บทที่ 6 ก้อนทองที่หายไป
เงินก็อยากได้ ความลำบากก็เลยมาตกกับตัวเอง ตอนนี้จางลี่กำลังเอาก้อนทองลอยไปตามลำธารด้านหลังของเรือนที่ถูกไฟไหม้ ซึ่งจะไปสิ้นสุดที่เรือนของนาง ตอนนี้ประตูทางออกนางปิดกั้นไว้แล้ว การเคลื่อนย้ายก็ไม่ได้ลำบากอะไร แค่ลอยก้อนทองไปตามสายน้ำ
จางลี่เก็บกวาดหลักฐานทั้งหมด ใส่ก้อนหินลงไปในหีบแทนทอง จากนั้นก็มาจัดการก้อนทองเหล่านั้นโดยการฝังเอาไว้ที่สุดปลายลำธาร คิดว่าหากนางไม่กลับมาก็ยังสามารถขุดมันจากกำแพงด้านนอกได้
ก้อนทองบรรจุไว้ในอวนหนา ห่อหุ้มด้วยหนังสัตว์อีกชั้น แล้วฝังลงในดินใต้ลำธาร เกือบรุ่งสางจึงเรียบร้อยแล้วมานอนหลับอย่างสบายใจ
เย่วจูมองคุณหนูแล้วถาม “หากเรื่องแดงล่ะเจ้าคะ”
“คนจะรู้เพราะปากเจ้านั่นแหละ เงียบ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ข้าจะเป็นคนพูดเอง”
“เจ้าค่ะ” เย่วจูนอนลงด้านล่างข้างเตียง ดวงตาไม่อาจหลับลงได้ ฟังเสียงระฆังบอกเวลายามอิ๋น ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังทั่วเรือน
ตอนนี้เองเย่วจูสะดุ้งขึ้นจากที่นอน มองคุณหนูที่ลืมตาขึ้นเช่นกัน
“ไปดูกัน” คนทั้งเรือนต่างตื่นกันหมด หากนางไม่ตื่นเกรงว่าคนจะยิ่งสงสัย ตอนนี้กลางลานบ้านทุกคนมารวมตัวกัน
เมื่อจางลี่เดินมาก็ได้ยินเสียงของบิดาตวาดดังไปทั่วเรือน
“หาคนร้ายให้พบ ข้าจะเฆี่ยนมันให้ตายคามือ”
หญิงสาวก้มหน้าหลุบต่ำไม่ได้แสดงสีหน้าตกใจ ตอนนี้เย่วจูก็ทำเช่นเดียวกัน ก่อนมาคุณหนูบอกนางหนึ่งประโยค ทำให้นางไม่กล้าแม้แต่จะทำสีหน้ากลัวออกมา
“หากเจ้ามีพิรุธ คนแรกที่โดนก็คือข้า คนที่ตายก็คือข้า ถ้าเจ้าไม่อยากให้ข้าตายอย่าแสดงพิรุธเด็ดขาด”
เย่วจูก้มหน้า เมื่อถูกเรียกชื่อก็เงยหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย
“เมื่อคืนพวกเจ้าออกมาดูด้วยใช่ไหม”
“เจ้าค่ะ”
บิดานางมองสำรวจดูใบหน้าของนาง เมื่อเห็นใบหน้าที่ก้มต่ำก็สั่งให้เงยเช่นเดียวกับบ่าว
“พวกเจ้าสองคนคงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใช่ไหม”
“เรียนท่านพ่อ ลูกยังไม่ทราบเลยว่าเกิดอะไรขึ้น” จางลี่เงยหน้ามองบิดา ถามด้วยแววตาซื่อ
หลี่ปิ่งเฉิงมองนางอีกครั้ง “ทองหมั้นของท่านอ๋องหายไปสองหีบ”
คิ้วของบุตรสาวขมวดแล้วถามกลับ “ไม่ใช่ว่าท่านพ่อสั่งให้ขนไปหมดแล้วหรือเจ้าคะ เหตุใดทองจึงหายไปได้อีก ที่ลูกทราบ ห้องนั้นก็แน่นหนากว่าท้องพระคลัง จะมีผู้ใดที่จะเข้าไปเอาได้อีกนอกจากคนที่รู้ที่ซ่อนของกุญแจ”
จากความสงสัยหนึ่ง ตอนนี้กลายเป็นอีกหนึ่งสงสัย บิดาคิ้วชนกันหันมองไปด้านหลัง เป็นเรื่องแปลกที่จะสามารถขนทองออกไปแล้วเอาเสื้อผ้ามาใส่แทนได้อย่างใจเย็น นอกเสียจากผู้ลงมือจะเป็นคนใน
“อีกอย่าง ลูกอยากถามว่าน้ำหนักของทองหีบนั้นเท่าไรเจ้าคะ ดูแล้วแม้แต่ขยับมือลูกก็ไม่อาจทำได้” นางตัวเล็กเพียงนี้ จะแบกทองหายไปอย่างปริศนาได้อย่างไร
“ท่านพ่ออย่าเชื่อนาง นางนั่นแหละเป็นคนเอาไป” หลี่ถิงถิงพูดขัดเมื่อเห็นว่าบิดาเริ่มเชื่อคนโกหก
“เงียบ!” เขาต้องใช้ความคิด บุตรสาวก็เอาแต่พูดเสียงดังกวนไม่หยุด กลายเป็นว่าตอนนี้เขาตวาดใส่บุตรสาวที่รักเป็นครั้งแรก
“ท่านพ่อ ท่านเสียงดังใส่ข้าเพราะมัน” ยิ่งทำให้หลี่ถิงถิงไม่พอใจ เขาก็ยิ่งรำคาญ “ฮูหยิน พานางกลับเข้าไปด้านใน สงบสติได้แล้วค่อยมาคุยกัน”
ตัดปัญหาไปได้หนึ่ง เขาก็หันกลับมาที่ทุกคน
“แจ้งทางการให้พวกเขามาสอบสวน ข้าจะต้องหาตัวการให้จงได้”
จางลี่ไม่ได้กลัว แต่กลับยิ้มแล้วชม “ท่านพ่อฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก”
ตอนนี้คนชมไม่ได้ถูกรั้งเอาไว้ กลับปล่อยให้เดินกลับเรือนอย่างสบายใจ ส่วนท่านพ่อของนางก็ไม่ได้เชื่อนางเต็มร้อยเช่นกัน
“ตามคนจับตาดูนางตลอดเวลาห้ามคลาดสายตาเด็ดขาด” ไม่ว่าใครก็ไม่อาจตัดออกไป แม้แต่คนใกล้ตัวเขาก็ตาม หลี่ปิ่งเฉิงมองอนุเฉียนที่ยังนั่งนิ่ง เขาเรียกชื่อสองครั้งจึงจะขยับ
“เจ้าเป็นอะไร เหตุใดเหม่อลอย”
อนุเฉียนเงยหน้าแล้วตอบเสียงสั่น “เปล่าเจ้าค่ะ” หญิงสาวขอตัวแล้วรีบกลับเรือน ที่จริงแล้วนางไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่คนขโมย แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดทองบางส่วนจึงมาอยู่ในห้องของนาง
แรกเริ่มเดิมทีนั้นนางคิดจะถามหาเจ้าของทองที่อยู่ในห้องนาง แต่พอนึกถึงว่าอาจจะเป็นทองที่คนใจดีนำมาให้จึงเก็บเอาไว้อย่างดี เพราะความโลภจึงดูเหมือนว่าตอนนี้นางจะเจอปัญหาแล้ว
ไม่คิดว่าทองนั้นคือทองที่ถูกขโมยแล้วเอาไปวางไว้ อนุเฉียนถามตัวเองในใจว่าทำไม ก่อนตอบตัวเองเช่นกันเมื่อคิดได้ หากไม่ใช่เพราะต้องหาคนรับผิดชอบจะเพื่อสิ่งใด หากผู้สืบคดีมาถึงเรือนแล้วนางต้องตกเป็นผู้สงสัยแน่ ๆ ไม่ได้การ นางจะต้องกลับไปซ่อนทองเอาไว้ให้มิดชิดกว่าเดิม
ส่วนสตรีที่เป็นต้นเหตุตอนนี้กำลังนั่งแช่เท้าอย่างสบายใจ รอคอยเวลาการสืบคดีมาถึงเรือนตน ไม่นานนางก็พบผู้ตรวจการหนุ่มไฟแรง อนาคตแม่ทัพคนสำคัญของแคว้นนี้
อู่เหว่นตี่เห็นสตรีนางน้อยที่นั่งแช่เท้าในน้ำเย็นกลางฤดูหนาวก็แปลกใจ เขาเอ่ยทัก “รบกวนคุณหนูด้วยขอรับ”
เจ้าของเรือนยิ้มตอบ หันไปทางบ่าว “เย่วจู เจ้านำน้ำชามาให้คุณชายเหว่นหมิ่นหน่อย”
อู่เหว่นตี่แปลกใจที่นางไม่ได้เรียกเขาอย่างทางการ กลับเรียกเหมือนชายหนุ่มทั่วไป เขานั่งลงข้างนาง ปล่อยให้คนอื่นตรวจไปหนึ่งรอบ หันมองไปรอบ ๆ ก่อนหยุดที่นาง ไม่รู้ทำไมเขาถึงอยากจะคุยกับนาง
“เหตุใดจึงเอาเท้าแช่น้ำ ไม่เย็นหรอกหรือ”
“เย็น แต่ก็ไม่สู้เย็นใจเจ้าค่ะ น้ำเย็นสามารถดับร้อนได้ดีทีเดียว คุณชายน่าจะลองดูนะเจ้าคะ ข้ารู้สึกว่าเท้าได้เป็นอิสระอย่างที่ควรจะเป็น”
อีกฝ่ายมองดูเท้าบอบบางที่ตอนนี้ซีดขาวไปแล้ว แต่นางก็ยังไม่ยอมเอาเท้าขึ้น อีกอย่าง การเปลือยเท้าให้บุรุษดูใช่เรื่องที่ดี
เขาหันหน้าไปทางอื่นแทน “ข้าขอไปตรวจรอบ ๆ เรือนก่อน”
จางลี่ยิ้มอย่างกระต่ายโง่ให้เขา มองชายหนุ่มที่สำรวจด้านนอกมากกว่าด้านใน เขาใช้ดาบปัดไปตามหญ้าบนดิน บางก็เอาเท้ากดมันลงไปเพื่อสำรวจดิน เมื่อเริ่มเบื่อนางก็ยกเท้าขึ้น เอาผ้าซับให้แห้ง แต่ไม่ได้ใส่ถุงเท้าอย่างที่เคยเป็น
จางลี่เอนกายแล้วหลับตาเหมือนว่าจะงีบกลางวันไปแล้ว ภาพสตรีนางน้อยที่อยู่ตรงหน้า ปลายเท้ายังว่างเปล่าไม่ได้มีถุงเท้าสวมอยู่ เมื่อมองไปยังเสื้อผ้าที่คล้ายจะหลวมเกินตัวทำให้บางอย่างบนอกทะลักออกมาอย่างไม่ตั้งใจ จึงทำให้ชายหนุ่มจิตใจไม่เป็นปกติไปชั่วคราว เมื่อได้สติก็รีบหันไปทางอื่น ก่อนตั้งใจทำงานต่อ แต่จนผ่านไปหลายชั่วยามก็ไม่พบสิ่งใด เขาเดินไปบอกลาเจ้าเรือน แต่ก็ทำเพียงหยุดนิ่งมองภาพงดงามเพียงครู่แล้วจากไป
เมื่อความสงบกลับมาคนที่เอนหลับก็ลืมตาขึ้น มองตามทิศทางที่พวกเขาจากไป ก่อนเบนสายตากลับไปที่ลำธาร ไม่ว่ายังไงผู้ชายก็คือผู้ชาย พอเห็นสตรีก็ย่อมปรารถนาครอบครอง จนทำให้พลาดบางอย่างไป
ชาติก่อนเสียดายนางไม่ได้ใช้มัน ตอนนั้นคิดแต่ว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว จางลี่รอคอยไม่นานก็ได้ยินเสียงดังมาจากเรือนใหญ่นางจึงลุกขึ้น
“ไปดูผลงานของเราดีกว่าเย่วจู”
สาวใช้รู้ว่าสิ่งที่คุณหนูพูดคืออะไร นางประคองเจ้านายออกจากเรือน เมื่อไปถึงก็เห็นอนุเฉียนถูกจับกุมอยู่กลางลาน ร้องห่มร้องไห้ปากก็บอกว่าตัวเองไม่ได้เอาไป
“ไม่ได้เอาไปแล้วเหตุใดทองจึงไปอยู่ใต้ดินเรือนเจ้า” อนุเฉียนทำหน้าจะเป็นลม ทองนั้นนางเอาไปซ่อนอย่างดีพวกเขาไม่พบแน่ แต่กลายเป็นว่าทองที่เขาพบอีกส่วนก็คือทองใต้ต้นไม้ในเขตเรือนนาง
“ไม่ใช่ข้า ต้องมีคนใส่ร้ายข้า ท่านพี่ท่านต้องเชื่อข้านะ” อนุเฉียนปฏิเสธแล้วคลานเข้าไปแล้วเกาะแทบเท้า ปากร้องไห้อ้อนวอนขอให้ทุกคนเชื่อนาง
ตอนนี้เองมารดาของนางก็ยิ้มขึ้น แล้วเอ่ยเสียงอ่อนหวาน
“เจ้ายอมรับเถอะอนุเฉียน แล้วบอกว่าทองที่เหลืออยู่ไหน”
“ข้าไม่รู้ ตอนที่ข้าตื่นขึ้นมาทองนั้นวางอยู่บนโต๊ะน้ำชาข้างเตียงข้า ข้าก็เก็บมันเอาไว้ คิดว่ามีคนใจดีมอบให้ พอรุ่งเช้าก็เกิดเรื่องข้าจึงนำทองนั้นไปซ่อน แต่มันคนละส่วนกับที่พวกท่านเจอ” ดวงตาอนุเฉียนโตขึ้นแล้วกล่าวต่อ
“ต้องมีคนใส่ร้ายข้าแน่ พวกท่านต้องเชื่อข้า ข้าจะบอกทองที่ข้าเจอ ได้โปรดเชื่อข้า”
โทษขโมยคือถูกเฆี่ยนจนตาย นางไม่อาจเอาตัวไปเสี่ยงได้ เพราะรู้ฐานะตัวเองดีว่า ยังไงพวกเขาก็ไม่ช่วยนางแน่
คนที่เป็นผู้ชมอยู่ตอนนี้นึกถึงภาพของหลี่ซูซู่กราบแทบเท้าบิดา หลังจากที่นางถูกส่งไปแต่งงานกับชายขายหมูในตลาด คนต้นเรื่องที่หาวิธีไล่หลี่ซูซู่ออกจากเรือนก็คืออนุเฉียน
จางลี่มองคนของทางการไปขุดทองตามที่อนุเฉียนบอก ได้ทองมาไม่กี่ก้อนก็สร้างความโมโหให้บิดามากกว่าเดิม
“ข้าขอมอบนางให้ท่าน จัดการตามกฎหมายได้เลย”
อู่เหว่นหมิ่นมองหญิงสาวที่ไม่เหลือสภาพสตรีที่งดงามแต่ก่อน แทบจะเหมือนขอทานข้างถนนไปแล้ว เพราะถูกเสนาบดีเฆี่ยนไปรอบหนึ่งเพื่อสอบถามทองที่เหลือ แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมว่านางไม่ได้เอาไป
“ข้าน้อยขอพานางไปสอบสวนเพิ่มเติมขอรับ”
อู่เหว่นหมิ่นมองไปยังหลี่ซูซู่ที่ตั้งแต่ต้นจนจบเอาแต่ก้มหน้า เมื่อสบตากันนางก็ยิ้มให้เขาพร้อมหันไปเรียนบิดา
“ลูกขอไปส่งท่านเหว่นหมิ่นที่หน้าประตูนะเจ้าคะ” คำถามเหมือนขออนุญาต แต่จริง ๆ แล้วก็เหมือนว่าถ้าไม่ให้ไปก็ยิ่งน่าสงสัยกับการเลี้ยงลูกเรือนนี้ ยิ่งตอนนี้เรื่องข่าวลือออกไปเสีย ๆ หาย ๆ จนเขาแทบสู้หน้าเพื่อนไม่ติดแล้ว
“ตามใจเจ้า” บิดานางหัวเสียสะบัดหน้าเข้าเรือน ปล่อยให้นางเดินไปส่งผู้ตรวจการที่หน้าประตู
“อนุเฉียนนั้นปกติดีกับข้า ถ้าอย่างไรข้าฝากท่านช่วยสอบสวนอย่างเป็นธรรมด้วยนะเจ้าคะ”
เสียงหวานเอ่ยกับชายหนุ่ม เขามองสีหน้าไร้เดียงสาก่อนตอบกลับ
“นิสัยแก่นแท้ของคนนั้นอยากจะมองออกได้วันสองวัน บางทีนิสัยนี้อาจจะเป็นนิสัยที่แท้จริงของนาง แต่ที่นางพูดก็มีบางส่วนน่าสงสัยจริง ๆ”
จางลี่มองคนฉลาด แสร้งถามต่อ “ท่านสงสัยส่วนใด”
“ประโยคหนึ่งของนางคือ หากนางเป็นคนซ่อนทอง นางจะเอาทองเพียงนิดมาฝังดินเพื่อให้คนเจอทำไมกัน”
หญิงสาวพยักหน้าตาม “จริงอย่างที่คุณชายว่าจริง ๆ น่าสงสัย อย่างนั้นแสดงว่าคนร้ายก็ยังอยู่ที่เรือนนี่น่ะสิ” นางแสร้งทำเสียงตกใจ เอามือแตะแขนเขาเหมือนไม่รู้ตัว
“อย่างนั้นเรือนนี้คงไม่ปลอดภัย คุณชายหาคนมาเฝ้าได้ไหมเจ้าคะ”
เฝ้าเรือนนี้ หมายถึงตลอดเวลา หมายถึงว่าหากเขามาเองเขาได้เห็นนางตลอดใช่ไหม ตอนนี้ผู้ตรวจการเหมือนคนโดนความงามหลอกให้เขาตกหลุมไม่รู้ตัว
“ข้าจะส่งคนมาเฝ้าเอง เจ้าไม่ต้องกังวลหรือกลัวไป”
