บทที่ 1: หัวผักกาดที่ใหญ่ผิดมนุษย์มนา
บทที่ 1: หัวผักกาดที่ใหญ่ผิดมนุษย์มนา
สายลมเย็นยะเยือกของช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดกรูเกรียวผ่านรอยแตกของผนังไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่า หอบเอาความหนาวเหน็บเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ เสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงภูตผีกรีดร้อง ผสานกับเสียงฟ้าร้องครืนครางที่ดังมาจากทิวเขาไกลลิบ
"จางหลิวหลี" ลืมตาโพลงขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัว สิ่งแรกที่นางรับรู้ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการที่ห้องทดลองระเบิดใส่หน้าในชาติที่แล้ว แต่เป็นความรู้สึกแสบพร่ายิ่งกว่านรกในกระเพาะอาหาร
โครก... คราก...
เสียงท้องร้องคำรามกึกก้องราวกับสัตว์ป่าที่หิวโหย นางยกมืออันสั่นเทาขึ้นกุมท้อง พยายามกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ
"หิว... หิวจะตายอยู่แล้ว..."
นางพึมพำเสียงแหบแห้ง พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่ศีรษะกลับหนักอึ้งราวกับมีหินโม่ทับอยู่ ความทรงจำสองกระแสไหลบ่าเข้ามาปะทะกันในสมองจนปวดร้าว
หนึ่งคือ 'จางหลิวหลี' หญิงสาวยุค 2024 นักพฤกษศาสตร์และนักวิจัยอาหารระดับด็อกเตอร์ ผู้ซึ่งทุ่มเทชีวิตให้กับการตัดต่อพันธุกรรมข้าวโพดจนหัวใจวายตายคาแปลงทดลอง อีกหนึ่งคือ 'จางหลิวหลี' เด็กสาววัยสิบหกปีในยุคโบราณที่ไม่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ กำพร้าบิดามารดา ถูกท่านลุงท่านป้าผู้แสนประเสริฐยึดสมบัติ แล้วถีบหัวส่งให้มาอยู่ที่ 'หมู่บ้านหุบเขาหมอก' อันห่างไกลความเจริญ พร้อมกับมอบที่ดินรกร้างให้สองหมู่และกระท่อมผุพังที่ลมพัดแรงหน่อยก็คงปลิวหายไปทั้งหลัง
"เยี่ยม..." หลิวหลีแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น นางมองมือที่ผอมแห้งจนเห็นกระดูกและผิวสีเหลืองซีดเซียว "สวรรค์... ท่านเล่นตลกอะไรกับข้า? ชาติที่แล้วข้าทำงานหนักจนตาย ชาตินี้ท่านยังส่งข้ามาอดตายอีกหรือ?"
นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายตากวาดมองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า มีเพียงฟางแห้งกองหนึ่งที่ใช้ต่างเตียง และโต๊ะไม้ขาหักที่ถูกซ่อมไว้อย่างลวกๆ ไม่มีข้าวสารสักเม็ด ไม่มีฟืนสักท่อน
แต่ทันใดนั้น ความร้อนวูบวาบประหลาดก็แล่นพล่านที่ข้อมือขวา หลิวหลีก้มลงมอง พบปานสีเขียวอ่อนรูปใบไม้เล็กๆ ที่ข้อมือ มันกำลังเรืองแสงจางๆ วินาทีต่อมา ภาพในหัวของนางก็เปลี่ยนไป...
