บทที่ 11 หวังดี
คนถูกสั่งให้พักมองหน้าคนบังอาจ แต่เขากลับหัวเราะ
“ไม่เจอกันนาน เจ้ายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจริงนะ”
“หม่อมฉันไม่โตขึ้นหรือเพคะ” ตอนนี้นางรู้สึกว่าร่างนี้เติบโตเร็วมาก เนื้อหนังก็มีมากกว่าแต่ก่อนเพราะนางบำรุงตัวเองอย่างหนัก ไม่ได้ผอมโซเหมือนคนใกล้ตาย
ฮ่องเต้มองสำรวจแล้ว “จริงอย่างเจ้าว่า เจ้าเจอข้าแล้วคิดอย่างไร”
นางตอบเสียงเรียบ “คิดว่าพระองค์ควรพักบ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่เกินสองปี” นางพูดแค่นี้ มากกว่านี้เห็นทีหัวจะขาด แม้พระองค์จะเมตตานางก็ตาม
เจ้ามังกรที่ถือพู่กันค้างกลางอากาศมองนางนิ่ง ตอนนี้คนรอบห้องเหงื่อแตกคุกเข่าลงพื้นหมดแล้ว
“ดี ๆ ดี งั้นไปเดินเล่นกับข้าหน่อย”
“เพคะ” จางลี่คิดในใจ การเดินเล่นนี่คือพักใช่ไหม การพักของนางคือการนอนต่างหาก แต่เมื่ออยากเดินเล่น งั้นเดินเล่นก็ได้
เดินชมอุทยานไปเรื่อย เจ้ามังกรก็ชี้ “ต้นนั้นไม่สวยแล้ว เจ้าใส่ปุ๋ยด้วย” พอเดินไปอีกสองก้าว “ดอกไม้ต้นนี้ไม่เคยออกดอก เจ้ามีวิธีไหม”
นี่คือวิธีลงโทษของฮ่องเต้ คิดว่างานทั้งหมดที่มอบให้ นางคงต้องใช้เวลาหลายเดือนทีเดียว
“ฝ่าบาทเพคะ เดือนหน้าจะมีงานเลี้ยงบรรณาการ หม่อมฉันจะปลูกดอกไม้ที่พระองค์ไม่เคยเห็นถวายเพื่อนำเป็นของตอบแทนเหล่าทูตทั้งหลาย พระองค์เห็นว่าดีไหมเพคะ”
เจ้ามังกรยกมือลูบหนวดไปมา “ดอกไม้ที่ข้าไม่เคยเห็น ดี ๆ เอาตามเจ้าว่า แต่ถ้าเจ้าทำดอกที่ข้าเคยเห็นล่ะ”
สรุปคุยกับคนฉลาดนางพลาดไม่ได้เลย “หม่อมฉันยอมออกจากวังเพคะ” เอากับนางสิ เขาเรียกนางมาใช้งาน นางกลับเอาความผิดที่ทำพลาดพาตัวเองออกจากวัง
ตอนนี้ฮ่องเต้กำลังยกมือชี้หน้านาง จะด่าก็ด่าไม่ออก จึงสะบัดมือแล้วเดินต่อไป
จางลี่ยิ้มแล้วเดินตามเจ้ามังกรไป ฟังเขาสั่งงานต่อ ไม่นานก็เจอกับสนมนางหนึ่ง นางรีบคุกเข่าเมื่อฝ่าบาทเดินผ่าน
“ถวายบังคมเพคะ”
“ลุกขึ้นเถอะ เจ้ากำลังตั้งครรภ์มังกรอยู่ เรื่องธรรมเนียมเราละเว้นให้”
ซู่เฟยหันมองไปทางสตรีด้านหลัง มองชุดก็เห็นว่าเป็นนางกำนัล นางก้มลงต่ำแล้วถาม “พระองค์ออกมาเดินเล่นหรือเพคะ หม่อมฉันก็เช่นกัน หม่อมฉันขอติดตามพระองค์ได้ไหมเพคะ”
“ได้สิสนมรัก” ฮ่องเต้ประคองซู่เฟยมุ่งหน้าไปยังศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลเพื่อแวะพัก ก่อนสั่งให้นางกำนัลยกน้ำชาของหวานมาเพื่อชมบรรยากาศปลายฤหนาวต่อต้นฤดูใบไม้ผลิ
ส่วนนางตอนนี้ที่ยืนอยู่ก็ถูกสั่งให้นั่ง “เจ้านั่งสิ จะมาเกรงใจข้าตอนนี้ทำไม”
นางควรเกรงใจเพราะตอนนี้ซู่เฟยกำลังมองเหมือนจะฆ่านางอยู่ “หม่อมฉันมิกล้า”
คิ้วเจ้ามังกรกระตุก ที่ผ่านมายังไม่กล้าอีกเหรอ เขากำลังจะพูดต่อสตรีอีกนางก็เข้ามา เต๋อเฟยเดินยิ้มมาแต่ไกล ส่งความหวานให้ฮ่องเต้ตั้งแต่มองไม่เห็นด้วยซ้ำ
สตรีสองนางในศาลาก็มากพอจะทำให้ศาลาลุกเป็นไฟได้ นางคิดว่าวันนี้ธุระคงไม่ได้คุยแน่ “หม่อมฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนเพคะ”
นางกำลังรอคำอนุญาต กลายเป็นว่ามังกรหันไปบอกสตรีสูงศักดิ์สองนางว่า
“พวกเจ้ากลับไปก่อน ข้ามีเรื่องจะปรึกษานาง”
เอาเข้าไป นางไม่อยากสร้างศัตรูเพิ่ม ฝ่าบาทก็ยิ่งส่งเสริม จะแกล้งนางไปถึงไหนกัน
ตอนแรกมีสองตา ตอนนี้มีสี่ตา พอพวกเขาออกไปแล้วนางก็นั่งลงโดยไม่ให้ฝ่าบาทสั่ง หยิบกามารินชาโดยที่พระองค์ไม่ได้อนุญาตเลยด้วยซ้ำ
“เจ้าอยากตายหรือไง”
นางมองถ้วยชา “พระองค์ใส่ยาพิษในถ้วยหรือเพคะ”
เขาไม่พูดแล้ว พูดไปหนึ่งประโยคนางก็ต่ออีกประโยค แต่แทนที่จะโกรธ เขากลับสนุกกับการเล่นลิ้นของนาง
“ข้าได้รับสารจากแคว้นเกอร์ฉู่” โอรสสวรรค์มองจางกงกงพลางหยิบพระราชสาส์นออกมาให้นางอ่าน
ในพระราชสาส์นบอกชัดเจนว่าจะมีการส่งสาวงามมาให้ ม่านชิงชิง
“เจ้าว่า ให้ข้าปฏิเสธไปไม่ดีหรือ”
“ไม่ดีเพคะ” สตรีที่มากด้วยความสามารถ ความงาม อีกทั้งยังโหดเหี้ยม หากไม่รับเข้ามานางจะสนุกได้ยังไง
“พระราชสาส์นก็บอกแค่ว่าส่งมาให้เป็นของบรรณาการ ในเมื่อเป็นแค่ของบรรณาการ ฝ่าบาทจะพระราชทานให้ใครก็ได้ใช่ไหมเพคะ”
นางคิดถึงพี่สาวคนงามขึ้นมาทันที ยิ่งตอนนี้สีหน้าฝ่าบาทเหมือนคลายความกังวล “ที่จริงแล้ว หม่อมฉันได้ยินว่า พี่เขยหม่อมฉันค่อนข้างชอบสตรีแบบนี้อยู่ อีกทั้งเขายังมีความสามารถในการปราบสตรีดื้อรั้นยิ่งนัก”
ฮ่องเต้หันมองนาง “เจ้ากำลังให้เราแก้แค้นแทนเจ้า”
“หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ แต่สิ่งดี ๆ ก็ควรมอบให้บุรุษที่ดี จริงไหมเพคะ”
ตอนนี้เขาก็กำลังปวดหัวกับอ๋องเสี่ยวเย่พอดี เรื่องที่เขาสะสมกองกำลังส่วนตัวโดยไม่แจ้งนั้นก็พอจะเรียกว่ากบฏได้แล้ว แต่เพราะเขาไม่มีหลักฐานเพียงพอ จึงได้แต่นิ่งอยู่เช่นนี้
“เจ้าว่าดี เราก็ว่าดี”
“ฝ่าบาทว่าดี หม่อมฉันก็ดียิ่งกว่าเพคะ”
สองคนนั่งหัวเราะอารมณ์ดี ทำให้จางกงกงยืนแข็งทื่อกว่าเก่า เห็นทีว่ามังกรผู้นี้จะมีผู้ช่วยคนใหม่แล้ว
เมื่อเจ้ามังกรกลับไปทำงานแล้ว จางลี่หันมองคนข้างกาย คนหนึ่งไม่เป็นไร แต่คนที่รับมาใหม่น่ะสิ ทำไมถึงได้นิ่งผิดปกติ โดยปกติแล้วขันทีใหม่มักจะเกรงบารมี แต่เขาไม่มีแม้อาการกลัวออกมาเลย
จางลี่ขยับเข้าไปแล้วมองหน้าเขา ใบหน้าชิดกัน สบตากับแววตานิ่งสงบนั้น นางยอมแล้ว คนคนนี้เข้าใจยากจริง ๆ อีกทั้งนางยังอ่านใจไม่ออกเหมือนกับชายที่นางเคยช่วยกลางถนน
ขอทานคนนั้น จางลี่ใช้มือเชยคางต้าฝางขึ้นมามองอย่างละเอียดอีกครั้ง นางว่าใช่แน่ ๆ แต่ในเมื่อเจ้าตัวทำตัวลึกลับ นางก็จะไม่พูด
“กลับไปทำงาน” นางกวาดตามองรอบอุทยาน จะเริ่มจากตรงไหนดีที่จะเรียกความสนใจได้ ตอนนี้ยังไม่ใช่ฤดูใบไม้ผลิเต็มตัว ดอกไม้ใบหญ้าบางส่วนจึงยังดูเหี่ยวเฉากว่าปกติ นางจึงคิดว่าจะเริ่มจากครัว และหาอุปกรณ์ทำปุ๋ยบำรุงต้นไม้จะดีกว่า
“ไปครัวกัน” สองบ่าวด้านหลังเงยหน้ามองหน้าพร้อมกัน
“คุณหนูหิวหรือเจ้าคะ”
พูดถึงหิว นางหิวจริงเพราะยังไม่ได้กินข้าวรอบบ่าย “หิว ไปกินข้าวกันแล้วค่อยทำงานต่อ”
สรุปก็คือไปกินข้าวแล้วทำงานนั่นแหละ ไม่นานก็ถึงโรงครัว นางมองไปยังหม้ออาหารที่หมดเกลี้ยง ดีเหลือเกิน นางหิวจะแย่แล้ว
ดูเหมือนความอยากสร้างความสนใจกับหิวจะมาบวกกันแล้วตอนนี้ เพราะไก่ที่วิ่งอยู่ในกรงด้านหลังตอนนี้ถูกนางจับมาทำอาหาร
จางลี่ถือมีดในมือ ทำให้เย่วจูรีบทัก “ให้บ่าวทำให้เจ้าค่ะ”
“ฆ่าไก่จะยากอะไรเชียว” หญิงสาวจับมัดขาสองข้าง มองแววตาไก่ที่เหมือนเศร้าเพราะรู้ว่าต้องตาย นางเพียงยกยิ้มแล้วบอก “เจ้าตายไม่ทรมานหรอก”
ฉึกเดียวของมีดคมไก่ก็สิ้นใจ ขันทีเพียงหนึ่งเดียวมองความเร็วของมีดเพียงครั้งเดียว ก่อนหันมองคนทำ หญิงสาวคนนี้ไม่ได้หวังแค่ความแค้นเล็ก ๆ น้อย ๆ แน่ ดูแล้วเขาเจอกับจิ้งจอกในคราบสาวน้อยเสียแล้ว
ไม่นานไก่ก็ถูกเย่วจูถอนขน งานเหนื่อยแรงนางขอเป็นคนดูแล้วกัน
“คุณหนูจะเอาไปทำอะไรเจ้าคะ”
“ย่าง”
ไก่ย่างตัวนี้อาจเรียกความสนใจคนได้ และดูเหมือนว่าจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ตอนนี้มีทหารยืนอยู่ข้างนาง ดีที่คนมาก็คือหวงจื่อโม่
“เจ้ารู้กฎไหมว่าเขาไม่อนุญาตให้ก่อกองไฟในวัง” ขืนไฟติดขึ้นมาแล้วยุ่งเลย คนกินไก่อย่างอร่อยไม่ตอบ แต่กวักมือเรียก
“มากินเร็วเข้า” หวงจื่อโม่ส่ายหน้า หันมองคนข้างตัวที่มาด้วยกัน ตอนนี้กำลังมองหญิงสาวที่ไม่รักษากฎ
“ข้าแบ่งให้ท่าน” นางฉีกปีกไก่สองปีกแล้วส่งให้องครักษ์ทั้งสอง
เมื่อมือเขารับแล้ว นางก็พูดอย่างรวดเร็ว “ตอนนี้พวกเราสมรู้ร่วมคิดกันแล้วนะ”
นั่นไงล่ะ แม่จิ้งจอกตัวน้อย ต้าฝางหันมองอย่างตะลึง ไม่คิดว่านางจะฉลาดเพียงนี้ ตอนนี้เขาหันมององค์รัชทายาทที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์เอาแต่จ้องนางไม่กะพริบตา
หรือว่านี่คือเป้าหมายของนาง ไม่ใช่ฮ่องเต้ ไม่ใช่ท่านอ๋อง แต่เป็นองค์รัชทายาทหยางหยงฉวน เรื่องระเบียบองค์รัชทายาทค่อนข้างเข้มงวดมาก แต่ตอนนี้เขากำลังมองดรุณีน้อยกินอย่างเอร็ดอร่อย แถมยังส่งไก่ให้เขาเพื่อปิดปาก
ช่างกล้านัก “เจ้าชื่ออะไร”
หวงจื่อโม่ตอบแทนนาง “หลี่ซูซู่” เพราะพระองค์ปลอมตัวมาทำให้เขาไม่อาจพูดราชาศัพท์ได้ แต่ก็กลัวว่าพระองค์จะลงโทษ
“นางเพิ่งเข้าวังมาอาจจะไม่รู้กฎ ถึงอย่างไรเรื่องนี้ช่วยปิดเป็นความลับได้ไหม”
จางลี่เงยหน้ามองพวกเขา ทำแววตาใสซื่อแล้วเอ่ย
“มากินเถอะพี่ชาย ของอร่อยจะหมดเอาได้”
หยางหยงฉวนยืนคิดครู่หนึ่ง ก่อนนั่งลงตามที่นางชวน ไม่รู้ทำไมเขาถึงยอมเด็กสาวตัวน้อย “เจ้าทำหน้าที่อะไร”
“ข้าเป็นคนดูแลอุทยาน”
ตอนนี้คนถือไก่ในมือมองมันอีกครั้ง ก่อนกัดลงไป ไม่ได้กินอาหารพื้น ๆ แบบนี้นานแล้ว แต่กลับรู้สึกว่าไก่ตัวนี้หอมมาก
“เจ้าใส่อะไรไป”
“ท่านฉลาดนัก พี่ชายชื่ออะไร”
“ข้า” หยางหยงฉวนหยุดก่อนเอ่ยชื่อปลอม “ฟงฉวน”
“พี่ฟงฉวน ท่านก็ไม่มีบิดามารดาเหมือนเขาด้วยหรือ” ตอนนี้เองที่ทุกคนจึงเห็นขันทีด้านหลัง ที่ตอนนี้เหมือนจะกลายร่างเป็นหินไปแล้ว
“คงงั้น”
มีเพียงต้าฝางที่รู้ทันนาง แม้แต่เรื่องนี้นางก็ยังกัดเขาไม่หยุด คงอยากรู้เรื่องราวของเขามากทีเดียว
“ข้าใช้ไก่แช่ในมะนาวดอง จากนั้นก็ตากลมให้แห้งแล้วนำมาคลุกด้วยเกลือแล้วย่าง ไก่จึงมีรสเปรี้ยวและเค็มกำลังดี”
หยางหยงฉวนกินไก่ในมือจนหมด มองในจานของหญิงสาวที่ยังเหลือ มือคิดจะหยิบ จานก็ลอยขึ้น
“ไม่ให้แล้ว พวกท่านตัวใหญ่กินเยอะจะตาย” สายตานั้นบอกว่าอย่าแย่งของนางเด็ดขาด ยิ่งทำให้เขายิ้มออกมาไม่รู้ตัว ก่อนอาศัยความเร็วชิงมันมาได้ จากนั้นศึกแย่งจานไก่ก็เกิดขึ้น
“เจ้าไม่อยากถูกลงโทษก็ต้องให้ข้า”
“ไม่ให้ ข้ายังไม่กินไม่อิ่ม” เสียงจางลี่ตะโกนไปทั่วโรงอาหาร จนเมื่อเหนื่อยมากนางก็หยุดหอบแล้ว นั่งลง “ก็ได้ ให้ท่าน แต่ท่านต้องไปฆ่ามันให้ข้า”
ตอนนี้นางชี้ไก่อีกตัวที่ยังเป็น ๆ จากนั้นก็เอ่ยเสียงเบา “ท่านไปฆ่ามันไกล ๆ หน่อย ข้ากลัวเสียงร้องของมัน”
ตอนนี้บ่าวสองคนที่ยืนเป็นหินหันมองเจ้าของตัวเอง นางกลัวหรือ แล้วก่อนหน้าที่พวกเขาเห็นนี่คือภาพหลอนใช่ไหม ดูเหมือนองค์รัชทายาทจะหลงกลแม่จิ้งจอกน้อยเสียแล้ว
เมื่อชายหนุ่มที่ให้ไปจัดการไก่ผละออกไป สีหน้าแววตาไร้เดียงสาก็หมดไปเหมือนภาพฝันมลายหายไปสิ้น
จางลี่หันไปมาทำสีหน้าเบื่อหน่าย “ไปเตรียมเกลือกับมะนาวดอง” น้ำเสียงอ่อนหวานไปไหน ท่าทีอ่อนโยนหายสิ้น
ต้าฝางมองนางไม่ยอมขยับ แล้วถาม “ตัวจริงของคุณหนูคือคนไหน”
เจ้านายหันมองขันทีด้วยแววตาลึกลับซับซ้อน “แล้วเจ้าล่ะ ตัวจริงของเจ้าคือคนไหน” อย่างที่เขาเรียก คนเหมือนกันมันจะมองคนแบบเดียวกันออก
