ตอนที่ 4
ตอนที่ 4
เมื่อเข้ามาถึงภายในตำหนักใหญ่ที่ประดับประดาด้วยโคมทองและม่านไหมเนื้อดี แสงจากเปลวเทียนนับร้อยดวงส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง โต๊ะพระราชทานเรียงรายอย่างเป็นระเบียบตามลำดับตำแหน่งของเหล่าขุนนาง เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบาอยู่ไม่ไกล ขณะที่เหล่าขุนนางและฮูหยินจากตระกูลต่าง ๆ ต่างทยอยเข้าไปนั่งประจำที่ของตน
เว่ยเจาประคองหมิ่งหลันให้นั่งลงบนเบาะนุ่มข้างกายเขา ซูหมิ่งหลันหันไปมองสบตาสามี ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสุข
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
เว่ยเจาเพียงพยักหน้ารับเบาๆ "เจ้ากำลังตั้งครรภ์ ต้องระวังตัวให้มาก งานเลี้ยงในวังมักวุ่นวาย หากรู้สึกไม่สบายตัว ให้บอกข้าทันที"
"เจ้าค่ะ" นางรับคำอย่างว่าง่าย รอยยิ้มหวานแต้มอยู่บนใบหน้า
ตลอดงานเลี้ยง มีขุนนางจำนวนไม่น้อยเข้ามาพูดคุยเว่ยเจา เขาตอบรับด้วยท่าทีสุภาพตามสมควร ไม่ได้แสดงความสนิทสนมกับผู้ใดมากนัก
ซูหมิ่งหลันนั่งอยู่ข้างกายสามี หัวใจของนางเต็มไปด้วยความอบอุ่น มันอบอุ่นจนลืมไปเสียสนิทว่า รอยยิ้มที่แท้จริงของสามีผู้นี้... นางไม่เคยได้เห็นมันเลยสักครั้งเดียว
จนกระทั่ง เสียงตีฆ้องทองคำของขันทีดังขึ้น เสียงพูดคุยทั้งหมดพลันเงียบลง
“องค์หญิงใหญ่เจินจู... เสด็จ!”
ทุกคนทั้งหมดในตำหนักต่างลุกขึ้นยืนแล้วย่อกายลงทำความเคารพ องค์หญิงเจินจูก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างสง่างาม นางสวมชุดสีแดงเข้มปักลวดลายหงส์ด้วยดิ้นทอง เส้นผมเกล้าสูงประดับด้วยมงกุฎทองคำ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ยากจะอ่านความหมาย
ในขณะที่องค์หญิงก้าวผ่านหน้าซูหมิ่งหลัน นางก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ มือของเว่ยเจาที่กำลังกุมมือของนางอยู่พลันเกร็งแน่น นิ้วมือของเขากดลงบนหลังมือนุ่มของนางโดยไม่รู้ตัว
ซูหมิ่งหลันชะงัก ก่อนจะเงยหน้ามองสามี
ใบหน้าของเว่ยเจายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม
ทว่าแววตาคู่นั้น...
กลับมิได้สงบนิ่งเช่นใบหน้าเลยแม้แต่น้อย
เขากำลังมององค์หญิงใหญ่เจินจู หัวใจของซูหมิ่งหลันที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความสุข พลันกระตุกวูบอย่างไร้เหตุผล
นางมองตามสายตาของเขาไปยังองค์หญิงใหญ่ที่กำลังเดินไปนั่งเก้าอี้ประทับ
“พวกท่านอย่าได้มากพิธีเลย ลุกขึ้นเถิด” น้ำเสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล
เว่ยเจาค่อยๆ คลายแรงบีบที่ฝ่ามือของซูหมิ่งหลัน เขาช่วยประคองร่างของนางให้ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวังดังเดิม
องค์หญิงใหญ่เจินจูทอดพระเนตรผ่านเหล่าขุนนาง ก่อนสายพระเนตรจะหยุดลงที่ซูหมิ่งหลัน “ฮูหยินเว่ย... ตอนนี้ครรภ์ของเจ้าได้กี่เดือนแล้ว?”
ซูหมิ่งหลันประคองหน้าท้องของตนไว้เบาๆ นางย่อกายลงอีกครั้งอย่างนอบน้อม “ทูลองค์หญิง ครรภ์ของหม่อมฉันเข้าสู่เดือนที่ห้าแล้วเพคะ”
“ห้าเดือนแล้วหรือ...” องค์หญิงใหญ่ทรงถอนหายใจออกมาเบาๆ พระเนตรเป็นประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางออกมาอีกครั้ง “นับว่าพอดียิ่ง ก่อนที่เปิ่นกงจูจะต้องเดินทางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธุ์ คงทันได้เห็นหน้าหลานตัวน้อยผู้นี้พอดี”
ถ้อยคำนั้นแม้ฟังดูเป็นคำอวยพร ทว่าซูหมิ่งหลันกลับรู้สึกแปลกๆ ในใจ
ในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้ถึงชะตากรรมขององค์หญิงใหญ่เจินจู หลังจากฮ่องเต้องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหัน ราชสำนักก็ระส่ำระสาย เพื่อให้แคว้นฉู่รอดพ้นจากสงครามจากสามแคว้นที่อยู่ข้างเคียง ไทเฮาจึงตัดสินพระทัยส่งองค์หญิงเจินจูผู้เป็นพระธิดาองค์โต ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับองค์ชายสามแคว้นจ้าว เพื่อแลกกับความสงบสุขชายแดน
“ขอบพระทัยองค์หญิงใหญ่ที่ทรงเมตตาเพคะ” นางตอบกลับอย่างนอบน้อม
องค์หญิงใหญ่เจินจูเพียงแย้มพระโอษฐ์ ก่อนสายพระเนตรจะค่อย ๆ เลื่อนไปยังเว่ยเจา
ในชั่วขณะนั้น...
ซูหมิ่งหลันเห็นดวงตาของทั้งสองสบกัน
ไม่มีคำพูดใดถูกเอ่ยออกมา
ไม่มีการแสดงออกที่ผิดแปลก
แต่บรรยากาศบางอย่างระหว่างบุรุษและสตรีคู่นั้น กลับทำให้หัวใจของนางหนักอึ้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เพียงครู่เดียว องค์หญิงใหญ่ก็เบือนพระพักตร์จากไป
เว่ยเจาเองก็ละสายตาออกเช่นกัน ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่สำหรับซูหมิ่งหลัน นางกลับไม่อาจทำเป็นว่าไม่ได้เห็นอะไรได้เลย
ขณะที่นางกำลังจมอยู่กับความคิด เสียงประกาศของหัวหน้าขันทีก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ฮ่องเต้เสด็จ! ไทเฮาเสด็จ!”
สิ้นเสียงประกาศ เหล่าขุนนาง ฮูหยิน และเชื้อพระวงศ์ทุกคนต่างรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วย่อกายลงก้มหน้าแนบอกถวายพระพร
ร่างของฮ่องเต้น้อยวัยสิบห้าพรรษาในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บ ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าเกร็งเล็กน้อย ข้างกายของพระองค์คือ ‘อู่ไทเฮา’ สตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ฉลองพระองค์สีแดงเลือดนกปักลายหงส์เหิน ท่วงท่าสง่างามและน่าเกรงขาม
“ถวายพระพรฮ่องเต้ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี! ถวายพระพรไทเฮา ขอทรงพระเจริญพันปี พันพันปี!”
เสียงถวายพระพรดังก้อง เว่ยเจาประคองซูหมิ่งหลันให้ย่อกายลงถวายพระพรเช่นกัน ฝ่ามือของเขายังคงกุมมือของนางไว้ ทว่าซูหมิ่งหลันกลับรู้สึกได้ว่า มือของสามีในยามนี้เย็นชืดราวกับก้อนน้ำแข็ง
นางก้มหน้าลงต่ำมองพื้น มือประคองหน้าท้องที่เริ่มหนักอึ้งของตนเอง
หลังจากฮ่องเต้และไทเฮาประทับอยู่ในงานเลี้ยงได้พักหนึ่ง ไทเฮาก็มีรับสั่งให้เหล่าขุนนางตามสบาย ก่อนจะเสด็จกลับตำหนักพร้อมด้วยนางกำนัลและขันทีที่ติดตามรับใช้
เมื่อขบวนเสด็จลับออกไปจากตำหนักใหญ่ บรรยากาศที่เคยเคร่งขรึมพลันผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เหล่าขุนนางที่ก่อนหน้านี้นั่งตัวตรง ไม่กล้าแม้แต่จะยกถ้วยสุราขึ้นดื่มตามใจ บัดนี้ต่างเริ่มพูดคุยกันมากขึ้น เสียงหัวเราะเบา ๆ และเสียงถ้วยสุรากระทบกันดังแว่วมาจากทั่วทั้งตำหนัก
ตลอดงานเลี้ยง เว่ยเจาแทบไม่ได้แตะต้องสุราตรงหน้าเลย ส่วนองค์หญิงใหญ่ยังคงประทับอยู่บนที่นั่งของนาง แม้พระนางจะมิได้ตรัสสิ่งใด เพียงนั่งสนทนาอยู่กับฮ่องเต้น้อยเท่านั้น แต่ในชั่วขณะที่สายตาของทั้งสองหันมาสบกันนั้น เว่ยเจากลับนิ่งไปอย่างเห็นได้ชัด
หากเป็นผู้อื่นคงไม่ทันสังเกต แต่ซูหมิ่งหลันที่นั่งอยู่ข้างเขากลับเห็นทุกอย่างชัดเจน นางกำมือบนหน้าท้องของตนเองโดยไม่รู้ตัว
“ท่านพี่...” ซูหมิ่งหลันเอ่ยเรียกเสียงเบาหวิว
เว่ยเจาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองนาง “มีอะไรรึ?...หรือเจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหน?”
“เปล่าเจ้าค่ะ...” ซูหมิ่งหลันฝืนยิ้ม “ข้าเพียงอยากไปพูดคุยกับท่านแม่ท่านพ่อ”
เว่ยเจาพยักหน้า “เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ”