นางไม่ได้เห็นเพดานห้องที่มีหยากไย่ แต่จิตของนางกำลังล่องลอยอยู่เหนือพื้นที่โล่งกว้างขนาดประมาณหนึ่งสนามฟุตบอล ดินที่นั่นดำสนิทเป็นมันวาว บ่งบอกถึงแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์สุดขีด ตรงกลางมีบ่อน้ำพุขนาดเล็กที่น้ำใสสะอาดจนมองเห็นก้นบ่อ ไอหมอกจางๆ เหนือบ่อน้ำส่งกลิ่นหอมสดชื่นที่ทำให้นางรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
‘ติ๊ง! ระบบนิเวศส่วนตัว (Eco-System) เชื่อมต่อสำเร็จ’ ‘สถานะโฮสต์: อ่อนแอขั้นวิกฤต โปรดเติมพลังงาน’
เสียงสังเคราะห์ดังขึ้นในหัว หลิวหลีเบิกตากว้าง "มิติเรือนกระจก? ของขวัญปลอบใจจากนรกสินะ"
นางหลับตาลงรวบรวมสมาธิ วักน้ำจากบ่อน้ำในมิตินั้นออกมาด้วยจิต เพียงชั่วพริบตา น้ำเย็นเฉียบรสหวานล้ำก็ปรากฏขึ้นในอุ้งมือที่แห้งผาก นางรีบซดน้ำนั้นเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม
ทันทีที่น้ำทิพย์ไหลผ่านลำคอ ความอบอุ่นสายหนึ่งก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความปวดเมื่อยบรรเทาลง สายตาที่เคยพร่ามัวกลับแจ่มชัดขึ้นราวกับเปลี่ยนเลนส์กล้องใหม่ แม้ความหิวจะยังคงอยู่ แต่นางมีแรงพอที่จะขยับตัวได้แล้ว
"เอาล่ะ อย่างน้อยก็ไม่ตายเพราะขาดน้ำ" นางสูดหายใจลึก ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น "เป้าหมายแรก หาของกิน!"
หญิงสาวคว้าจอบสนิมเขรอะที่วางพิงผนังห้อง เดินโซเซออกจากกระท่อม ท้องฟ้าเริ่มสาง แสงสีทองรำไรจับขอบฟ้า เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมของ 'บ้านใหม่'
ที่ดินสองหมู่ที่นางครอบครองนั้น... ใช้คำว่า 'ป่าดงดิบ' ยังดูจะน้อยไป หญ้าคาขึ้นสูงท่วมหัว เถาวัลย์ระโยงระยางพันเกี่ยวกันยุ่งเหยิง ยิ่งมองยิ่งท้อใจ
"ท่านลุงท่านป้า... ช่างเมตตาข้าจริงๆ ที่ดินแบบนี้ให้ควายมาไถ ควายยังร้องไห้เลย!"
หลิวหลีบ่นกระปอดกระแปดแต่ก็ยังเดินลุยเข้าไปในพงหญ้า ความทรงจำของร่างเดิมบอกว่านางเคยพยายามปลูก 'หัวไชเท้า' เอาไว้เมื่อสองเดือนก่อน หวังว่ามันจะรอดพ้นจากวัชพืชพวกนี้มาได้สักหัวสองหัวนะ
นางแหวกกอหญ้าอย่างทุลักทุเล สายตาสอดส่ายหารูปทรงใบไม้ที่คุ้นเคย จนกระทั่งเท้าของนางไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งและใหญ่โต
ตุ้บ!
"โอ๊ย!" หลิวหลีหน้าคะมำ แต่สายตาพลันเหลือบไปเห็นเงาสีตุ่นๆ ขนาดมหึมาซ่อนอยู่ใต้กอหญ้าที่ล้มราบเป็นวงกว้าง
ดวงตาของนางลุกวาวดั่งเห็นทองคำ "สวรรค์! นั่นมันหัวไชเท้าสายพันธุ์ไหนกัน? ทำไมถึงได้ใหญ่อลังการขนาดนี้! ผิวดินปูดนูนขึ้นมาเป็นแนวยาวขนาดนี้ ต้องเป็นราชาแห่งหัวไชเท้าแน่ๆ!"
ความหิวทำให้นางจินตนาการไปไกลถึงซุปหัวไชเท้าร้อนๆ หวานน้ำต้มกระดูกหมู (ที่ไม่มีหมู) หลิวหลีง้างจอบขึ้นสุดแขนด้วยแรงทั้งหมดที่มี เล็งไปที่ส่วนที่คิดว่าเป็น 'หัว' ของมัน
"เสร็จแม่ล่ะ เจ้าหัวไชเท้ายักษ์! วันนี้ข้าจะกินเจ้าให้อิ่มไปสามวันเจ็ดวัน!"
เคร้ง!!
