บท
ตั้งค่า

บทที่ 1.6

เสียงทุ้มกล่าวจบก็ดึงไม้กวาดไปจากมือนาง อวิ๋นซูเหยาเหลือบมองเสื้อตัวนอกสีม่วงอ่อนซึ่งเป็นชุดของปราชญ์หลวง จากนั้นจึงยอมปล่อยมือโดยง่าย มองบุรุษที่เข้ามาหยุดไม้กวาดของนางไม่ให้ฟาดลงไปบนตัวชายหนุ่ม เดาว่าเขาคงจะเป็นคนคุ้มกันของอีกฝ่าย

ก้มลงมองคนสี่คนที่นอนโอดโอยบนพื้นด้วยความเจ็บ “ยังไม่รีบไปอีก” ชายหนุ่มพยักพเยิดให้คนคุ้มกันของตนเข้าไปดู อีกฝ่ายเข้าไปดูจุดที่คนเหล่านั้นโดนตี เงยหน้าขึ้นก็ส่ายหน้าให้ผู้เป็นนายบอกเป็นนัยว่าไม่เป็นอะไรมาก “อะ...อาจารย์”

“กลับไปรอรับโทษที่หอเฟิงอี้” เขามองคนของตน “พาพวกเขากลับออกไป ดูไว้ให้แน่ใจว่าไปรอข้าที่นั่น”

“ขอรับ”

หลังเหตุการณ์สงบชายหนุ่มหันกลับมามองนาง อวิ๋นซูเหยาเองก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขา เขาตัวสูงกว่านางหนึ่งช่วงศีรษะ หน้าผากของนางจึงอยู่ในระนาบคางของเขาเท่านั้น เพราะเป็นเช่นนี้นางจึงรู้ตัวว่าอยู่ใกล้เขามากเกินไป ทว่าพอคิดจะขยับก่อนเขากลับเป็นฝ่ายถอยหลังรักษาระยะห่างจากนางสองก้าว “ต้องขออภัยแทนพวกเขาด้วย ยังเยาว์วัยจึงอยากรู้อยากเห็นและเห็นแก่ความสนุกเป็นใหญ่ จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้มีใจคิดร้าย กลับไปข้าจะลงโทษและสั่งสอนพวกเขาให้ดี”

นางมองชายหนุ่มจากนั้นพยักหน้าไม่ได้กล่าววาจา

“ข้าแซ่หยาง นามสวินเคอ มีนามรองว่าเสียงเฟิงหากท่านปราชญ์อวิ๋นกลับมาแล้วอยากสอบสวนเอาความ ข้าพร้อมให้คำอธิบาย”

“ไม่ต้อง” นางส่งเสียงในที่สุด “ข้ามิได้ถือสา”

เขาเลิกคิ้วคล้ายอยากกล่าวอะไรทว่ากลับเงียบ “เช่นนั้น...รบกวนแล้ว”

นางประสานมือขึ้นคล้ายจะค้อมกายคารวะ คิ้วเรียวมุ่นลงอีกครั้ง เปลี่ยนเป็นวางมือประสานกันที่ข้างเอวยอบกายให้เขาคราหนึ่ง “ขออภัยที่ข้าไม่สะดวกออกไปส่ง” กล่าวจบก็หมุนตัวจะเดินกลับเข้าเรือนทว่าอีกฝ่ายกลับส่งสียงรั้งนางเอาไว้

“คุณหนูอวิ๋น”

นางหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“แม้ที่นี่เป็นเรือนพำนักของท่านปราชญ์อวิ๋น แต่สำนักศึกษาหลวงก็ไม่ใคร่จะมีสตรีพำนักอยู่ ดังนั้นจะเป็นการดีกับท่านมากกว่าหากว่าท่านแต่งกายให้เหมาะสมรวบผมให้เรียบร้อย จะอย่างไรท่านก็ยังไม่ออกเรือน” เขาเพิ่งพูดจบแถบผ้าที่นางใช้มัดผมก็ปลิวไปตามสายลมร่วงหล่นลงตรงหน้า เส้นผมยาวสยายพลิ้วไหวไปกับสายลมล้อมกรอบใบหน้างดงามที่ยังคงมีร่องรอยซีดเซียว

