บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1

แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาภายในเรือนเหมยฮวา ซูหมิ่งหลันนั่งอยู่บนตั่งไม้ข้างหน้าต่าง ปลายเข็มในมือค่อย ๆ ปักลวดลายเมฆมงคลลงบนผืนผ้าไหมสีเข้มทีละเข็ม

แม้ปีนี้นางจะมีอายุเพียงสิบเก้าปี แต่ความงดงามกลับโดดเด่นเกินกว่าสตรีทั่วไป ดวงตาดอกท้อที่เคยสดใสมีความอ่อนล้าปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง เพราะครรภ์ของนางเข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว

แม้ร่างกายจะหนักอึ้งกว่าปกติ ทว่าท่วงท่าของนางยังคงสง่างาม สมกับเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่

“ฮูหยิน... พักสักครู่เถิดเจ้าค่ะ”

หว่านเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเดิม เดินถือถ้วยน้ำชาเก๊กฮวยอุ่นๆ เข้ามาวางไว้ที่โต๊ะข้างๆ สายตาของนางจ้องมองสะดึงปักผ้าในมือนายหญิงด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ริมฝีปากของนางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง นางทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่สุดท้ายก็ก้มหน้าลง เม้มริมฝีปากไว้แน่นตามเดิม

ซูหมิ่งหลันยิ้มบางๆ โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากงานในมือ “ข้าเหลือปักลายเมฆาตรงชายเสื้ออีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากหยุดตอนนี้ด้ายอาจจะย่นได้”

“แต่ฮูหยินตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนแล้วนะเจ้าคะ มานั่งก้มหน้านานๆ เช่นนี้จะปวดหลังเอาได้” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงแผ่วเบา ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสงสารและน้อยเนื้อต่ำใจแทนเจ้านาย

ซูหมิ่งหลันชะงักมือเล็กน้อย นางละสายตาจากผืนผ้าแล้วยกมือขึ้นแตะหน้าท้องที่ยื่นออกมาเบาๆ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านฝ่ามือไปถึงหัวใจ เด็กคนนี้คือความสุขเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงประคับประคองหัวใจของนางเอาไว้ในจวนหลังใหญ่แห่งนี้

“ข้าไม่เป็นไรหรอก” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ดวงตากลับสั่นไหวระริกเล็กน้อย

หว่านเอ๋อร์มองเสื้อคลุมในมือผู้เป็นนายด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ ทุกปีคุณหนูของนางจะเย็บเสื้อคลุมตัวใหม่ให้ท่านเสนาบดีทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นเสื้อคลุมฤดูหนาว เสื้อคลุมฤดูใบไม้ร่วง แต่ละตัวคุณหนูล้วนตั้งใจทำสุดฝีมือ

แต่สิ่งตอบแทนที่ได้กลับมาจากผู้เป็นสามี มีเพียงแค่คำขอบคุณสั้นๆ และเสื้อคลุมเหล่านั้นไม่เคยถูกนำมาสวมใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ซูหมิ่งหลันคือคุณหนูตระกูลซู นางถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสี่สตรีที่งดงามที่สุดในเมืองหลวง เหล่าคุณชายจากตระกูลขุนนางชั้นสูงต่างพากันส่งแม่สื่อมาทาบทามไม่ขาดสาย ทว่านางไม่เคยเหลียวมองผู้ใด

จนกระทั่งได้พบกับเขา...

ในงานเทศกาลล่าสัตว์ประจำปีของราชสำนักเมื่อสามปีก่อน

วันนั้น เว่ยเจาปรากฏกายท่ามกลางเหล่าขุนนางด้วยชุดขี่ม้าสีน้ำเงินเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคายราวถูกสลักจากหยก ท่วงท่าสง่างามและทรงอำนาจจนผู้คนรอบข้างต้องหลีกทางให้โดยไม่รู้ตัว เขาได้รับฉายาจากบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์ว่าเป็น ‘เสือยิ้มยาก’ แห่งราชสำนัก และเป็นเสนาบดีหนุ่มผู้มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์

ในตอนนั้น นางทำได้เพียงแอบมองเขาอยู่ไกลๆ ด้วยความพึงใจ ทว่าชั่วขณะหนึ่งที่เขาหันมองมาทางอัฒจันทร์ สายตาของทั้งคู่ประสานกันโดยบังเอิญ หัวใจของซูหมิ่งหลันพลันเต้นตึกตักอย่างไม่เป็นจังหวะ นางตกหลุมรักเสนาบดีหนุ่มทันทีตั้งแต่แรกเห็น

นางไม่รู้ว่าเขาจดจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้หรือไม่

แต่สำหรับนาง... นั่นคือวันที่หัวใจตกเป็นของเขาอย่างสมบูรณ์

หลังจากนั้น ซูหมิ่งหลันเคยคิดว่าความรักครั้งนี้คงไม่มีวันเป็นจริง เพราะท้ายที่สุดนางอาจต้องแต่งงานกับคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์สักคนตามที่บิดามารดาเห็นสมควร

แต่แล้วสิ่งที่นางไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้น หลังจากวันงานเทศกาลล่าสัตว์เพียงหนึ่งเดือน แม่สื่อจากตระกูลเว่ยก็เดินทางมายังจวนตระกูลซูเพื่อสู่ขอนางให้แก่เว่ยเจา

ในวันนั้น ซูหมิ่งหลันดีใจจนแทบไม่เชื่อหูของตนเอง นางตอบตกลงโดยไม่ลังเล แม้จะไม่เคยได้คบหาดูใจกัน แต่ซูหมิ่งหลันในตอนนั้นกลับคิดอย่างใสซื่อว่า อย่างน้อยเสนาบดีหนุ่มก็ต้องมีใจให้นางอยู่บ้าง มิฉะนั้นบุรุษผู้ไม่เคยเหลียวแลสตรีใด จะส่งแม่สื่อมาสู่ขอนางด้วยตัวเองได้อย่างไร

นางเชื่อว่าเมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ความรักย่อมค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น และวันหนึ่งเขาจะรักนางเหมือนที่นางรักเขา

แต่ความจริงกลับไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด...

สองปีที่แต่งงานเข้ามาในตระกูลเว่ย หมิ่งหลันทำหน้าที่ฮูหยินเอกอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง จัดการบัญชีจวน ดูแลบ่าวไพร่ และเอาใจใส่อาหารการกินของสามีในทุกๆ วัน

เว่ยเจาไม่เคยต่อว่านาง ตรงกันข้ามเขากลับให้เกียรตินางอย่างมาก มอบอำนาจในการดูแลจวนทั้งหมดให้นาง ให้เกียรตินางในฐานะฮูหยินเอกต่อหน้าผู้คน เงินทอง เครื่องประดับ และความสุขสบาย เขาไม่เคยทำให้นางขาดแคลน

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เว่ยเจาไม่เคยมอบให้นางเลยก็คือ... หัวใจของเขา

ในช่วงแรกของการแต่งงาน ทั้งสองยังคงนอนร่วมเตียงกัน ทว่าทุกครั้งเว่ยเจากลับมีท่าทีความห่างเหินแฝงอยู่ ราวกับกำลังทำหน้าที่ของสามีเพียงเพื่อให้มีทายาทสืบสกุล

ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน สายตาที่เขามองนางมักเรียบเฉย ราวกับถูกกั้นด้วยกำแพงหนาที่นางมองไม่เห็น หมิ่งหลันคิดว่าเพราะเขาเป็นคนเย็นชาโดยนิสัย นางจึงพยายามเข้าใจเขามาโดยตลอด

นางบอกตัวเองเสมอว่า ขอเพียงใช้เวลาอีกหน่อย เขาจะต้องเห็นความจริงใจของนาง

แต่พอนางตั้งครรภ์ทุกสิ่งกลับยิ่งชัดเจนขึ้น สามีไม่แตะต้องนางอีกเลย

ใช่แล้ว ตั้งแต่เขารู้ว่านางตั้งครรภ์ เว่ยเจาเกรงว่าจะกระทบกระเทือนลูกในท้อง เขาจึงแยกไปนอนที่ห้องหนังสือเกือบทุกคืน โดยอ้างเรื่องงานราชการที่ล้นมือ และเขาก็กลัวว่าจะรบกวนการพักผ่อนของนาง

ทุกคำพูดของเขาล้วนมีเหตุผล แต่เหตุใดหัวใจของนางถึงยังรู้สึกว่างเปล่าเช่นนี้?

หมิ่งหลันเงยหน้าขึ้นมองหว่านเอ๋อร์

“ใกล้ถึงเวลาที่ท่านพี่จะกลับมาแล้ว เจ้าไปเตรียมชากาใหม่และขนมกุ้ยฮวาไว้ที่ห้องโถงกลางเถิด”

หว่านเอ๋อร์อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป

“ฮูหยิน... ท่านเสนาบดีเย็นชากับท่านถึงเพียงนี้ ท่านยังจะเป็นห่วงเขาอีกหรือเจ้าคะ?... ทั้งที่ตอนนี้ท่านกำลังตั้งครรภ์ แต่ท่านเสนาบดีกลับมาหาท่านเพียงวันละครั้ง ถามไถ่พอเป็นพิธีราวกับเป็นหมอหลวง แล้วก็กลับไปที่ห้องหนังสือ บางครั้งบ่าวยังคิดเลยว่า...”

หว่านเอ๋อร์หยุดพูด เพราะไม่กล้าเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

แต่ซูหมิ่งหลันรู้ดีว่าสาวใช้ของตนต้องการจะพูดอะไร

หญิงสาวก้มมองมือของตนเอง ก่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นงดงาม แต่กลับเต็มไปด้วยความขมขื่น

“เขาก็เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่แรกแล้วมิใช่หรือ?”

“ฮูหยิน...” หว่านเอ๋อร์มองผู้เป็นนายด้วยความสงสารจับใจ

“อย่าเป็นห่วงข้าเลย แค่มีลูกอยู่ข้างกาย ข้าก็มีความสุขแล้ว” ซูหมิ่งหลันยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเองอีกครั้ง ราวกับกำลังใจปลอบใจตัวเองและลูกน้อย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel