บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 แผนซ่อนแผน

จางลี่คำนับขอบคุณ เมื่อสุดประตูก็ยืนมองเขาที่ขึ้นม้าไปอย่างองอาจ ใบหน้านางแดงระเรื่อเหมือนสาวแรกแย้ม จนกระทั่งเขาจากไปใบหน้าเขินอายก็หายไป เหลือเพียงสีหน้าเบื่อหน่าย

“คุณหนูชอบคุณชายเหว่นหมิ่นหรือเจ้าคะ”

ถึงอย่างไรนางก็ต้องทำดีกับคนคนนี้ เพราะว่าเขาจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า แต่นางไม่สามารถบอกสาวใช้ได้ในตอนนี้ จึงตอบไปเพียงว่า “ก็น่าสนใจดี”

คำนี้ไม่ควรออกจากปากสตรีโบราณ แต่ที่นางสนไม่ใช่ว่าชอบ แต่เพราะเขามีประโยชน์ต่างหาก

จางลี่หันมองด้านนอก “ไปเดินเล่นหน่อยดีกว่า” สองวันมานี้มัวแต่หาเงิน ยังไงนางก็ต้องหาคนต่อ ถ้าอยู่แต่ในเรือนเห็นทีจะหาไม่พบ

ถนนในเมืองหยางลิ่งมีทั้งหมดสามสาย เส้นกลางเป็นเส้นทางการค้า เส้นตะวันออกเป็นเส้นทางที่ติดกับทะเลกว้าง เป็นย่านของชาวประมง

ส่วนทางด้านตะวันตกเป็นสถานที่ของชาวบ้านยากจนที่หาเช้ากินค่ำ จางลี่ตัดสินใจเดินไปทางทิศตะวันตก

“คุณหนู” เย่วจูเอ่ยขัด แต่เมื่อเห็นแววตาดุก็ยอมเดินตามไม่กล้าทักอีก ตั้งแต่คุณหนูออกจากโรงเก็บฟืนก็เหมือนกลายเป็นคนละคน แม้จะมีนิสัยบางอย่างเหมือนเดิม แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม อย่างตอนนี้การที่สตรีมีฐานะเป็นลูกขุนนางแต่งกายด้วยเนื้อผ้าดีกำลังเดินไปยังชุมชนคนยากจน

ตั้งแต่หัวถนนก็มีขอทานนั่งเรียงรายยาวตลอดทาง บางคนได้อาหารมาก็ล้วนถูกแย่งจากมือไปต่อหน้าต่อหน้า ตอนนี้ทุกคนหันมองจางลี่เป็นตาเดียวแล้วกรูเข้ามา

“คุณหนูขอเงินให้พวกเราด้วย” นางเคยใจดี แต่ตอนนี้ไม่ใช่ สภาพขอทานพวกนี้บางคนยังดีกว่านางด้วยซ้ำ

นางโยนเศษเงินลงพื้นหนึ่งอันพวกเขาก็แย่งกรูเข้ามาอีก นางโยนอีกสองอันพวกเขาก็กรูเข้ามาอีกมาก ดวงตานางไม่ได้มองขอทานที่กำลังก้มเก็บเงิน แต่กำลังมองขอทานที่ไม่ยอมขยับต่างหาก

จางลี่เทเงินทั้งหมดบนพื้น ทิ้งถุงให้พวกเขาดูต่างหน้า แล้วเดินไปยังชายขอทานสองคนที่นั่งไม่ขยับ

“พวกท่านไม่ต้องการเงิน”

ชายคนหนึ่งใบหน้าอัปลักษณ์ มีรอยแผลใหญ่บนใบหน้าดูแล้วน่ากลัวจนเย่วจูขยับหลบไปด้านหลังพลางเกาะเสื้อผู้เป็นนายไว้แน่น

ชายคนที่สองมีใบหน้าเหมือนบัณฑิต เนื้อตัวสะอาดกว่าขอทานทั่วไป นางเหลือบมองดาบข้างกายของชายอัปลักษณ์

