุข
“ตามข้ามา!” อู่เหว่นตี้เดินไปหาเจ้าบ่าวแล้วรายงานสิ่งที่พบ
“เหตุใดมาวันนี้” ท่านอ๋องไม่อยากให้งานเขาเสียชื่อจึงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่อู่เหว่นตี้กลับไม่ฟัง เดินไปยังหีบของหมั้นของตระกูลหลี่ จากนั้นก็เปิดหีบขึ้นมา
“พวกท่านทำอะไร” เสียงหลี่หลานฟางร้องแหกปากดังอย่างเสียมารยาท เพราะตอนนี้หีบทั้งหมดถูกรื้ออย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ควรได้เห็นควรจะเป็นทองหรือของมีค่า แต่กลายเป็นว่าเป็นเพียงหีบเสื้อผ้าธรรมดา
“นี่มันอะไรกัน” ท่านอ๋องถามประมุขตระกูลหลี่ ตามธรรมเนียมจะต้องมีการแลกทองเพื่อเป็นเกียรติแก่บ่าวสาว เขามอบทองให้ แต่พวกเขากลับมอบของไร้ค่าตอบแทน
“พวกท่านเล่นตลกอะไร”
อู่เหว่นตี้ไม่ตอบ แต่ตรงไปยังห้องฮูหยินหลี่ มองหาประตูลับแล้วเปิดออกท่ามกลางเสียงร้องห้ามของฮูหยินหลี่ ตอนนี้เสียงฮือฮาดังทั่วงาน ทองที่หายไปอัดแน่นอยู่ในห้องทั้งหมด
คนยืนดูละครที่ตัวเองสร้างไม่แสดงสีหน้าอะไร ดูเหมือนจำนวนทองที่บิดานางโกงหลวงมาจะมากกว่าที่คิด คิดไปคิดมาเรื่องทองสองหีบก่อนหน้าก็กลายเป็นละครตบตาคน
เพราะว่าตอนนี้พวกเขากลายเป็นคนซ่อนทองเสียเอง และใส่ร้ายโยนความผิดทั้งหมดให้อนุเฉียน
หลี่ซูซู่มองงานแต่งงานที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้พังไม่เป็นท่า ทว่าเพราะพี่สาวนางไหว้ฟ้าดินแล้ว ย่อมไม่อาจยกเลิกได้ เว้นแต่พี่สาวนางจะทำผิดประเพณี
ท่านอ๋องหยางเสี่ยวเย่สะบัดเสื้อคลุมอย่างโมโหขึ้นรถม้าไป ทิ้งให้เจ้าสาววิ่งตามพลางร้องเรียก แต่ก็ไม่ทัน
หลี่ถิงถิงกรีดร้องกลางถนน ไร้ซึ่งมารยาทของสตรีที่ควรจะทำ ได้แต่เรียกบ่าวให้นำเกี้ยวอีกหลังมาให้นางเพื่อตามเจ้าบ่าวกลับไปยังตำหนักของเขา
จางลี่มองอย่างมีความสุข คิดว่าชีวิตหลังแต่งงานของพี่สาวคนดีจะมีแต่ความสุขตลอดไปเป็นแน่
“เจ้าอย่าเสียใจเลย” อู่เหว่นตี้เดินมาหา เพราะเห็นหลี่ซูซู่ยืนนิ่งอยู่นานแล้ว โดยไม่แม้แต่จะพูดสิ่งใด
“เรื่องราวในวันนี้คงทำให้ตระกูลข้ามัวหมองกว่าแต่ก่อน” หรือไม่ก็เสื่อมอำนาจลง นางไม่ต้องการให้ท่านพ่อล้ม เพราะยังต้องการใช้อำนาจในมือเขาอีก แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้พวกเขาได้ใจไปกว่านี้ นี่แค่บทสั่งสอนแรกเท่านั้น
“เรื่องนี้คงต้องสอบสวนอีกนาน เจ้าวางใจได้ ข้าจะตรวจสอบอย่างดี”
ใบหน้างามคำนับ “ขอบคุณคุณชายมาก อีกสองวันข้าก็ต้องเข้าวังแล้ว”
ได้เวลานางพบเจอกับคนสำคัญ ดวงตาของชายหนุ่มหมองลงชัดเจน แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะได้กันนางออกจากเรื่องนี้
“สงสัยเรื่องเลี้ยงอาหารเจ้าคงต้องเป็นพรุ่งนี้แล้ว”
“นั่นสินะ” หลี่ซูซู่ยิ้มให้เขา ส่งชายหนุ่มที่จับกุมบิดามารดาของนางออกจากจวนไป จากนั้นไม่นานอนุเฉียนก็ได้กลับมาเรือนของตัวเอง
“ดีใจกับท่านน้าด้วย ตอนนี้เรือนนี้เป็นของท่านแล้ว” ปากที่กำลังจะด่านังจิ้งจอกก็รีบฉีกยิ้มกว้างอย่างยินดี
ส้มที่ตกบนหัวโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยเช่นนี้ นางยินดียิ่งนัก
จางลี่ปลีกตัวกลับเรือนตน ทำให้เย่วจูมีเวลาถาม “แล้วเรื่องทองที่พวกเราเอาไป”
“พวกเขาจะสนอะไรอีก ตอนนี้แค่ต้องตอบที่มาของทองพวกเขาก็หัวหมุนแล้ว ดีไม่ดีก็จะรับเองว่าทองเหล่านั้นเขาเก็บเอาไว้ เพื่อให้ทองที่แอบขโมยมาจากทางการลดน้อยลงมากที่สุด”
ท้ายที่สุดทองที่นางขโมยมาพวกเขาก็ไม่สนใจอีก
“แล้วพวกเราจะทำยังไงต่อไปดีเจ้าคะ”
“ทำอะไร ก็เตรียมตัวเข้าวังน่ะสิ” นางนับวันรอไม่ไหวแล้ว