เสียงโลหะกระทบของแข็งดังสนั่นหวั่นไหว จอบในมือกระเด้งกลับจนข้อมือของนางชาร้าวไปถึงไหล่ แต่มันไม่ใช่เสียงจอบสับลงดิน หรือสับลงบนหัวผักกาด... มันเหมือนเสียงจอบสับลงบน... เกราะเหล็ก?
"แข็งชะมัด! นี่มันหัวไชเท้าฟอสซิลหรือไง?"
นางบ่นอุบพลางทรุดตัวลงนั่ง แหวกกอหญ้าที่ปกคลุมอยู่ออกดูให้เต็มตา วินาทีต่อมา จางหลิวหลีถึงกับอ้าปากค้าง จอบในมือร่วงหลุดลงพื้นดังตุ้บ
สิ่งที่นางคิดว่าเป็น 'ราชาหัวไชเท้า' ไม่ใช่พืชผักสวนครัวแต่อย่างใด แต่มันคือ ท่อนขา อันแข็งแกร่งของบุรุษผู้หนึ่ง!
บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเกราะสีดำสนิทที่ขาดวิ่น นอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่กลางพงหญ้า สภาพของเขาดูเหมือนเพิ่งผ่านสงครามโลกมาหมาดๆ เนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังและโคลนตม ที่แผ่นหลังกว้างมีรอยแผลฉกรรจ์ถูกฟันจนเกราะฉีกขาด เลือดสีแดงคล้ำยังคงซึมออกมาไม่หยุด ย้อมดินรอบข้างจนกลายเป็นสีสนิม
"ศ...ศพ!?" หลิวหลีหน้าซีดเผือด ถอยกรูดไปด้านหลังจนก้นจ้ำเบ้า "ซวยแล้ว! ซวยซ้ำซวยซ้อน! ข้าแค่อยากขุดผัก ไม่ได้อยากขุดเจอคดีฆาตกรรมนะ!"
นางเตรียมจะลุกขึ้นวิ่งหนี ทิ้งจอบทิ้งสวนหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในยุคนี้การเข้าไปพัวพันกับคนตายหรือคนของทางการมีแต่จะหัวขาดโดยไม่รู้ตัว
แต่แล้ว... หูของนางก็ได้ยินเสียงแผ่วเบา "น้ำ..."
เสียงนั้นแหบพร่าและทุ้มต่ำ ราวกับเสียงเสียดสีของก้อนกรวด หลิวหลีชะงักฝีเท้า หันขวับไปมองร่างนั้นอีกครั้ง นิ้วมือที่เปื้อนเลือดของเขากระตุกเล็กน้อย จิกเล็บลงในดินแน่นจนข้อนิ้วปูดโปน แสดงถึงความทรมานและการดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
สัญชาตญาณความเป็นหมอ (เอ่อ นักวิจัยชีวภาพ) และความขี้งกในกมลสันดานเริ่มตีกันในหัว
หนีไปซะ... ฝ่ายขี้ขลาดกระซิบ แต่เขาตัวใหญ่มากนะ... ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลแย้งขึ้นมา
หลิวหลีหรี่ตามองร่างยักษ์นั่นอีกครั้ง แม้จะบาดเจ็บเจียนตาย แต่โครงสร้างร่างกายของบุรุษผู้นี้ช่าง... สมบูรณ์แบบ ไหล่กว้าง เอวสอบ ขายาว กล้ามเนื้อแน่นปึ้กที่โผล่พ้นชุดเกราะขาดๆ นั่นบ่งบอกว่าเขาต้องแข็งแรงดุจวัวถึก ถ้าเขาหายดี... แรงงานขนาดนี้สามารถพลิกฟื้นที่ดินสองหมู่ของนางได้ภายในไม่กี่วัน!
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้ามอมแมมของหญิงสาว "เอาวะ! เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน แรงงานฟรีไม่ได้หากันง่ายๆ"
นางตัดสินใจคลานเข่าเข้าไปใกล้ ใช้มือจิ้มๆ ไปที่ไหล่หนาของเขา "นี่พ่อหนุ่ม... เฮ้! อย่าเพิ่งรีบไปเฝ้ายมบาลนะ"
นางรวบรวมสมาธิ เรียกน้ำทิพย์จากมิติออกมาในอุ้งมือ แล้วค่อยๆ ประคองใบหน้าของเขาให้หันมา วินาทีที่เห็นใบหน้าของเขาชัดๆ หลิวหลีถึงกับชะงักไปชั่วครู่ แม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและเขม่าควัน แต่คิ้วเข้มดุจกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน และกรามที่คมชัดราวกับรูปสลักนั้น... หล่อเหลาจนน่าโมโห!
"หล่อขนาดนี้ ถ้าตายไปเสียดายของแย่" นางบ่นพึมพำก่อนจะกรอกน้ำทิพย์ใส่ปากซีดเซียวของเขา
ทันทีที่หยดน้ำสัมผัสริมฝีปาก ร่างกายใหญ่โตนั้นสะดุ้งเฮือก เขาสำลักเล็กน้อยก่อนจะกลืนมันลงไปอย่างกระหาย น้ำทิพย์จากมิติเริ่มออกฤทธิ์ ลมหายใจที่รวยรินเริ่มกลับมาสม่ำเสมอขึ้น
เปลือกตาหนักอึ้งของชายหนุ่มค่อยๆ ปรือขึ้น ดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำดุจบ่อน้ำพันปีจ้องมองมาที่นาง แววตานั้นคมกริบ ดุดัน และแผ่รังสีสังหารรุนแรงจนหลิวหลีรู้สึกเหมือนมีมีดจ่ออยู่ที่คอหอย มือแกร่งคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กของนาง บีบแน่นจนกระดูกแทบแตก
"เจ้า... เป็นใคร..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามพร้อมกับแรงบีบที่เพิ่มขึ้น "ศัตรู... หรือ..."
หลิวหลีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ แต่นางรู้ดีว่าสถานการณ์นี้ต้องใช้จิตวิทยา นางห้ามแสดงความกลัวเด็ดขาด!
"ศัตรูบ้านแกสิ!" นางตะคอกกลับ "ข้าคือเจ้าหนี้ชีวิตของเจ้า! ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะเจ้าหัวไชเท้ายักษ์ เจ็บนะโว้ย!"
ความงุนงงฉายชัดในแววตาของบุรุษหนุ่ม หัวไชเท้ายักษ์? นางกำลังพูดเรื่องบ้าอะไร? ฤทธิ์ของน้ำทิพย์ช่วยยื้อชีวิตเขาไว้ แต่ความอ่อนล้าสะสมทำให้สติของเขาเริ่มเลือนลางอีกครั้ง มือที่บีบข้อมือนางค่อยๆ คลายออก ก่อนที่ศีรษะจะพับตกลงไปซบกับอกนิ่มๆ ของนางอย่างหมดท่า
"เฮ้ย! เดี๋ยว! อย่ามาหลับตรงนี้นะ!" หลิวหลีโวยวาย พยายามดันร่างยักษ์ออก แต่เขานิ่งสนิทไปแล้ว ทิ้งน้ำหนักตัวมหาศาลไว้บนตัวนาง
"หนัก! หนักเป็นบ้าเลย กินหินเข้าไปหรือไง!"
หญิงสาวกัดฟันกรอด พยายามลากร่างไร้สติของเขาขึ้นจากพื้นดิน "จำไว้เลยนะ... ตื่นมาเมื่อไหร่ แม่จะใช้งานให้คุ้มค่าข้าว คุ้มค่าน้ำทิพย์ คุ้มค่าปวดหลังนี่เลยคอยดู!"
จางหลิวหลีไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจลาก 'คนงาน' ผู้นี้เข้าบ้านในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนชะตาชีวิตชาวนาผู้ต่ำต้อยของนาง ให้กลายเป็นตำนานที่เล่าขานไปทั่วทั้งแผ่นดินมังกร
และนางก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่า บุรุษที่นางกำลังด่าทอสาปแช่งอยู่นี้ คือ 'อวิ๋นเซียว' แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการทหารนับแสน ผู้ที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจถึงสามส่วน!