“ข้าขอทราบนามพวกท่าน”

เงียบ ชายทั้งสองมองนางเป็นอากาศ ถึงตอนนี้จางลี่ก็สุดจะทน เพราะตอนนี้ขอทานที่กรูอยู่อีกด้านเหมือนจะเดินมาหานางแล้ว

ดูเหมือนนางจะเจอเพชรแล้ว แถมเพชรสองก้อนนี้ก็แข็งเสียด้วย จะทำยังไงให้พวกเขาเป็นพวกของนางดีนะ

จางลี่ไม่พูดต่อหันกลับทันที

“คุณหนูเจ้าขา” เย่วจูรีบวิ่งตาม เพราะอยากออกไปตรอกนี้เร็ว ๆ

ไม่เข้าใจคุณหนูว่ามาแจกเงินในนี้ทำไม ข้างถนนข้างนอกก็เยอะอยู่แล้ว จางลี่ไม่ได้ตอบคำถามคนที่ถามไม่หยุด แต่คิดว่าจะทำเช่นไรให้พวกเขาเป็นพวกของนาง หญิงสาวไม่อยากกลับจวนจึงเดินเล่นในเส้นถนนกลาง

สองคนนี้นางมองเห็นอดีตชัดเจน ชายที่ดูเหมือนบัณฑิตเป็นคุณชายตกอับ ถูกใส่ร้ายจนถูกตัดสินประหารชีวิตทั้งตระกูล

ส่วนชายอัปลักษณ์ ก่อนหน้านี้ใบหน้าเขาไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่โดนไฟเผาตอนวิ่งเข้าไปช่วยคุณชายซึ่งครอบครัวของเขาถูกวางเพลิง ก่อนที่จะถูกฆ่าทั้งตระกูล ดังนั้นเมื่อนับศพพวกเขาก็นับได้ครบคน โดยมองไม่ออกว่าศพที่ไหม้ใช่ตัวจริงหรือไม่

ความแค้นยิ่งมากก็ยิ่งทำให้งานสำเร็จมากขึ้น นางต้องการความแค้นจากพวกเขา แต่จะทำอย่างไรให้พวกเขาร่วมมือกับนาง เดินไปเกือบถึงประตูเมืองหลวงก็เห็นขบวนขันทีเดินเข้าวังกันเป็นแถว

จางลี่ไม่ได้สนใจ กลับเดินไปจุดหมายซึ่งก็คือร้านน้ำชาข้างทาง เดินมานานก็เหนื่อย เสียงกระพรวนเล็กดังขึ้นเมื่อนางขยับมือ

หนึ่งในขันทีชุดใหม่หันมองสตรีที่นั่งลงดื่มชาข้างถนน ตรงข้อมือมีกระพรวนเล็กติดอยู่ เขามองใบหน้านาง และจดจำผู้มีพระคุณเอาไว้อย่างดี

ราตรีที่มืดสนิท ในศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่งนอกชานเมือง บุรุษสองคนต่างเฝ้าระวังรอบตัว ไม่มีใครวางใจหลับตานอนได้ ความเงียบสงัดนั้นสร้างความแปลกใจให้กับพวกเขาทั้งสอง

“เงียบเกินไป” ชายทั้งสองระวังตัวจับดาบขึ้นมา สถานการณ์ไม่อาจวางใจได้ แม้เรื่องผ่านมาหลายปี แต่พวกเขาก็ยังไม่อาจวางใจ ตอนนี้ด้านนอกมีเสียงเหมือนกับฝีเท้าคนเดินเข้ามาช้า ๆ ไม่ได้รีบร้อน

เมื่อบุรุษชุดดำย่างกรายเข้ามา พวกเขาก็วางดาบพาดคอคนมาใหม่ทันที

“เจ้าต้องการสิ่งใด”

นางไม่ได้ต้องการความตายเสียหน่อย จางลี่ถอดหมวกสานที่มีผ้าสีดำออกพร้อมกับผ้าปิดใบหน้า ไม่นานก็ส่งจู๋เจี่ยน[ 竹简 หรือแผ่นไม้ไผ่ ]ม้วนหนึ่งให้กับชายที่เป็นบัณฑิต

“ของขวัญแด่คุณชายจูเกาอิง”

เพียงเอ่ยชื่อ ก็ทำให้เขาระแวงยิ่งกว่าเดิม เจ้าของชื่อนี้ตายไปแล้ว แต่นางก็ยังรู้ ชายหนุ่มรับจู๋เจี่ยนมาเปิดอ่าน พอเห็นประโยคแรกเขาก็ตะลึงยิ่งกว่าเดิม

สำนวนสอบสวนคดีของตระกูลเขา หญิงสาวสามารถเอามาได้ทั้งที่เขาหามานาน เรื่องนี้คนที่นำมาแทบไม่ได้ใช้ความสามารถอะไร เพราะว่าสำนวนนี้อยู่ในห้องบิดานางนั่นเอง

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ จู๋เจี่ยนอีกม้วนที่จางลี่หยิบส่งให้เขา จูเกาอิงรับมาแล้วเปิดออกอ่าน สำนวนคดีเดียวกัน แต่การสอบปากคำกลับเป็นอีกเรื่อง โดยเฉพาะท้ายสำนวนมีการระบุว่า บิดาเขาไม่ได้ทำผิด เป็นการใส่ความ

ชายหนุ่มกำม้วนไม้ไผ่แน่นแล้วถามกลับ “ใครที่ใส่ร้ายตระกูลข้า” เขาเดินไปหาจนหญิงสาวเดินถอยหลังไปอีกสองก้าว

“ข้าจะบอกทุกเรื่องกับท่าน แต่เรื่องมันจะง่าย ๆ ได้ไง ข้ามีข้อเสนอ หากท่านตกลง ท่านก็จะรู้ตัวคนที่ทำเรื่องใส่ร้ายตระกูลท่านทันที”

เรื่องแก้แค้นนางชอบอยู่แล้ว ได้เห็นพวกมันลงนรกเป็นเรื่องน่ายินดี โดยเฉพาะคนที่อยู่เบื้องหลังคนนี้ เพราะมันทำให้นางได้ประโยชน์เช่นกัน

“บอกข้อเสนอเจ้ามา” เขาร้อนใจทนรอไม่ไหวแล้ว คนที่ใส่ร้ายตระกูลเขามาสามปีนี้อยู่ที่ไหน แม้จะพยายามตามหาก็ยากที่จะเจอ

จางลี่หยิบจู๋เจี่ยนอีกม้วนหนึ่งขึ้นมาส่งให้เขา นางไม่อาจวางใจเหมือนกับละครที่ตกลงรับคำปากเปล่าได้ จึงทำสัญญาทำงานระหว่างพวกเขากับนางเอาไว้ ในนั้นระบุชัดเจน พวกเขาจะต้องเป็นสายลับให้นางนอกวัง คอยรับคำสั่ง ไม่ว่าคำสั่งใดก็ห้ามต่อต้านเด็ดขาด

จูเกาอิงอ่านทุกข้อความ ก่อนจะยกดาบขึ้นจะกรีดเลือดตัวเอง

“เดี๋ยว ๆ” เกิดเลือดหมดตัวตายไปจะทำยังไง ดาบยิ่งไม่สะอาดด้วย นางยิ่งหาคนช่วยยากอยู่ จางลี่หยิบพู่กันอีกชุดออกมาจากในกระเป๋า

“เจ้าพกอะไรมาบ้าง” คนเจรจาเริ่มสงสัย

“หมดแล้ว รีบลงชื่อ ข้าจะรีบกลับ”

“แล้วจะติดต่อเจ้ายังไง”

จางลี่หยิบกระดาษออกมาหนึ่งใบ

ทำให้อีกฝ่ายถามกลับ “ไหนบอกว่าหมดแล้ว”

โธ่เอ๊ย อย่าแซวได้ไหม จางลี่มอบโฉนดที่ดินและบ้านให้เขา บ้านนี้อยู่ติดกับกำแพงวังด้านหลัง ง่ายต่อการติดต่อ “พวกเจ้าซ่อนตัวที่นั่น แล้วข้าจะติดต่อไป”

เมื่อเสร็จธุระแล้วนางก็จะกลับไป แต่ถูกคุณชายดึงบ่าเอาไว้

“ชื่อ” คนแอบเนียนหันมองเขา จากนั้นก็ยกมือบอกให้เขาโน้มลงมาแล้วกระซิบข้างหู ดวงตาเขาเบิกโตด้วยไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นคนคนนี้ เขาพลาดอะไรไป

“เจ้าไม่ได้โกหกข้า”

ตอนนี้คนที่บอกว่าหมดแล้วหยิบของอีกอย่างขึ้นมา คราวนี้เป็นจดหมาย และนี่คือที่มาของการใส่ร้ายทั้งหมด

“ยังมีอีกไหม”

เขามองกระเป๋าสะพายดูแปลกตาของนาง ในนั้นสามารถบรรจุของได้เยอะทีเดียว

จางลี่มองกระเป๋าเป้ประดิษฐ์แล้วรีบส่ายหน้า “หมดแล้วจริง ๆ ข้าไปแล้ว”

เสร็จธุระแล้วนางก็รีบกลับ เย่วจูหันหลังมองพวกเขาที่แยกไปอีกด้าน เมื่อเดินมาใกล้จะถึงเรือน นางก็รับรู้ได้ว่าคนที่ติดตามนางตอนนี้เจอนางแล้วเช่นกัน

กว่าจะหลบคนพวกนี้นางต้องเสียเวลาไปหลายชั่วยาม ส่วนคนที่ให้ตามก็คงเป็นบิดาที่รัก ที่ต้องแสดงว่าห่วงใยนางมากในตอนนี้

จางลี่ผ่อนฝีเท้าลงไม่ได้เร่งรีบอย่างก่อนหน้า ตอนนี้น่าจะผ่านล่วงไปอีกวันแล้ว การที่หญิงสาวไม่ออกเรือนมาเดินอยู่กลางท้องถนนตอนกลางดึกแบบนี้ จะบอกว่ามาเดินเล่นก็ไม่ใช่ ยังไงนางก็ต้องถูกสงสัยอยู่แล้ว

ชายผู้นั้นยังเดินตามหลังอยู่ไกล ๆ ยิ่งนางเดินช้า เขาก็ยิ่งเดินช้า จางลี่หันไปกระซิบบ่าว “แยกกันตรงทางแยกข้างหน้า”

“แต่ว่าคุณหนู”

“เชื่อข้า เจ้ากลับไปรอที่เรือน”

เพราะเป็นบุตรสาวที่รักมาก เธอเชื่อว่าพวกเขาไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับเธออยู่แล้ว ตอนนี้จางลี่แยกไปทางถนนที่จะไปหมู่บ้านคนประมง

เมื่อเข้าไปถึงก็พบดวงไฟที่สว่างกว่าตอนกลางวัน เพราะเป็นคืนเหมาะสำหรับการจับปลา พวกเขาจึงต้องตื่นแต่เที่ยงคืน จางลี่เดินไปที่กองปลาที่วางอยู่

“ข้าอยากได้ปลาตัวนี้”

ชายประมงแก่เงยหน้ามองคนพูด พอพบว่าเป็นหญิงสาวจึงยิ้มอย่างยินดี

“เจ้าจะเอาไปให้เจ้านายหรือ”

เพราะปกติแล้วคนที่แวะมาตรอกประมงส่วนมากจะเป็นเพียงสาวใช้ ถ้าหญิงสาวคนนี้เป็นสาวใช้ ก็คงเป็นสาวใช้ที่สวยที่สุดที่เขาพบ

หญิงสาวมองแววตาของชาวประมงก็เบื่อหน่าย รีบเลือกปลาหนึ่งตัวเพราะจะรีบกลับ พอหันหลังมาก็เจอกับอู่เหว่นตี้พอดี

“คุณหนูหลี่มาทำอะไรที่นี่ตอนนี้” เขาพูดเหมือนเป็นห่วง รีบประคองนางออกจากตรอกประมง เพื่อไปส่งนางกลับเรือน “มืด ๆ ค่ำ ๆ ไม่ใช่เวลาที่สตรีจะออกจากเรือน”

“ข้าเพียงได้ยินจากบ่าว หากนำปลาที่ตกได้ตอนกลางคืนไปทำอาหาร จะทำให้บิดามารดาสุขภาพแข็งแรงอายุยืน”

ชายหนุ่มรู้สึกภูมิใจในตัวหญิงสาว “แต่ก็อันตรายอยู่ดี หากเจ้าต้องการปลากลางคืนก็ให้บ่าวไปบอกข้า เพราะข้าออกตระเวนกลางคืนอยู่บ่อยครั้ง”

“ดีจริง ๆ เจ้าค่ะ คราวหน้าข้าคงต้องรบกวนคุณชายอู่แล้ว” จางลี่ยิ้มอย่างสตรีหวาน ก่อนก้มหน้าเขินอายเมื่อสบตากับเขา

หญิงสาวมองเห็นประตูตรงหน้า “ส่งแค่ตรงนี้เถอะเจ้าค่ะ หากบ่าวในเรือนเห็นเรื่องจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่” นางไม่อยากให้เขาเกี่ยวข้องกับนางมาก เพราะจะทำให้งานของนางยากกว่าเดิม

“น้องซูซู่ ข้าเรียกเจ้าอย่างนั้นได้ไหม ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่เหว่นตี้” ทำไมพวกผู้ชายถึงอยากให้นางเรียกพี่นักนะ

“พี่เหว่นตี้” ในใจบ่น แต่นางก็ยังยิ้มแสดงละครแนบเนียบ จางลี่คำนับขอบคุณเขาแล้วรีบเข้าไปด้านใน ทันทีที่ประตูสีแดงปิดลงนางก็หยุดยิ้ม ยกปลาที่หิ้วอยู่ขึ้นพลางกล่าว

“อายุยืนงั้นหรือ อย่ากินเลย ข้ากินเสียดีกว่า เพราะยังไงพวกท่านก็อายุไม่ยืนแน่”

จางลี่เดินถือปลาไปยังเรือนตน จับมันวางบนกระดานไม้ มองปลาที่ยังไม่ตายดิ้นไปดิ้นมา มือนางถือไม้ในมือยกขึ้นแล้วตีอย่างแรง

“คุณหนู ให้บ่าวทำเถอะเจ้าค่ะ” เลือดปลากระเด็นใส่หน้าคนทำ แต่นางก็ไม่สน ขอระบายก่อน เพราะตอนนี้นางรอพวกมันเล่นงานไม่ไหวแล้ว

ตอนนี้ปลาอายุยืนหยุดดิ้นแล้ว นางจึงทิ้งไม้ในมือที่เต็มไปด้วยเลือดแล้วลุกขึ้น “ข้าจะไปแช่น้ำเย็นหน่อย เจ้าจัดการต่อที”

เย่วจูมองตัวปลาที่หัวเละไม่เหลือสภาพเดิมแล้ว ขนนางก็ลุกขึ้นไม่รู้ตัว นางจัดแจงเอามีดตัดหิ้วทิ้งไป แล้วนำตัวไปย่างให้คุณหนูต่อ

แมลงวันที่บินอยู่ด้านหลังต่างมาวนเวียนในหัวปลา บินลงไปกินอย่างอร่อย กลิ่นคาวส่งกลิ่นให้อีกาดำมาเกาะดูอยู่ด้านนอกอีกตัว เสียงกาดำเอ่ยในใจ จิตใจมนุษย์ดำกว่าตัวมันเสียอีก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel