ตอนที่ 2
ตอนที่ 2
ภายในห้องโถงกลางของจวนตระกูลเว่ย บรรยากาศเงียบสงบและเย็นชาไม่ต่างจากเจ้าของจวน หว่านเอ๋อร์เดินก้มหน้าถือถาดไม้เนื้อดีเข้ามาภายในห้องโถง นางวางกาน้ำชาและขนมหวานเหล่านั้นด้วยความรู้สึกขมขื่นในอก เพราะขนมเหล่านี้เจ้านายของนางลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่ช่วงเช้า
หว่านเอ๋อร์ได้แต่ถอนหายใจยาวอยู่ในอก ขณะที่นางกำลังจะหมุนตัวเดินกลับออกไป เงาร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีแดงเข้มปักลายเมฆาก้าวเข้ามาภายในห้อง ใบหน้าคมคายยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึก เว่ยเจาปลดเสื้อคลุมตัวนอกส่งให้บ่าวชายที่เดินตามหลังมา ราชสำนักในยามนี้กำลังระส่ำระสาย เพราะฮ่องเต้องค์ใหม่มีพระชนมายุเพียงสิบห้าพรรษา และมีไทเฮาครองอำนาจอยู่หลังม่าน เหล่าขุนนางในราชสำนักต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย บางกลุ่มสนับสนุนพระญาติของฮ่องเต้องค์ก่อน และกำลังสะสมอำนาจรอในวันที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านี้ เว่ยเจากลายเป็นคนที่หลายฝ่ายต้องการดึงเข้าพวก
และในขณะเดียวกัน ก็เป็นคนที่หลายฝ่ายต้องการกำจัดเช่นกัน เขาจึงไม่มีเวลาปล่อยให้ตนเองประมาท
หว่านเอ๋อร์ย่อกายทำความเคารพตามมารยาท
เว่ยเจาปลายตามองสาวใช้คนสนิทของภรรยา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง? วันนี้นางมีอาการแพ้ท้องหรือไม่?”
หว่านเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย นางไม่อยากจะตอบคำถามของบุรุษผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ในใจนึกอยากจะตะโกนใส่หน้าเขานักว่า หากท่านมีความห่วงใยฮูหยินจริง เหตุใดไม่เดินไปหาฮูหยินที่เรือนเหมยฮวาด้วยตนเองเล่า? ระยะทางมิได้ไกลเป็นสิบลี้เสียหน่อย!
ทว่าบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้านาง คือผู้มีอำนาจที่สุดในจวนแห่งนี้ หว่านเอ๋อร์จึงจำต้องข่มความโกรธไว้ในใจ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงส่งๆ
“วันนี้ฮูหยินอาการปกติดีเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเว่ยเจาจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากไม่ใช่คนที่เฝ้าสังเกตเขาอยู่ทุกวัน คงไม่มีทางมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น
“เช่นนั้นก็ดี บอกนางให้พักผ่อนมากๆ แล้วบอกนางด้วยว่า... คืนวันพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองในพระราชวังหลวง บอกให้นางเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ยามเย็นข้าจะกลับมารับนางไปงานเลี้ยงด้วยกัน”
“เจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ย่อกายลงอีกครั้ง ก่อนจะรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อสาวใช้ของภรรยาเดินออกไปแล้ว เว่ยเจาก็นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ด้านข้าง สายตาเหลือบมองจานขนมกุ้ยฮวาบนโต๊ะ เขาหยิบมันขึ้นมากัดชิมคำหนึ่ง รสชาติหวานละมุนและมีกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวา เป็นรสชาติที่เขาคุ้นเคย
เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาได้กินขนมชนิดนี้แทบทุกวัน ทั้งที่เขาไม่เคยร้องขอ และไม่เคยพูดว่าอยากกินอีก แต่ซูหมิ่งหลันกลับจำได้
เพราะแค่ครั้งเดียวที่เขาเคยเผลอหลุดปากพูดว่าขนมที่นางทำมาให้เขา เขาชอบขนมกุ้ยฮวามากที่สุดเท่านั้นเอง
เว่ยเจามองขนมในมืออยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ เขารู้ดีว่าตนเองติดค้างนางมากเพียงใด
ซูหมิ่งหลันเป็นภรรยาที่ไม่มีสิ่งใดให้เขาตำหนิได้เลย เขาเคยคิดว่าหากวันหนึ่งนางหยุดทำสิ่งเหล่านี้เสียได้ก็คงดี เพราะยิ่งนางดีกับเขามากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น
ทางด้านเรือนเหมยฮวา
หว่านเอ๋อร์เดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้ามึนตึง แม้นางจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเดินเข้าไปหาเจ้านาย ทว่าซูหมิ่งหลันแค่มองปราดเดียวก็รู้เท่าทันแล้ว
หมิ่งหลันวางผืนผ้าปักลงบนตั่งไม้ นางยิ้มบางๆ ให้สาวใช้คนสนิท “ทำไมทำหน้าบึ้งตึงเช่นนั้นเล่า ท่านพี่ว่าอย่างไรบ้าง?”
หว่านเอ๋อร์ก้มหน้าลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ “ท่านเสนาบดีฝากความมาบอกฮูหยินเจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรหรือ?”
“ท่านเสนาบดีบอกว่า คืนวันพรุ่งนี้มีงานเลี้ยงฉลองในพระราชวัง ให้ฮูหยินเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ยามเย็นท่านเสนาบดีจะมารับไปงานเลี้ยงด้วยกันเจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ซูหมิ่งหลันชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของนางสว่างวาบขึ้นมาวูบหนึ่ง
“จริงหรือ?”
“เจ้าค่ะ”
“งั้นเจ้าไปเตรียมชุดสำหรับงานคืนพรุ่งนี้ให้ข้าที... เอาชุดที่เพิ่งตัดใหม่สีฟ้าอ่อนปักลายดอกโบตั๋นขาวตัวนั้น แล้วก็เตรียมเครื่องประดับปิ่นทองคำชุดที่ท่านพี่เคยซื้อให้ข้าเมื่อสามเดือนก่อนด้วย” หมิ่งหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น พลางอมยิ้มบางๆ
ตลอดสองปีที่แต่งงานกันมา สามีมักไม่ค่อยพานางออกงานเลี้ยงในวังหรือจวนขุนนางคนอื่นเท่าใดนัก ด้วยเขาเป็นคนรักความสงบและไม่ต้องการให้ภรรยาเข้าไปวุ่นวายกับพวกเหล่าฮูหยินขุนนาง เพราะอาจถูกตีความว่าเป็นการเลือกข้างในราชสำนัก
“เจ้าค่ะฮูหยิน” หว่านเอ๋อร์เห็นนายหญิงมีชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้
