ตอนที่ 3
ตอนที่ 3
ยามบ่ายของวันถัดมา ซูหมิ่งหลันก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงในพระราชวัง ภายในเรือนเหมยฮวาเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้และสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ผสมน้ำอุ่น นางค่อย ๆ ก้าวลงไปแช่ตัวในอ่างอย่างระมัดระวัง โดยมีหว่านเอ๋อร์คอยประคองอยู่ด้านข้าง แม้หน้าท้องของนางจะยื่นนูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทว่าทรวดทรงส่วนอื่นของนางกลับไม่ได้ดูเทอะทะเลยสักนิด ผิวพรรณทั่วเรือนร่างกลับยิ่งผุดผาดนวลเนียนราวกับหยกเนื้อดี ไร้ซึ่งรอยแตกลายใดๆ
หว่านเอ๋อร์ใช้ผ้านุ่มซับหยดน้ำบนแผ่นหลังขาวเนียนของผู้เป็นนาย ก่อนจะอดเอ่ยชมออกมาจากใจไม่ได้
“ฮูหยินงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ซูหมิ่งหลันหันกลับไปมองนางเล็กน้อย
“เจ้าช่างพูดเอาใจข้าเสียจริง”
“บ่าวไม่ได้พูดเอาใจนะเจ้าคะ” หว่านเอ๋อร์รีบส่ายหน้าพัลวัน “บ่าวพูดจากใจจริงต่างหากเจ้าค่ะ แม้ฮูหยินจะกำลังตั้งครรภ์ แต่กลับงดงามกว่าสตรีที่ยังไม่ออกเรือนเสียอีก”
ได้ฟังเช่นนั้น ซูหมิ่งหลันก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้
“ปากหวานเสียจริง หากเจ้าพูดเช่นนี้กับบุรุษสักคน ไม่แน่ว่าเขาอาจหลงคารมของเจ้าจนถอนตัวไม่ขึ้นก็ได้”
"ฮูหยินล้อบ่าวเล่นอีกแล้ว" ใบหน้าของหว่านเอ๋อร์แดงเรื่อขึ้นทันที
เสียงหัวเราะของทั้งสองคนดังขึ้นเบาๆ ภายในเรือนเหมยฮวา ช่วยขับไล่บรรยากาศที่เงียบเหงา
หลังจากแต่งกายเสร็จแล้ว ซูหมิ่งหลันก็มานั่งรอสามีอยู่ในห้องโถงกลาง
จนกระทั่งยามเซิน เว่ยเจาก็กลับมาถึงจวน ใบหน้าคมคายฉายแววอ่อนล้าเล็กน้อย แต่เมื่อสายตาของเขาเห็นร่างอวบอิ่มในชุดสีฟ้าอ่อนที่นั่งรออยู่กลางห้อง แววตาที่เคยราบเรียบสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
ซูหมิ่งหลันเงยหน้าขึ้นมองสามี ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใส ริมฝีปากแดงระเรื่อคลี่ยิ้มหวานอย่างไม่คิดปิดบังความยินดี
“ท่านพี่ ข้าแต่งตัวเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
เว่ยเจาสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเขากวาดมองนางตั้งแต่ใบหน้าจนถึงหน้าท้องที่นูนเด่น ก่อนจะรีบละสายตาออกอย่างรวดเร็ว
“รอข้าสักครู่”
น้ำเสียงของเขายังคงเรียบนิ่ง
“ข้าจะไปเปลี่ยนชุดก่อน”
“เจ้าค่ะ”
ซูหมิ่งหลันพยักหน้ารับ ก่อนจะนั่งมองตามแผ่นหลังกว้างของสามีที่ค่อย ๆ เดินหายออกไป
ไม่นานนัก เว่ยเจาก็กลับมาอีกครั้ง ชุดขุนนางเต็มยศถูกเปลี่ยนเป็นชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม เนื้อผ้าเนียนละเอียดสะท้อนแสงจากตะเกียงภายในห้อง ลวดลายเมฆาถูกปักด้วยด้ายสีเงินอย่างประณีต ยิ่งขับให้เขาดูสูงส่งและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม
ซูหมิ่งหลันเผลอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะใช้ชีวิตร่วมกันมานานถึงสองปี แต่บางครั้งนางก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าสามีของตนช่างเป็นบุรุษที่โดดเด่นเสียจนทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตา
เว่ยเจาเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะยื่นมือออกมา
“ไปกันเถิด”
เพียงคำพูดสั้น ๆ เท่านั้น แต่ดวงตาของซูหมิ่งหลันกลับเปล่งประกายขึ้นมาทันที
นางวางมือเรียวของตนลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างแผ่วเบา
เว่ยเจากุมมือนางไว้หลวม ๆ
ทว่าในความหลวมนั้นกลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
ตลอดเส้นทางไปถึงหน้าประตูจวน เขาจงใจลดจังหวะฝีเท้าของตนเองให้ช้าลง
ซูหมิ่งหลันเดินช้ากว่าเขาเป็นปกติอยู่แล้ว ยิ่งในเวลานี้นางตั้งครรภ์ การเดินเหินจึงไม่คล่องแคล่วเหมือนเมื่อก่อน
นางสังเกตได้ว่าสามีไม่ได้เร่งรัดหรือแสดงท่าทีรำคาญแม้แต่น้อย
เมื่อถึงหน้าจวน เว่ยเจาก็ประคองนางขึ้นรถม้าอย่างระมัดระวัง ราวกับเกรงว่านางจะสะดุดล้มแม้เพียงเล็กน้อย
ภาพนั้นทำให้บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่บริเวณใกล้เคียงต่างพากันก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
แม้ผู้เป็นนายของพวกเขาจะไม่เคยกล่าวคำหวานต่อกัน
แต่การกระทำเหล่านี้จะเรียกว่าไม่ใส่ใจได้อย่างไร?
ส่วนซูหมิ่งหลันนั้น หัวใจของนางอ่อนยวบไปหมดแล้ว
ภายในรถม้าอันกว้างขวาง ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครั้ง เว่ยเจานั่งพิงผนังรถม้าหลับตาลงเพื่อพักสายตา ไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น ทว่าซูหมิ่งหลันกลับไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
นางนั่งอยู่ข้างเขาอย่างเงียบ ๆ พลางลอบมองใบหน้าคมคายของสามีเป็นครั้งคราว
ยิ่งมอง หัวใจของนางก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่น
ทันใดนั้นเอง รถม้าที่กำลังเคลื่อนผ่านถนนขรุขระก็พลันกระแทกเข้ากับก้อนหินพอดี ตัวรถสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“ว้าย!”
ซูหมิ่งหลันร้องออกมาเบา ๆ ร่างของนางเอนวูบไปด้านข้าง
ยังไม่ทันที่นางจะตั้งตัวได้ ฝ่ามือใหญ่ของเว่ยเจาก็ยื่นมารั้งนางเอาไว้
แขนแกร่งโอบประคองจับหัวไหล่ของนางเอาไว้อย่างมั่นคง
“ระวัง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นใกล้หู
ซูหมิ่งหลันเงยหน้าขึ้น
ในระยะใกล้เช่นนี้ นางสามารถมองเห็นดวงตาคมของเขาได้อย่างชัดเจน
แม้ใบหน้าของเขาจะยังคงสงบนิ่ง แต่ในแววตากลับปรากฏความกังวลเพียงชั่ววูบ
หัวใจของนางพลันเต้นแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” ซูหมิ่งหลันตอบพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บ เว่ยเจาจึงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ถอนมือกลับไป
จากนั้นเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง
ซูหมิ่งหลันมองใบหน้าด้านข้างของเขาอยู่นาน หัวใจของนางอบอุ่นจนแทบล้นออกมา
บางที...
สามีของนางอาจมิใช่บุรุษที่รู้จักพูดคำหวาน
แต่การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้มิใช่หรือที่กำลังบอกนางว่า เขาใส่ใจนางอยู่เสมอ ความเฉยชาที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงเพราะเขาเป็นคนพูดน้อย และไม่ถนัดแสดงความรู้สึกออกมาก็เท่านั้น
แม้นางจะพยายามห้ามใจไม่ให้คิดเข้าข้างตัวเอง แต่หัวใจของสตรีที่หลงรักสามีจนหมดหัวใจ มักจะหาเหตุผลมาปลอบประโลมตนเองเสมอ
เมื่อคิดเช่นนั้น ความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมอยู่ภายในใจมาตลอดสองปีพลันจางหายไปไม่น้อย
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของซูหมิ่งหลันโดยไม่รู้ตัว
ไม่นานนัก รถม้าของตระกูลเว่ยก็มาถึงพระราชวังหลวง บริเวณด้านหน้าประตูวังเต็มไปด้วยรถม้าหรูหราของเหล่าขุนนางชั้นสูงและตระกูลใหญ่ที่ทยอยเดินทางมาร่วมงานเลี้ยง
เมื่อรถม้าหยุดลง เว่ยเจาก็ก้าวลงจากรถม้าก่อน จากนั้นจึงหันกลับไปยื่นมือให้ภรรยา
ซูหมิ่งหลันวางมือลงบนฝ่ามือของเขา ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวลงจากรถม้า
ทั้งสองกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนบริเวณนั้นทันที
บุรุษรูปงามในชุดสีน้ำเงินเข้มยืนอยู่เคียงข้างสตรีงดงามในชุดสีฟ้าอ่อน แม้ฝ่ายหนึ่งจะมีท่าทางเย็นชาและน่าเกรงขาม ขณะที่อีกฝ่ายดูอ่อนโยนและงดงามราวกับบุปผา
แต่เมื่อทั้งสองยืนเคียงข้างกัน กลับดูเหมาะสมกันอย่างน่าประหลาด
“นั่น... ท่านเสนาบดีเว่ยกับฮูหยินเว่ยมิใช่หรือ?”
เสียงกระซิบกระซาบจากกลุ่มฮูหยินและคุณหนูตระกูลใหญ่เริ่มดังขึ้น
“ฮูหยินเว่ยงดงามเหลือเกิน ดูสิ แม้กำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่ผิวพรรณและกิริยากลับยิ่งดูน่ามอง”
“นั่นสิ ทั้งสองช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก”
ซูหมิ่งหลันเดินเคียงข้างสามีอย่างสงบเสงี่ยม แม้ภายนอกจะยังคงรักษาท่าทีเรียบร้อยสมฐานะฮูหยินของเสนาบดี แต่คำชื่นชมเหล่านั้นก็ทำให้หัวใจของนางอดพองโตไม่ได้
ทว่า ท่ามกลางสายตาชื่นชมก็ยังมีสายตาอีกหลายคู่ที่เต็มไปด้วยความริษยา
“น่าอิจฉานางเสียจริง...”
คุณหนูผู้หนึ่งกระซิบกับสหายของตน พลางมองไปยังคู่สามีภรรยาที่กำลังเดินจากไป
“ในเมืองหลวงนี้ ขุนนางที่มีตำแหน่งสูงล้วนมีอนุภรรยาและสาวใช้ข้างห้องกันแทบทั้งนั้น แต่ท่านเสนาบดีเว่ยกลับไม่เคยรับสตรีคนใดเข้าจวนเลย”
“ข้าได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้มีหลายตระกูลพยายามส่งบุตรีของตนเข้ามาให้เขา แต่ท่านเสนาบดีกลับปฏิเสธโดยไม่ไว้หน้าใคร”
“นั่นสิ... ไม่รู้ว่าฮูหยินเว่ยทำบุญด้วยสิ่งใดมาในชาติก่อน ถึงได้ครองคู่กับบุรุษเช่นนี้”
ทุกคำพูดลอยเข้าหูของซูหมิ่งหลันอย่างชัดเจน
นางก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่กำลังปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
