ตอนที่ 5
ตอนที่ 5
“หลันเอ๋อร์... ลูกกำลังตั้งครรภ์อยู่ เหตุใดจึงเดินไปเดินมาเช่นนี้เล่า?”
ทันทีที่ซูฮูหยินเห็นบุตรสาวเดินตรงเข้ามาหา นางก็รีบเอื้อมมือไปจับแขนเรียวของซูหมิ่งหลัน ก่อนดึงให้นั่งลงบนเบาะข้างกายอย่างระมัดระวัง
สายตาของผู้เป็นมารดากวาดสำรวจเรือนร่างของบุตรสาวตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยความเป็นห่วง
เมื่อสังเกตเห็นว่าใบหน้าของบุตรสาวดูซีดเซียวลงกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย นางอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้
ซูหมิ่งหลันยิ้มบาง พลางจับมือของมารดาไว้
"ลูกคิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าค่ะ จึงอยากมามาหาพวกท่าน"
บิดาของซูหมิ่งหลันดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหม คุมกำลังทหารและอำนาจทางการทหารครึ่งหนึ่งของแคว้นฉู่ เป็นเสาหลักที่ราชสำนักไม่อาจคลอนแคลนได้
"ลูกคิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าค่ะ จึงอยากมาคารวะพวกท่าน"
ซูกงฉางที่นั่งอยู่ข้างๆ ภรรยาลอบมองไปทางเว่ยเจา นัยน์ตาของเขาฉายแววคุกรุ่นและขมขื่นอยู่ลึกๆ
หากย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ในวันที่เว่ยเจาส่งแม่สื่อมาสู่ขอบุตรสาว ซูกงฉางเคยยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ในเวลานั้น เว่ยเจายังเป็นเพียงบุรุษหนุ่มที่มีอายุไม่มากนัก แต่กลับสามารถไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้ด้วยความสามารถของตนเอง
เขามีชื่อเสียงในเรื่องความเฉลียวฉลาด เด็ดขาด และเที่ยงตรง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เว่ยเจาไม่เคยมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับสตรีหรือเรื่องเสื่อมเสียใด ๆ
สำหรับบิดาคนหนึ่งแล้ว การได้มอบบุตรสาวให้กับบุรุษเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง
ยิ่งเมื่อได้รู้จากปากซูหมิ่งหลันว่า นางแอบชอบเว่ยเจาเช่นกัน ความยินดีของซูกงฉางก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นหลายส่วน
เขาเคยคิดว่าสวรรค์คงเมตตาบุตรสาวของตน จึงส่งบุรุษที่เพียบพร้อมเช่นนี้มาเป็นคู่ครองของนาง
เขาเคยเชื่ออย่างสนิทใจว่า ตนเองได้ฝากฝังชีวิตของบุตรสาวไว้กับบุรุษที่ดีที่สุดในเมืองหลวงแล้ว
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความคิดเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
นับตั้งแต่เว่ยเจาแต่งงานกับซูหมิ่งหลันมา นอกจากวันที่พาลูกสาวของเขากลับมาเยี่ยมบ้านตามธรรมเนียมหลังแต่งงานสามวันแล้ว เจ้าลูกเขยตัวดีผู้นี้ก็ไม่เคยย่างกรายมาที่จวนตระกูลซูอีกเลย
แม้ยามพบกันในราชสำนัก เว่ยเจาจะยังคงปฏิบัติต่อเขาอย่างนอบน้อม ให้เกียรติเขาในฐานะพ่อตาอย่างไม่มีข้อบกพร่อง
ไอ้ลูกเขยหน้าตายปฏิบัติต่อเขาอย่างเคารพก็จริง...
แต่กลับรักษาระยะห่างราวกับเขาเป็นเพียงขุนนางร่วมราชสำนัก!
ไม่มีการสนทนาอย่างสนิทสนม เหมือนกับลูกเขยบ้านอื่นที่เขาทำกัน
จากความพึงพอใจในตอนแรก เปลี่ยนเป็นความเหม็นขี้หน้าในที่สุด!
หากไม่ติดว่ามันยังคงยกย่องให้เกียรติบุตรสาวของเขาล่ะก็... เขาคงบีบบังคับให้หมิ่งหลันเขียนหนังสือหย่าร้างกับมันไปนานแล้ว
ยิ่งยามนี้หมิ่งหลันกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน เขาและภรรยาต่างก็เป็นห่วงจนนอนไม่หลับ แต่ก็ทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ และรอให้บุตรสาวกลับมาที่จวนตระกูลซูเป็นครั้งคราว เพื่อให้พวกเขาได้เห็นหน้ากันและได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
ซูหมิ่งหลันสังเกตเห็นสายตาของบิดาที่มองไปยังสามี ก็รู้ได้ในทันทีว่าท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่ นางอดที่จะยิ้มอย่างจนใจไม่ได้
“ท่านพ่อ...”
ซูกงฉางหันกลับมามองบุตรสาว
“ท่านพี่เป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยแสดงออก ท่านอย่าได้โกรธเคืองเขาเลยนะเจ้าคะ”
“หึ!” ซูกงฉางแค่นเสียงเบา ๆ ในลำคอ “เจ้าพูดแทนเขาอีกแล้ว สีหน้าของเจ้าก้อนหินนั่น ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะขมวดคิ้วหรือไม่!”
ซูฮูหยินมองสามีแล้วส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “เอาล่ะ ๆ พอได้แล้วท่านพี่ มีคนจับตามองพวกเราอยู่นะ อย่าพูดเรื่องนี้ให้ลูกต้องลำบากใจอีกเลย”
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกลับมาผ่อนคลาย ซูหมิ่งหลันจึงยิ้มให้บิดามารดา ก่อนหันกลับไปทางโต๊ะที่สามีนั่งอยู่
ทว่าที่นั่งตรงนั้นกลับว่างเปล่า ร่างสูงในชุดยาวสีน้ำเงินเข้มหายไปแล้ว
ซูหมิ่งหลันขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วสายตาของนางก็หยุดลงที่โต๊ะประทับขององค์หญิงเจินจู
ที่นั่งตรงนั้นก็ว่างเปล่าเช่นกัน ความเย็นเยียบสายหนึ่งพลันวิ่งผ่านสันหลังของซูหมิ่งหลัน หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างแรง เหตุใดทั้งสองจึงหายไปพร้อมกันในเวลาเช่นนี้? ความคิดในแง่ร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจ ทว่านางพยายามยับยั้งชั่งใจ บอกตัวเองว่าสามีอาจจะออกไปสนทนากับขุนนางด้านนอก ส่วนองค์หญิงใหญ่ก็คงเสด็จไปทำธุระส่วนพระองค์
ในขณะที่ซูหมิ่งหลันกำลังเหม่อมองไปยังที่นั่งว่างเปล่าของทั้งสองคน เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นข้างกาย
“อุ๊ย!”
ซูหมิ่งหลันสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นก็รู้สึกถึงของเหลวอุ่น ๆ ที่กระเซ็นลงบนแขนเสื้อและกระโปรงของตน
“ฮูหยินเว่ย!”
นางกำนัลผู้ถือกาน้ำชาหน้าซีดเผือด ก่อนรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น
“บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตายเจ้าค่ะ! บ่าวไม่ได้ตั้งใจ!”
“ตายแล้ว!” ซูฮูหยินลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีด้วยความตกใจ นางสำรวจดูบุตรสาว แล้วหันไปตำหนินางกำนัลด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เหตุใดจึงซุ่มซ่ามถึงเพียงนี้! ฮูหยินเว่ยกำลังตั้งครรภ์อยู่ หากน้ำชาร้อนลวกผิวขึ้นมาจะทำเช่นไร?!”
ซูหมิ่งหลันเองก็ยกมือขึ้นแตะหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว โชคดีที่น้ำชาถ้วยนั้นไม่ได้ร้อนจัด นางมองนางกำนัลคนนั้นด้วยความคลางแคลงใจเล็กน้อย
ปกติแล้ว นางกำนัลล้วนได้รับการฝึกฝนกิริยามารยาทมาเป็นอย่างดี เหตุใดวันนี้จึงซุ่มซ่ามถึงเพียงนี้?
หลันเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง? เจ็บตรงไหนหรือไม่?”
“ลูกไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ชาไม่ร้อนมาก เพียงแต่ชุดเลอะเทอะไปหมดแล้ว คงต้องไปเปลี่ยนชุดใหม่เสียก่อน”
“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวจะรีบนำทางฮูหยินไปเปลี่ยนชุดใหม่เดี๋ยวนี้”
ซูหมิ่งหลันพยักหน้า นางค่อย ๆ ลุกขึ้น โดยมีมารดาประคองแขนเอาไว้แน่น นางกำนัลคนนั้นรีบเดินนำไปทางประตูด้านข้างของตำหนักใหญ่ ซึ่งเชื่อมต่อกับระเบียงคดด้านหลัง