“ข้ายังไม่ปักปิ่นด้วยซ้ำจะต้องมากเรื่อง...” นางชะงักหยุดพูด “ข้า...น้อมรับการตักเตือน ขอตัวก่อน”

นางไม่ได้เดินไปเก็บแถบผ้านั้นเพียงหมุนตัวเดินกลับเข้าเรือน เขาก้มลงคว้าแถบผ้าสีเทาขึ้นทว่าหูอวี๋กลับเดินเข้ามาใกล้ แบสองมือออกไปรับ “ขอบพระคุณท่านปราชญ์เจ้าค่ะ” ดังนั้นผู้มาเยือนจึงจำเป็นต้องเดินหลบออกไปจากเรือนพำนัก ทิ้งเอาไว้เพียงความรู้สึกสงสัยที่อบอวลเอาไว้ในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นผู้มาเยือนหรือแม้แต่...เจ้าของเรือนพำนัก

อวิ๋นซูเหยายังคงมองมือของตัวเอง นางนึกไม่ถึงว่าตัวเองจะปราดเข้าไป ทั้งยังลงมือคล่องแคล่วถึงเพียงนี้ ราวกับว่านี่เป็นความเคยชิน ราวกับนาง...เป็นวรยุทธ์!!!

หยางสวินเคอมองศิษย์ของตนทั้งสี่ที่เพิ่งก่อเรื่องกำลังคุกเข่าสำนึกผิดที่หน้าหอตำรา เขามองหลิงเฮ่อจากนั้นเอ่ยถาม “มีเรื่องอยากพูด?”

“คุณชาย...ข้ารู้สึกเหมือนกับว่าคุณหนูอวิ๋นผู้นั้น...เป็นวรยุทธ์”

“หืม??” มองท่าทีลังเลอย่างหาได้ยากของคนสนิท ชายหนุ่มวางพู่กันในมือลงจากนั้นลุกขึ้น “นางน่ะหรือ?”

“ข้าน้อย...ไม่แน่ใจ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของนางแม้มองดูไม่ชัด ทว่าก็เป็นกระบวนท่าของผู้ฝึกยุทธ์ การจับด้ามไม้กวาดของนางก็คล้ายการจับกระบี่ แต่ละจุดที่นางโบยตีคุณชายทั้งสี่ก็เป็นจุดอ่อนเพื่อสกัดการเคลื่อนไหว แม้มิใช่จุดสังหารแต่ก็เป็นจุดที่เล่นงานคนผู้หนึ่งได้ในทันที ทั้งแม่นยำและชัดเจน ทว่าเรี่ยวแรงกลับ...”

“อะไร”

“ดูแล้วนางมิได้มีกำลังภายในขอรับ หาไม่จากการที่นางโจมตีหากมีกำลังภายในคุณชายทั้งสี่น่าจะบาดเจ็บหนัก”

หยางสวินเคอมองคนสนิทนานมาก เขารู้จักอีกฝ่ายมาหลายปีเรื่องเช่นนี้ไม่มีทางที่หลิงเฮ่อจะนำมาล้อเล่น

“ข้าคิดอยากลองสังเกตมือของนาง ทว่านางเก็บมือเร็วมาก กลิ่นอายบนตัวนางก็ไม่มีร่องรอยของการเข่นฆ่า บางทีข้าอาจคิดมากไป”

“ไม่หรอกหากเจ้าบอกว่าน่าสงสัยก็ต้องหมายความเช่นนั้น...ให้คนไปสืบให้ละเอียด ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาคุณหนูอวิ๋นกับอาจารย์อวิ๋นทำอะไร ที่ไหน กับผู้ใดบ้าง สืบให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากสืบเรื่องของหลิวซื่อและบุตรสาวด้วยก็ดียิ่ง”

“ขอรับ”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel